รถจอดตรงลานกวางของคอนโด คมฉณัฐก้าวยาวเพื่อไปยังห้องเป้าหมายถึงห้องเปิดประตูออก เจ้าของห้องยกยิ้มพึงพอใจ รีบตรงเข้ามาหาเขาคมฉณัฐยืนอยู่กลางห้องมองดูอดีตคนรักแววตาแข็งกร้าว
“ลมอะไรหอบมาคะคมถึงได้มาหากานต์ได้โดยที่กานต์ไม่ได้ชวนล่ะคะ?” แก้วน้ำถูกนำมาวางไว้ให้ชายหนุ่ไม่ได้สนใจ
เขานิ่งเพื่อพยายามควบคุมอารมณ์ตนเองที่กำลังเดือดพล่านอยู่ตอนนี้
“ผมมีเรื่องต้องคุยกับคุณ”
กระตุกยิ้มมุมปากครุ่นคิด มีเรื่องอะไรกันถึงพาให้เขามาถึงห้องได้ ปกติแทบไม่เคยมาเหยียบเลย
“คมมีเรื่องอะไรจะพูดกับกานต์อย่างนั้นเหรอคะ”
“นี่ไง!”
คมฉณัฐยกโทรศัพท์ให้กานต์สินีดูโยนมันลงตรงหน้าหล่อน กานต์สินีหยิบขึ้นมาก่อนเม้มริมฝีปากแน่น
“ทำไมคะคมหรือว่าเมียคุณบอกว่ากานต์เป็นคนทำ!”
“ทำไมผมต้องบอกด้วยว่ามิเค้าบอกผมหรือไม่บอกแต่สิ่งที่ผมสนใจคือสิ่งที่คุณทำต่างหาก!” สีหน้าเข้มขึ้น บ่งบอกถึงความไม่พอใจ
“แล้วยังไงคะคุณต้องการให้กานต์สารภาพเหรอคะว่ากานต์เป็นคนส่งคลิปนี้ให้กับภรรยาคุณ” หล่อนบอกเสียงเยาะ แล้วยิ้มเหยียด มิลันดาคงกลั้นใจตายไปแล้วมั้ง
“ผมไม่ได้ต้องการให้คุณสารภาพแต่ผมต้องการให้คุณเลิกการกระทำแบบนี้ซะ!”
“ทำไมคะคมภรรยาคุณก็น่าจะรู้ว่ากานต์รักกับคุณมาก่อน ทำเป็นหึงหวงคุณไว้คนเดียวมันไม่แฟร์เลยนะคะ!”
กรามขบแน่นไม่พอใจอีกฝ่ายทำไมถึงได้ทำเรื่องให้เขาแบบนี้ จะร้ายกาจเกินไปแล้วเห็นทีหากกานต์สินีไม่เลิกทำตัวแบบนี้เขาคงต้องปล่อยให้หล่อนไปตามทางให้ทำสิ่งที่ตัวเองต้องการให้พอหากความปรารถนาดีของเขาไม่ได้ทำให้จิตสำนึกของหล่อนดีขึ้น
“ผมหมดรักคุณไปนานแล้วกานต์มิลันดาคือคนที่ผมแต่งงานและจดทะเบียนสมรสอย่างถูกต้อง และที่สำคัญคือผมรักเธอคุณพอจะเข้าใจไหมว่า เวลานี้มิลันดาคือผู้หญิงคนเดียวที่ผมรัก ซึ่งไม่ใช่คุณ!” อธิบายชัดๆ ช้าๆ ให้อีกฝ่ายเข้าใจ
ปัง!
มือตบโต๊ะลุกยืนจ้องมองเขามาหาถึงห้องใช้น้ำเสียงกร้าวแข็ง เพราะเมียตัวเองงั้นเหรอกะอีแค่หมอมีดีอะไรนักหนา
“กานต์ไม่ยอมคมคุณต้องเป็นของกานต์! คุณเป็นคนเดียวที่จะช่วยกานต์แก้แค้นได้!” กานต์สินีเริ่มอาละวาด
ดวงตาเรียวคมหรี่มองเห็นเขาเป็นแค่เครื่องมือแก้แค้น พยายามแยกมิลันดาให้ออกห่างเพื่อตัวเองได้มีที่พึ่งพิง ทำเรื่องแล้วยังไม่วายมาหาเห่าใส่หัวให้เขาอีก
“คุณกำลังคิดอะไรอยู่กานต์ผมว่าคุณชักจะมากเกินไปแล้วหากคุณยังทำแบบนี้ผมจะตัดขาดการช่วยเหลือที่ผมให้กับคุณทั้งหมดอย่าทำเรื่องให้ผมกับมิต้องมีปัญหาอีก ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าผมไม่เตือน!”
