บทที่ 3
บุรุษแปลกหน้า
ดูท่าลู่หลินจะเอาใจลูกเลี้ยงเป็พิเศษ นางให้บ่าวไพร่ช่วยกันอาบน้ำขัดสีฉวีนวลพร้อมประโคมพรมกลิ่นรัญจวนให้คุณหนูใหญ่ด้วยเครื่องหอมราคาแพงที่แสนหวงแหน แถมยังเลือกเฟ้นผ้าเนื้อดีสีสรรมงคลและเครื่องประดับจัดแต่งสมฐานะอย่างที่ไม่เคยเป็
“ระหว่างทางไปจวนสกุลหวงนั้นค่อนข้างเปลี่ยวและอันตราย แต่จวนของเราตอนนี้มีรถม้าที่ใช้ได้เพียงคันเดียวเท่านั้น วันนี้ข้ามีธุระที่ต้องไปจัดการงานที่คั่งค้างแทนท่านพ่อของเ้า ส่วนหนิงฮวาต้องไปเรียนจัดดอกไม้และแต่งกลอนในตอนเช้า ข้าจะให้สารถีอยู่รอเ้าตลอดนั้นคงไม่สะดวกนัก หากเ้าไม่ออกจากงานเลี้ยงมาภายในยามชวี[1]จะพลาดรถเอานะ”
“เ้าค่ะ...”
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วลู่หลินจึงช่วยประคองส่งลูกเลี้ยงขึ้นรถหวังว่าจะเป็การดูแลครั้งสุดท้าย...
เส้นทางไปจวนสกุลหวงนั้นเป็อย่างที่นางว่า สองข้างทางเต็มไปด้วยป่ารกชัดแม้จะเป็่บ่ายยังอดรู้สึกวังเวงไม่ได้ นึกไม่ออกเลยว่าตกกลางคืนหากไม่มีรถม้าจะเดินทางกลับได้อย่างไร
ทันทีที่เหิงเยว่ปรากฏตัวขึ้นเป็คนท้ายๆ ในโถงรับรองใหญ่ของจวนสกุลหวง ผู้คนในงานต่างก็หันมามองนางเป็สายตาเดียวกัน แต่ไหนแต่ไรบุตรสาวคนโตของผู้ว่าฯซูป๋อเหวินขึ้นชื่อเื่ความงดงามยิ่งนัก หากแต่ครานี้ไม่ใช่เพียงเพราะความงามอันลือชื่อที่ทำให้นางเป็ที่สนใจ แต่เป็ข่าวฉาวโฉ่ที่นางได้ไปกู้หนี้ยืมสินจากสกุลหลูจนถูกทวงถามต้องคุกเข่าขอโอกาสที่หน้าจวนให้อับอาย
ซึ่งหนึ่งในนั้นมีสาวงามอีกคนอย่าง ‘เจียวซิ่น’ คุณหนูใหญ่สกุล ‘ว่าน’ยืนหัวเราะคิกคักตามเพื่อนพ้องไปด้วย
ถึงจะได้ยินคำนินทาเซ็งแซ่แต่เหิงเยว่ก็หาได้สนใจไม่ เพียงแค่รับจ้างมาแล้วทำให้มันจบ ๆ ก็เท่านั้น
“ดูดู๋ นั่นใครกันเล่า ใช่คุณหนูใหญ่ซูเหิงเยว่ผู้ตกอับรึเปล่า” เ้าของงานรูปร่างอุ้ยอ้ายอย่าง ‘หวงชิงหง’ รีบปรี่เข้ามาต้อนรับด้วยประโยคอันแสนอบอุ่น
“ขออภัยคุณชายใหญ่หวงที่ดันเป็ข้า มิใช่น้องสาวอย่างหนิงฮวาที่ท่านปรารถนาจะพบเจอมากกว่า”
“นั่นน่ะซี... เหตุใดข้าจึงได้หลงใหลผู้หญิงที่มีดีแค่หน้าตาน่ารักอย่างซูหนิงฮวาแทนที่จะสนใจสตรีผู้เลอโฉมอย่างซูเหิงเยว่ไปได้”
ผู้มาเยือนคลี่ยิ้มเป็มิตรเพื่อผูกสัมพันธ์ตอบกลับไป
