เสียงสวดมนต์อื้ออึงดังก้องไปทั่วทั้งห้องประชุมใหญ่ในอาคารโอ่โถง วันนี้เป็วันดี เป็วันจัดทำบุญประจำปีของโรงเรียนเตรียมทหารเอกชนชื่อดัง ว่ากันว่าโรงเรียนแห่งนี้ได้ผลิตทรัพยากรบุคคลชั้นเลิศให้แก่กองทัพอย่างต่อเนื่อง ด้วยหลักสูตรการเรียนที่ครบองค์ทำให้เด็กที่หวังจะฝากอนาคตไว้กับสาขาอาชีพทหารต่างก็พากันมาสมัครไม่ขาดสาย ในเมื่อโรงเรียนแห่งนี้นั้นเพียบพร้อมไปด้วยเทคโนโลยี อุปกรณ์ บุคลากรและสื่อการสอนที่ทันสมัย
พลอยรดา ครูสาวที่เรียกได้แล้วว่าไม่ใคร่จะสาวเท่าใดนักนั่งบนเก้าอี้พลางพนมมือไหว้ เธอสวดไปพร้อมกับคณะสงฆ์ที่ทำพิธีอยู่ ปกติแล้ว เธอไม่ได้ฝักใฝ่ในด้านศาสนาเท่าใดนัก นั่นเพราะเธอเป็ครูสอนวิชาสาขาเคมีที่โรงเรียนชื่อดังแห่งนี้ แต่เธอก็ไม่ได้ต่อต้านการเข้าร่วมพิธีการแต่อย่างใด ในเมื่อเธอเองก็โตมากับครอบครัวชาวพุทธนั่นเอง
ในวัย 40 ปี อายุอานามก็ถือว่าไม่ใช่น้อย แต่เธอก็ยังครองโสดด้วยเนื่องจากที่ไม่มีใครต้องใจของเธอ ชีวิตนี้ยังไม่เคยมีแม้แต่รักวัยกระเตาะ เธอจึงมีความสุขกับการอ่านนิยายในวันว่าง ไม่ต้องรบกวนผู้ใด และไม่มีผู้ใดรบกวนเธอ
“พี่พลอย เสร็จงานวันนี้แล้วไปดื่มกันไหม” บรรณารักษ์สาวรุ่นน้องที่ชื่อว่าชุติมาเอนมาแอบกระซิบกระซาบ ใจหนึ่งก็กลัวว่าจะมีใครมาเห็น
“ใครไปบ้างล่ะ” พลอยรดาเอ่ยเสียงเบาเพราะกลัวถูกเพ่งเล็งเช่นกัน
“มีฉัน พี่หนึ่ง พี่โชติ พี่ทัด แล้วก็พี่ช้ง” หญิงสาวขยิบตาราวกับว่าอออดอ้อนให้พลอยรดาไปให้ได้
“อืม…พี่ขอผ่านแล้วกัน เดี๋ยวจะไปตรวจดูห้องแล็บสักหน่อย” ขยับไปมาอย่างไม่รู้สึกสบายใจนัก พลอยรดาตอบปฏิเสธไปอย่างนุ่มนวลพร้อมกับข้ออ้างที่เธอเพิ่งจะคิดได้
เธอจะอยากไปได้อย่างไร ในเมื่อช้งเองก็ไปด้วย!
ความอับอายยังคงตรึงฝังอยู่ในความทรงจำ เพราะในคราวที่เธอมาเป็ครูที่นี่แรก ๆ เธอถูกช้งตามจีบจนเป็ที่ฮือฮาในหมูนักเรียนทหาร เธอเองก็แทบจะหลงเชื่อคารมชายผู้นั้นไปด้วยเช่นกัน แต่ทว่า เธอก็เจียมตัวดีว่าเธอนั้นมีรูปร่างที่บึกบึนราวกับชาย และใบหน้าของเธอนั้นก็ไม่ได้ดูอ่อนหวานน่ารักอย่างที่หนุ่มๆชอบกัน พูดง่ายๆ “เธอน่าเกลียด”
ช้งตามจีบเธออยู่ประมาณสองเดือน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาก็หยุดไปเสียเฉยๆ จนเธอนึกแปลกใจแต่ก็ไม่กล้าถามเ้าตัวตรงๆ หากแต่มีอยู่มาวันหนึ่ง วันที่เธอเดินผ่านห้องเปลี่ยนเสื้อผ้านักกีฬา เธอก็ได้ยินสิ่งที่ทำให้เธอต้องตกตะลึงเข้า
“เฮ้ย แล้วมึงไม่จีบเค้าต่อแล้วหรอวะ พวกกูนี่นึกว่าจะชนะซะแล้ว” เสียงของครูคนหนึ่งดังขึ้นมาในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า
“จีบต่อทำไรวะ แค่หน้ากูก็ไม่อยากเห็นแล้ว สองเดือนนี่กูแทบจะทนไม่ไหว ต้องมาทำเป็หลงรักผู้หญิงขี้เหร่ขนาดนั้น คนอะไรวะ ขี้เหร่ชิบหาย นี่ถ้าไม่ใช่พวกมึงท้ากูนะ กูไม่ทำหรอก” เมื่อได้ยินดังนั้นพลอยรดาถึงกับหน้าถอดสี ร่างกายชะงักดังกระแสไฟฟ้าแล่นผ่าน
นั่นมันเสียงของช้ง!