“ต่อให้คุณตัดการช่วยเหลือทั้งหมดกานต์ก็จะทำให้ยัยเด็กนั่นเลิกกับคุณให้ได้!”หล่อนยังไม่แพ้ยังไงจะไม่ยอมเด็ดขาด
มือคว้าโทรศัพท์ของหล่อนขึ้นมาขว้างมันจนแตกกระจายต่อหน้า กานต์สินีกรีดร้องออกมาด้วยความโกรธดวงตาคมหรี่ลงจ้องมองแววตาเอาจริง
“อย่ามายุ่งกับภรรยาผมอีกผมขอเตือนครั้งสุดท้ายกานต์!” เสียงเข้มห้าวดังขึ้นอีกครั้ง
“คม...คุณจะทำแบบนี้กับกานต์จริงเหรอคะ” แสร้งบีบน้ำตา ปล่อยโฮเพื่อให้อีกฝ่ายเห็นใจ
“อย่ามาบีบน้ำตากานต์ผมไม่เชื่ออะไรคุณอีกแล้ว ผมจะบอกอะไรไว้อย่างหนึ่งด้วยนะเพชรที่คุณขโมยมากรุณานำมันไปส่งให้ตำรวจก่อนที่ไอ้เสี่ยเต็งมันจะลากตัวคุณไปไม่อย่างนั้นคุณอาจจะต้องกลายเป็นศพก็ได้!”
คมฉณัฐหันหลังกลับเบื่อที่จะต้องอธิบายอะไรให้ฟัง กานต์สินีเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ หล่อนเกินเยี่ยวยาความแค้นทำให้หล่อนดูเหมือนคนบ้าเสียมากกว่าคนดี
“ทำไมคุณทำแบบนี้คมกรี๊ด!” เมื่อถูกปฏิเสธจึงกรีดร้องสีหน้าแววตาสับสน
เขามองดูแล้วพ่นลมหายใจก้าวออกมานอกห้องให้หล่อนอาละวาดเสียให้พอ
กานต์สินั่งกัดริมฝีปากจนเลือดไหลซึมออกมาน้ำตาไหลออกมาเป็นทาง มือยกขึ้นปิดหูสองข้างแววตาไหวระริก ยกเข่าขึ้นตั้งชันซบหน้าลงดวงตามองมือตนเองข้างหนึ่งก้มลงกัดมันจนเลือดไหลออกมา
ไม่แพ้หล่อนยังไม่แพ้ พวกมันจะต้องตายทั้งหมด!
โครม!
เสียงรถชนดังสนั่นชาวบ้านแตกตื่นมุงดู เมตไตรย์พยายามตะเกียกตะกายออกจากซากรถของตนเองหลังจากถูกคู่อริถล่มจนยับเยิน โชคดีที่ตัวเองรอดมาได้แต่ไม่วายถูกยิงที่ขาจนเดินไม่ได้ ขาชาจนแทบไม่รู้สึกอะไร
จังหวะนั้นมิลันดาขับรถออกมาจากบ้านเพื่อเข้าเวรกะกลางคืนพอดีเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าดูเหมือนกำลังเกิดเรื่อง และคนเหล่านั้นต้องการแพทย์ คุณหมอสาวสวยแหวกไทยมุงเข้าไปดูเห็นคนเจ็บมีเลือดไหลจำนวนมากที่ขา
“เจ็บตรงไหนชาตรงไหนบ้างคะ” หญิงสาวสอบถามอาการทันทีที่เข้าประชิดตัวคนไข้
เมตไตรย์มองหล่อนตาค้างไม่คิดเลยว่าจะได้เจอผู้หญิงที่เปรียบประดุจนางฟ้าเช่นนี้เสียงหล่อนช่างหวานและไพเราะ กระทั่งหน้าตาก็ทำให้หัวใจเต้นโครมคราม รถพยาบาลมาจอดเจ้าหน้าที่รีบนำอุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น มาให้หญิงสาว เพื่อตรวจดูอาการบาดเจ็บว่าหนักแค่ไหน
“คุณคะ!” มิลันดาพยายามพูดกับเขาอีกครั้ง
เมตไตรย์ยังคงพูดไม่ออกเช่นเคยจนหญิงสาวจำต้องจับไหล่เขาก่อนจะเขย่าเบาๆ
“คุณคะเป็นอะไรไหมคะ เจ็บตรงไหนอีกหรือเปล่า!”
