บทที่ 8
เผชิญหน้ากับจักรพรรดิ
ผู้เป็บิดาสังเกตได้ทันทีถึงความผิดปกติของบุตรชาย ไม่เห็นนานปีแต่เพียงแค่คำกล่าวและท่าทางก็สามารถบ่งบอกได้
จักรพรรดิลู่เซียนเห็นบางอย่างภายในตัวของบุตรชายที่เปลี่ยนไป “ เกิดอะไรขึ้นกับเ้าอย่างนั้นหรือ? ”
“ ไม่พะยะค่ะ ” ลู่เฟิ่งตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉย
นึกถึงอดีตในวันวานที่มันเคยเกิดขึ้น ในตอนที่เข้าพบเสด็จพ่อครั้งแรก ตัวของเขาสั่นด้วยความหวาดกลัว
แต่ในตอนนี้มันเปลี่ยนไปในตอนนี้ท่าทางที่สงบนิ่ง ใบหน้าที่ไม่แสดงความรู้สึกและอารมณ์ มันคงจะเป็จุดสังเกตของจักรพรรดิลู่เซียนป็นอย่างมาก
“ ลุกขึ้นเถอะ ”
“ ขอบพระทัยพะยะค่ะ ” ลู่เฟิ่งลุกขึ้นยืน
“ ขั้นก่อตัวขั้นที่ 2 อย่างงั้นรึ ”
“ ก่อนหน้านี้มีทหารมารายงานข้าว่าเ้าฝึกฝนผิดพลาดจนทำให้ระดับของเ้ารถลงไปเหลือเพียงแค่ฝึกฝนก่อตัวขั้นที่ 1 ”
“ แต่ดูเหมือนว่าในตอนนี้ขอบเขตของเ้าจะพัฒนาขึ้นใน่เวลาที่ผ่านมาสินะ ”
ลู่เฟิ่งก้มศีรษะของตนเอง “ เพราะว่ากระหม่อมเคยผ่านจุดนี้มาแล้วการเรียนรู้อีกครั้งเลยไม่ใช่เื่ที่ยากเย็น ”
“ งั้นหรองั้นก็แสดงว่าตัวของเ้าคงจะสามารถกลับไปยืนจุดเดิมได้ไม่ยากเสียนะ ถ้าเช่นนั้นก็เป็เื่ที่น่ายินดี ” จักรพรรดิลู่เซียนยกน้ำชาขึ้นมาดื่มอย่างใจเย็น
ลู่เฟิ่งใช้ข้ออ้างที่ว่าตนนั้นเคยผ่านจุดนี้มาแล้ว ถ้าเกิดว่ามาที่สถานที่แห่งนี้โดยที่ตนเองเหลือขั้นฝึกตนเพียงแค่ขั้นที่ 1
ตัวของเขาเองก็คงจะถูกราชวงศ์ประเมินว่าไร้ความสามารถ อย่างน้อยก็ให้ระดับของตนเองอยู่ในระดับก่อตัวขั้นที่ 2
อย่างน้อยก็ยังถูกประเมินว่ามีความสามารถหลงเหลืออยู่บ้าง ลู่เฟิ่งสำหรับเขาแล้วภายในราชวงศ์คือบ่อเงินบ่อทอง
ถ้าให้พูดตามตรงถ้าอยากจะบ่มเพาะ มันคงจะไม่มีที่ใดที่มีทรัพยากรเพียบพร้อมไปมากกว่าราชวงศ์แล้ว
เพราะแบบนั้นการอยู่ในราชวงศ์จะมีทรัพยากรบกพร่องที่ล้ำค่า มันก็เป็ประโยชน์กับตัวของเขาด้วยเช่นเดียวกัน
ลู่เฟิ่งแม้ว่าจะมีพลังแตกต่างจากผู้อื่นแต่ทรัพยากรในการบ่มเพาะก็จำเป็จะต้องมี ลู่เฟิ่งพยักหน้าตอบรับกลับอย่างมั่นใจ “ แน่นอนพะยะค่ะเสด็จพ่อ ”