“ไม่ต้องเลย มึงแพ้ ยังไงก็จ่ายพวกกูมาซะดีๆ คนละห้าพัน ฮ่าๆๆๆ” เสียงหัวเราะหลายเสียงดังขึ้นจากในห้อง แต่ทว่าหัวใจของพลอยรดากับเย็นชืดราวกับศพ นี่เธอกลายเป็สิ่งเดิมพันการพนันของผู้ชายพวกนี่อย่างนั้นหรือ
หญิงสาวโล่งใจอยู่ในที ที่ตัวเองไม่ได้หลงไปกับคารมชายหนุ่ม หากไม่เช่นนั้นแล้ว เธอคงต้องถูกทิ้งทีหลังเป็แน่ และเธอจะมีหน้าสอนนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ต่อไปได้อย่างไร
เมื่อคิดถึงเื่นี้ พลอยรดา ก็ยิ้มให้กับชุติมาบางๆ เธอชอบเด็กสาวข้างๆ หากแต่ถ้าต้องไปร่วมนั่งในวงดื่มเดียวกับช้ง ขอเธอตายเสียดีกว่า!
“เอางั้นจริงหรอพี่พลอย เอ้อ ถ้างั้นฉันฝากไปล็อกห้องสมุดให้ฉันด้วยสิ ฉันว่าจะรีบออกไปเลยตอนงานเสร็จ” ว่าแล้วชุติมาก็หยิบกุญแจห้องสมุดออกมาแล้วส่งให้กับพลอยรดา แม้ว่าอีกฝ่ายจะยังไม่ได้ตอบรับเลยก็ตามที
“จ้า ได้จ้า แต่เธอต้องเลี้ยงชาไข่มุกพี่พรุ่งนี้นะ ไม่งั้นพี่ไม่ยอม” เสียงกระเซ้าของพลอยรดาทำให้คนข้างๆยิ้มหยีตาอย่างน่ารัก มือของเธอรับกุญแจมาและใส่ในกระเป๋ากางเกงรวมกับกุญแจของห้องแล็บ
“รับทราบค่ะ! อิอิ”
“นี่พวกเธอ เงียบ ๆ สิ ท่านอธิการมองมาใหญ่แล้ว” เสียงเตือนจากคนด้านหลังเอ่ยขึ้นเตือนเบาๆ ทำให้สองคนได้แต่อมยิ้มแล้วจบการสนทนาไปเพียงเท่านั้น
กว่าจะเก็บกวาดเรียบร้อยจนเสร็จสิ้น เวลาก็ล่วงเลยเข้าไป 6 โมงเย็นเสียแล้ว พลอยรดาเดินตรวจความเรียบร้อยตึกวิจัยทั้ง 6 ชั้น เมื่อดูแล้วว่าเรียบร้อยดีก็เหลียวหลังหมายจะเดินไปขึ้นลิฟท์ แต่ทันใดนั้นเอง ที่เธอได้ยินเสียงแก้วแตกจากข้างหลัง เธอก็ออกตัววิ่งไปดูห้องวิจัยห้องท้ายสุดทันที
“ใครน่ะ!” เธอร้องออกมาเสียงดัง เมื่อเห็นคนสวมหมวกโม่งสีดำกำลังทำลับๆล่อๆอยู่ในห้องวิจัย หญิงสาวไม่รอช้า ปรี่เข้าไปหมายจะจับตัวคนร้ายที่บุกเข้ามายังโรงเรียนเตรียมทหารแห่งนี้ แม้เธอจะเป็ครู แต่เธอก็คือทหารคนหนึ่งและได้รับการฝึกที่เข้มข้นจากหน่วยทหารพลร่มป่าหวายมาด้วยผลการเรียนยอดเยี่ยม เธอสามารถเลือกที่จะปฏิบัติการต่อไป แต่ทว่าความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของเธอนั้นมีค่ามากสำหรับการพัฒนาทหารรุ่นใหม่ พลอยรดาจึงถูกส่งมาเป็ครูด้วยเหตุผลนี้
หญิงสาวพุ่งเข้าไปและหมัดเท้ากับผู้บุกรุก สู้กันอยู่กว่าสิบนาทีแต่กลับไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ เธอจึงได้รู้ว่า นี่ไม่ใช่คนร้ายธรรมดา แต่เป็คนที่ได้รับการฝึกทหารมาเช่นเดียวกันกับเธอ ดูจากรูปร่างแล้วชายผู้นี้สูงใหญ่ ร่างกายหนาราวกับคนฝั่งตะวันตกที่ได้รับการเพาะกายมาจนรูปร่างกำยำ
ในสมองของพลอยรดาคิดว่า มันต้องเป็เื่ใหญ่แน่ เพราะเธอไม่สามารถเอาชนะบุคคลผู้นี้ได้ เธอ้าความช่วยเหลือ!