“อ้อ รู้แล้ว ๆเพราะแม่นางเหิงเยว่ดันไม่อ่อนหวานแถมยังขาดคุณธรรมอันดีต่อแม่เลี้ยงที่แสนดีต่อเ้านักหนา”
เหิงเยว่แสยะยิ้มตอบอย่างไม่สะทกสะท้านพลางเก็บซ่อนกล่องกำไลหยกซึ่งเตรียมไว้เป็ของขวัญเอาไว้ในแขนเสื้อจนลึก
“ก็เพราะแม่เลี้ยงของข้าน่ะ... ใส่ร้ายแม่ข้าซึ่งเป็ภริยาเอกว่าคบชู้ยังไงล่ะ จนต้องถูกทำโทษและจากไปอย่างโดดเดี่ยวโดยมิทันได้ล้างมลทินให้ตัวเองยังไงล่ะ” นางถือโอกาสประกาศบอกทั้งที่ใบหน้ายังเจือรอยยิ้ม
อย่างไรทุกคนก็ดูราวกับรู้เื่ในครอบครัวของนางดี ก็บอกความจริงไปเสียพวกเขาจะได้เข้าใจในสิ่งที่ถูกต้อง
“ข้ามาวันนี้ก็เพื่อเป็ตัวแทนของสกุลซู ถือโอกาสเลี่ยงครหาที่กล่าวหาว่าไม่มีใครคบค้าสมาคมด้วย แต่หากรู้ว่าจะต้องถูกปฏิบัติด้วยถ้อยคำอันแสบทรวงเยี่ยงนี้ ก็คงจะไม่มาเพราะถึงอย่างไรก็ไม่ต่างกัน มีสมาคมแล้วอย่างไรถ้าถูกห้อมล้อมด้วยปัญญาชนที่ไม่เป็มิตร”
ประโยคตอกกลับของเหิงเยว่ทำให้เ้าบ้านหน้าเสียหันไปมองแเื่รอบๆ แล้วยิ้มแหย
“เอาล่ะๆ ข้าก็แค่ล้อเล่น”
“หากข้าได้ล่วงเกินท่านไปก็ขออภัยด้วยคุณชายหวง” หญิงสาวโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “อย่างที่ท่านได้รับรู้แล้วว่าข้ากำลังเผชิญปัญหาด้านการเงิน มาวันนี้จึงต้องขออนุญาตมาร่วมฉลองด้วยตัวเปล่า”
“ไม่เป็ปัญหาๆ แค่มีคนสกุลซูมาร่วมแสดงความยินดีกับข้าที่เจริญวัยขึ้นอีกหนึ่งปีก็เปรมปรีดิ์แล้ว”
“ขอบคุณคุณชายหวงที่เข้าใจ”
“ว่าก็ว่า... เรามาสร้างการละเล่นเพื่อให้คุณหนูใหญ่ซูมีรายได้เพิ่มขึ้นดีกว่า” หวงชิงหงเสนอความคิด
ผู้คนรอบข้างส่งเสียงสนับสนุน
“อย่างไรกันเล่า”
เ้าของงานตอบกลับด้วยการยกกาสุราขึ้นมาวางตั้งบนโต๊ะกลางห้องโถงเสียงดังปัง พร้อมให้เด็กยกถาดใส่พวงเหรียญทองแดงมาตั้งวางไว้คู่กัน
“บนโต๊ะนี้มีเศษเงินจำนวนสองหมื่นเหวิน หากคุณหนูใหญ่ซูสามารถกระดกสุราในกานี้จนหมดได้รวดเดียวข้าจะมอบให้เป็ของรางวัลเดิมพัน”
เหิงเยว่หูกระดิกด้วยความสนใจ ถึงจะเป็เศษเงินก็คือเงิน สองหมื่นเหวินที่ว่านั่นก็เท่ากับสองตำลึงทองทีเดียว หากรวม ๆกับที่จะได้เป็ค่าจ้างจากแม่เลี้ยงก็จะรวบรวมเงินได้ครึ่งทางแล้ว
ใจค่อยชื้นขึ้นมาหน่อย
“ตกลง ข้ารับคำท้า!”