“ น่าแปลกจริงๆด้วยดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างเกิดกับเ้าจริงๆสินะ ”
“ เ้าไม่เคยตอบรับข้าอย่างจริงจังแบบนี้มาก่อนเลย แม้แต่การบ่มเพาะในแต่ละขั้นเ้าเองก็ล้วนตอบข้าว่าไม่รู้ว่าจะเป็ไปได้หรือไม่ ”
“ แต่ในตอนนี้ตัวของเ้ากลับแสดงใบหน้าที่จริงจัง แถมยังแสดงท่าทางเช่นนั้นอีกบ่งบอกให้รู้ได้อย่างชัดเจนว่าตัวของเ้ามั่นใจเป็อย่างมาก ”
“ เพียงแค่นี้เองก็สามารถเห็นได้แล้วว่าเ้าแตกต่างออกไปจากเมื่อก่อน ”
“ ดูเหมือนว่าบุตรชายของข้าจะเติบโตได้อย่างยอดเยี่ยมสินะ ”
“ วันนี้ข้าเรียกเ้ามาก็เพราะว่าอยากจะรู้ว่าเ้าเป็อย่างไรบ้างหลังจากฝึกฝนผิดพลาดจนทำให้หลุดออกมาจากขอบเขตปราณของตนเอง ”
“ แต่ดูเหมือนว่าข้าจะกังวลมากเกินไป เพียงแค่เห็นเ้ามีท่าทางอยู่เช่นนี้ข้าเองก็ดีใจแล้ว ”
“ ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่เป็ห่วงพะยะค่ะ ”
“ อีกไม่กี่ปีเ้าเองก็จะออกมาจากตำหนักบ่มเพาะแล้วเมื่อถึงตอนนั้นเ้าจะทำอย่างไร เ้าจะมาเป็หนึ่งในผู้ถือธงศึกของข้าหรือไม่ ” จักรพรรดิลู่เซียนแสดงท่าทางผ่อนคลาย
ลู่เฟิ่งในยามนี้วัย 16 ปีในอีก 2 ปีเขาต้องออกจากตำหนักบ่มเพาะ หลังจากที่บุตรชายออกมาจากตำหนักบ่มเพาะแล้วนั่นก็จำเป็จะต้องกลับเข้าไปสู่ภายในวัง
โดยบุตรทุกคนที่ออกมาจากตำหนักบ่มเพาะและกลับเข้าสู่ภายในวัง พวกเขาเองก็จะมีทางเลือกอยู่หลากหลายทาง
แต่ส่วนใหญ่บุตรของจักรพรรดิลู่เซียนพวกเขาจะเลือกเป็ผู้ถือธงศึก กล่าวอีกหนึ่งอย่างก็คือกลายเป็หัวหน้ากองกำลังของจักรพรรดิลู่เซียน
ผู้ถือธงศึกในตอนนี้มีทั้งหมด 8 คน
แน่นอนว่ามี 8 กองทัพถูกขนานนามว่าเป็ 8 ธงศึกแห่งจักรวรรดิลู่ แต่ว่าการที่จะเข้าสู่การเป็ผู้ถือธงศึกได้จำเป็จะต้องมีระดับขอบเขตการบ่มเพาะที่อยู่สูงกว่าลู่เฟิ่งตอนนี้มาก
“ ไม่พะยะค่ะ ” ลู่เฟิ่งตอบกลับด้วยใบหน้าจริงจัง
“ โอ้ว ไม่คิดเลยว่าเ้าจะตอบปฏิเสธ ”
“ ทั้งที่ตัวของข้าทำการกล่าวชักชวนกับใครก็ไม่มีใครกล่าวปฏิเสธแท้ๆ แต่เ้ากลับปฏิเสธนี่นะ เ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่ถือธงศึกมีอำนาจมากขนาดไหนภายในมือ ” จักรพรรดิลู่เซียนมองบุตรชายของตนเองอย่างคาดหวัง