แต่ในตอนนี้ใครจะมาช่วยเธอได้เล่า ในเมื่อตอนนี้เธออยู่บนชั้น 6 ที่ไม่มีแม้แต่ผีสักตัวเดินผ่าน ไม่มีใครรู้ว่าเธออยู่ที่นี่ และไม่มีใครรู้ว่ามีคนร้ายอยู่ที่นี่ และแน่นอนว่ากล้องวงจรปิดน่าจะถูกทำให้ใช้การไม่ได้ไปแล้ว ในเมื่อคนร้ายทำการอย่างอุกอาจเข้ามาทั้งที่รู้ว่ามีหน่วยรักษาความปลอดภัยเฝ้าระวังอยู่
“อั่ก” หญิงสาวสำลักเลือกออกมา หลังจากถูกลูกเตะของฝ่ายตรงข้ามซัดกระเด็นไปติดกำแพงกระจกอย่างรุนแรง ร่างกายของเธอไหลลงมานั่งพักกับพื้น
หวอ…. หวอ….
เสียงเตือนเหตุฉุกเฉินดังขึ้นทั่วทั้งตึก คนร้ายเองก็ดูใไม่น้อยก่อนจะหยิบกระเป๋าที่ใส่บางสิ่งบางอย่างอยู่ พร้อมกับดึงสายที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ประจำห้องวิจัยเอาไว้ออกอย่างไม่รอช้า
พลอยรดาเจ็บไปหมดทั้งร่าง แต่เธอไม่ยอมให้ผลงานวิจัยลับของโรงเรียนหลุดออกไปอย่างแน่นอน หญิงสาวรวบรวมพลังพุ่งตัวเข้าไปหาเ้าโม่งสีดำ ทั้งคู่ยื้อยุดฉุดกระชากกระเป๋าในมืออยู่พลางแลกหมัดกันไปด้วย แต่ทว่า ในนาทีนั้น โชคไม่ได้เข้าข้างเธอเสียแล้ว
ชายชุดดำจำนวนไม่น้อยกว่าสิบคนโผล่ออกมาจากด้านหลัง บางคนถือกระเป๋าติดมือมาเช่นเดียวกับเ้าโม่งผู้นี้ หญิงสาวไม่ทันระวังตัว จึงถูกยิงด้วยปืนเก็บเสียงเข้าที่ด้านหลังศีรษะ ล้มลงเืแดงฉานไหลนองเต็มพื้น ฝ่ายชายชุดดำก็ไม่รอช้า รีบหนีออกจากที่เกิดเหตุทันทีโดยไม่รั้งรอ เหลือเพียงร่างของหญิงสาวนอนแน่นิ่งอยู่ในห้องวิจัยที่กำลังลุกเป็ไฟ
ก่อนสิ้นใจหญิงสาวนึกกับตัวเองอย่างขันๆ เธอยังมีพ่อแม่และยายรออยู่ที่บ้าน มีสุนัขชื่อเ้ามูมู่รอกินขนมจากมือของเธอ มันไม่ยอมกินจากมือของใครเลยหากไม่ใช่เธอ เธอมีนิยายเป็ตั้งที่ซื้อจากงานหนังสือครั้งก่อนที่ยังอ่านไม่จบ ยังมีเื่ราวที่ยังไม่ได้ทำ แน่นอน เธอยังไม่เคยมีความรัก…
แต่เธอไม่นึกเสียใจที่ต้องตายเพื่อปกป้องงานวิจัยที่จะช่วยให้ประเทศมั่นคง หากทว่าเธอกลับทำไม่สำเร็จ งานวิจัยได้ถูกขโมยไปเสียแล้ว และเธอก็ไม่มีแม้แต่ชีวิตที่จะแก้ตัวได้อีก
พลอยรดานึกใจเล่นๆ เพียงเสี้ยวเวลาเดียวนั้นจิตใจยึดมั่นต่อพระพุทธศาสนา กลายเป็บ่วงความยึดติดต่ออุดมการณ์ที่เธอละทิ้งไม่ได้ หญิงสาวตั้งมั่นในใจว่าหากสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ขอให้เธอได้กลับมาแก้ตัวในสิ่งที่ได้พลาดไปอีกครั้ง หากชาติหน้ามีจริง ขอให้เธอปกป้องความรู้ที่จะช่วยประเทศตั้งอยู่ได้อย่างมั่นคงและไม่โดนรังแก เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนใต้ร่มพระบารมีที่เธอเทิดทูน
และตอนนั้นเองที่เธอได้สิ้นสติสมประดี ลมหายใจหยุดลงแม้ปณิธานจะยังไม่มอดไหม้ แค่ไฟชีวิตของหญิงสาวที่ทำเพื่อบ้านเมืองมายาวนานได้ดับลงเสียแล้ว