“ดี! คุณหนูใหญ่ซูช่างใจเด็ดเดี่ยวนัก ปรบมือให้นางหน่อย”
สิ้นเสียงประกาศก้องของหวงชิงหงแเื่ในงานก็ส่งเสียงเกรียวกราวจนราวกับเป็กิจกรรมปาหี่
เหิงเยว่คว้ากาสุราขึ้นมาไว้ ขณะที่สาวใช้ข้างกายก็มีสีหน้าเป็กังวล
“จะดีหรือเ้าคะ คุณหนูเคยดื่มสุราเสียที่ไหนกัน”
“ไม่ต้องห่วงน่า โอกาสดี ๆ ไม่ได้เข้ามาหาเราบ่อย ๆ” หันไปบอกกับเจียงเอ๋อร์แล้วนางก็แหงนหน้าขึ้นแล้วเทของเหลวสีใสออกทางพวยกากรอกใส่ปากที่อ้ารอไว้อย่างไม่พูดพล่ามทำเพลง
กำลังกระหายอยู่พอดี คิดเสียว่าเป็เป็น้ำที่มีรสชาติหวานและขมก็แล้วกัน
หากแต่ไม่ได้เป็อย่างที่คิด สตรีผู้ไม่เคยได้แตะต้องน้ำเมามาก่อนสักหยดก็มิอาจทนฤทธิ์อันร้อนแรงของมันได้ แถมั้แ่เดินทางมาถึงยังไม่มีอะไรตกถึงท้องมาก่อนจึงทำให้นางรู้สึกมึนหัวได้อย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่อึกเหิงเยว่ก็ทำท่าจะแย่เสียแล้ว ทำอย่างไรดีภาพตรงหน้ากำลังพร่ามัว
แต่ก่อนที่นางจะล้มลงไปกองกับพื้น ใครบางคนก็เข้ามาคว้ากานั้นออกไปก่อนพร้อมกับที่ช่วยประคองร่างระหงในชุดสวยงามที่สติกำลังดับวูบของนางเอาไว้ได้ทันด้วย
ครานั้นผู้ที่ดูจะใกับภาพที่เห็นมากกว่าใครก็คือว่านเจียวซิ่นที่กำลังยืนอ้าปากค้าง เพราะคนที่มาช่วยซูเหิงเยว่นั้นคือชายที่นางหลงรัก
‘เฟยฮุ่ย’ คหบดีหนุ่มรูปงามและมีบุคลิกลึกลับแห่งสกุล‘เฉียน’ จนได้รับความสนใจไปถึงเมืองหลวงกำลังมองใบหน้าที่หลับใหลของสตรีขี้เมาด้วยความคุ้นเคยอันน่าประหลาด
เหตุใดจึงถูกชะตานางเพียงแค่แรกพบเยี่ยงนี้กันนะ...
เหิงเยว่รู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงของใครก็ไม่รู้ ที่นี่ไม่ใช่เรือนนอนของนาง แถมยังรู้สึกมึนหัวจนแทบจะลุกไม่ขึ้นอีก
“น้ำ... เจียงเอ๋อร์ ข้าหิวน้ำ...” นางร้องขอเสียงแหบพร่าหวังให้สาวใช้ได้ยินและรีบทำตาม
หากแต่ทุกอย่างกลับหยุดนิ่ง ไม่มีคนสนิทอยู่ข้างกาย เมื่อหันไปมองก็พบว่ามีชายแปลกหน้าในชุดสีน้ำตาลเข้มทะมึนนั่งจิบชาอยู่ตรงโต๊ะกลางห้อง
เห็นดังนั้นหญิงสาวก็รีบกระเด้งตัวขึ้นมาอย่างไว
“ท่านเป็ใคร”
“กระหายน้ำก็ลุกมาดื่มตรงนี้”
“แล้วเจียงเอ๋อร์อยู่ที่ใด” ร้องถามพลางสำรวจอาภรณ์ของตัวเองไปด้วย
แต่ก็โล่งใจเมื่อมันยังไม่ได้ถูกล้วงล้ำ จึงค่อย ๆลุกลงจากเตียงไปที่โต๊ะอย่างระแวดระวัง
“ข้าให้นางออกไปเฝ้าข้างนอก” เขาตอบ
“แล้วตอนนี้มันเพลาใดกัน รถม้าข้าล่ะ” เหิงเยว่ร้องถามหลังจากยกกาน้ำชาขึ้นกระดกจนเกือบหมด
“ยามโฉ่ว[2]”
“ว่าไงนะ ยามโฉ่วงั้นรึ แย่แล้ว! ข้าเลยเวลากลับจวนไปนานมากแล้ว!” หญิงสาวร้องเสียงหลง “ข้าจะทำยังไงดี!”
“ข้าถึงได้เสียเวลาอยู่เฝ้าเ้าจนตื่นมานี่อย่างไรเล่า”
“เอ๊ะ ท่าน...”
“รู้มาว่าเ้าคือบุตรสาวคนโตของท่านผู้ว่าซูป๋อหลินใช่รึไม่”
ถึงไม่อยากเปิดเผย แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหก
“ใช่... บ่าวไพร่ในจวนเรียกข้าว่าคุณหนูใหญ่ นามว่าเหิงเยว่”
อีกฝ่ายทำเพียงพยักหน้ารับรู้อย่างขอไปที
“เดี๋ยวข้าจะไปส่งเ้าที่จวน”
นั่นไม่ใช่สิ่งที่เหิงเยว่คิด เพราะผู้ชายแปลกหน้าคนนี้ดูร้ายกาจเกินกว่าจะหยิบยื่นไมตรีมาให้
[1] ยามชวี ่เวลาั้แ่หนึ่งทุ่มไปจนถึงสามทุ่ม
[2] ยามโฉ่ว คือ่เวลาั้แ่ตีหนึ่งถึงตีสาม