“ไม่ครับผมไม่เจ็บเลย แค่ชาๆ เท่านั้นเอง”อาการเจ็บแทบไม่รู้สึกเมื่อได้รับการดูแลจากหล่อน
เมตไตรย์ถูกส่งเข้าห้องผ่าตัดมิลันดาจึงขอตัวกลับบ้าน ช่วงนี้หล่อนต้องคอยดูอาการแม่ พักนี้หล่อนมีเรื่องปวดหัวมากมายหากอาการแม่ทรุดลงคงแย่แน่ๆ
หล่อนกลับบ้านทั้งที่เสื้อผ้ายังเปื้อนเลือดอยู่ดวงตาเรียวกวาดมองหามารดา แต่ไม่เห็น คิดว่าแม่คงนอนหลับไปแล้วหญิงสาวถอนหายใจออกมาเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาน้ำดื่ม
“ไปไหนมามิถึงได้กลับบ้านเอาปานนี้?” ร่างสูงยืนกอดอกถามเสียงเข้ม
มิลันดาหันหน้ามาหาเขาคราบเลือดบนเสื้อผ้าทำให้คนมองตกใจ ปรี่เข้าหาภรรยาจับไหล่หมุนตัวดู
“อะไรคะ!” หญิงสาวถามเพราะตกใจกับท่าทีของเขา
“มิไปโดนอะไรมาทำไมเสื้อผ้าถึงได้มีแต่เลือด!”
“มิไปช่วยคนมาคะเลือดของผู้ป่วยคะ ไม่ใช่เลือดของมิหรอกนะคะ” หญิงสาวรีบแก้ไม่เช่นนั้นอีกฝ่ายคงหมุนหล่อนจนเวียนหัวไปหมดแน่
คมฉณัฐถอนหายใจด้วยความโล่งอกรีบสั่งให้หญิงสาวรีบขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เดินตามหลังไปติดๆร่างบางอาบน้ำชำระร่างกาย แล้วรีบเข้านอน ชายหนุ่มมองดูหญิงสาวที่กำลังเอาหมอนข้างกั้นไว้ตรงกลางนอนตะแคงหันหลังให้เขา เขายิ้มก่อนหยิบหมอนข้างออกและนอนลงทั้งอย่างนั้น
ตกดึกอากาศเริ่มหนาวร่างบางควานหาความอบอุ่นโดยอัตโนมัติเมื่อพบสิ่งที่ทำให้รู้สึกอบอุ่นจึงแทรกเข้าหาซุกตัวในอ้อมกอด คมฉณัฐรู้สึกตัวลืมตาขึ้นมาพบว่าร่างบางกำลังนอนกอดก่ายเขาอยู่มือหนาโอบเอวพลางใช้ท่อนแขนของตนเองแทนหมอนให้กับหล่อน แล้วหลับไปในที่สุด
รุ่งเช้าคนขี้เซาอ้าปากหาวไม่รู้ว่าตนเองกำลังอยู่ในอ้อมกอดของสามีทางนิตินัย เขามองดูหญิงสาวแล้วอมยิ้มจนกระทั่งอีกฝ่ายตื่นเต็มตาพบว่าใบหน้าห่างกันเพียงแค่คืบ
“ว้าย!” หล่อนร้องลุกพรวดขึ้นมาด้วยความตกใจ
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเมื่อพบว่าเสื้อผ้าของตนเองยังอยู่ครบไม่มีอะไรผิดปกติกับตนเอง
“เป็นอะไรครับนึกว่าพี่ลักหลับมิเหรอ?”
มิลันดาหน้างอสงสัยว่าหมอนข้างของหล่อนหายไปไหน ทำไมมันถึงไม่อยู่ตรงกลางที่หล่อนไว้ประจำกวาดสายตาไปทั่วห้องก่อพบว่ามันกองอยู่ที่พื้น
“พี่คมเอาหมอนข้างมิออกเหรอคะ!”
“เปล่านะครับเมื่อคืนมิละเมอเหวี่ยงมันลงมาเองต่างหาก”
คิ้วบางขมวดสีหน้ามึนงง หล่อนละเมอเหวี่ยงหมอนข้างลงไปจริงเหรอ คืนก่อนหน้าก็ไม่เห็นมีปัญหาหรือพักนี้เครียดไปหน่อย อยากเหวี่ยงมือเหวี่ยงไม้แต่ไม่ได้ทำเลยละเมอสงสัยจะจริงกระมัง มิลันดาไม่ได้ติดใจอะไร แต่ไม่วายสังเกตสีหน้าเขา เห็นปกติดี
“มิไปอาบน้ำก่อนนะคะวันนี้มีผ่าตัดค่ะ” หล่อนบอกแล้วคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ
คมฉณัฐกระตุกยิ้มมุมปากดูเหมือนพักนี้หล่อนหลอกง่ายจริงๆ