ลู่เฟิ่งในใจรู้ดีว่าผู้ถือธงศึกมีความแข็งแกร่งมากขนาดไหน พวกเขาไม่ได้มีเพียงแค่ความแข็งแกร่งแต่อำนาจที่จักรพรรดิลู่เซียนมอบให้กับพวกเขาเองก็มากมาย
ถ้าจะให้พูดตามตรงพวกเขาเองก็เป็เหมือนกับตัวแทนของจักรพรรดิ ภายในอาณาจักรแห่งนี้พวกเขาเป็ลองเพียงแค่จักรพรรดิเท่านั้น
ถ้าคนที่ได้รับตำแหน่งนั้นไปอย่างไรเสียก็คงจะเป็ผู้ที่ถูกยกย่องจากทั่วทั้งอาณาจักรอย่างแน่นอน
ทว่า…ลู่เฟิ่งรู้ดีที่สุดว่าสำหรับการเป็แล้วอย่างไรเสียมันเองก็ไม่ต่างจากการโดนคุมขัง
ต้องรับใช้จักรพรรดิอยู่ตลอดเวลาเป็ไม่ต่างจากกลายเป็มือเป็เท้าให้จักรพรรดิ เพราะแบบนั้นลู่เฟิ่งจึงตอบปฏิเสธยังไม่ลังเล
ลู่เฟิ่งมั่นใจว่าถ้าเกิดว่าตัวของเขาใช้เวลาอีกสักหน่อย อย่างน้อยก็อีกสัก 20 ปีเขาสามารถก้าวข้ามจักรพรรดิลู่เซียนและก็ขึ้นไปอยู่จุดสูงสุดของทวีปนี้ได้อย่างแน่นอน
ลู่เฟิ่งน้องบิดาของตนเองกลับไปด้วยแววตาจริงจัง เห็นแววตาอันจริงจังของบุตรชายที่เปี่ยมล้นไปด้วยปณิธานอันแรงกล้า
จักรพรรดิลู่เซียนที่นั่งอยู่ถึงกับหยุดชะงัก อยู่ๆบนพระพักตร์เองก็ปรากฏรอยยิ้มออกมา “ ดูเหมือนว่าบุตรชายของข้าจะเติบโตแล้วจริงๆด้วย ”
“ เอาล่ะตัวของเ้ากลับไปได้แล้ว ”
“ เดี๋ยวหลังจากเ้ากลับไปข้าจะบอกให้พวกองครักษ์ส่งวัตถุดิบในการบ่มเพาะไปให้ก็แล้วกัน ”
ลู่เฟิ่งก้มศีรษะของตนเองลง “ ขอบพระทัยพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ”
ลู่เฟิ่งหลังจากที่เข้าเฝ้าองค์จักรพรรดิ์สำเร็จก็เดินออกมาด้านนอกตำหนักทรงอักษร หลังจากที่เดินออกมาด้านนอกเขาเองก็แสดงรอยยิ้ม
‘ แผนการแลกสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี การดึงดูดความสนใจของจักรพรรดิมันจะทำให้ตัวของข้าได้ทรัพยากรในการบ่มเพาะมากขึ้น ’
‘ ถ้ามีทรัพยากรในการบ่มเพาะมากขึ้น ตัวของข้าเองก็สามารถบ่มเพาะพวกสัตว์อสูรได้มากขึ้นด้วยเช่นเดียวกันมันจะทำให้ความแข็งแกร่งของค่าพัฒนาเร็วขึ้น ’ มันเป็แผนการของเขาั้แ่ในตอนแรก
การเข้ามาภายในวังและเข้ามาพบจักรพรรดิมันเองก็เป็แผนการของเขาที่อยากจะดึงดูดความสนใจของจักรพรรดิ
และมันก็ดูเหมือนว่าจะได้ผลด้วย การที่องค์จักรพรรดิให้ความสนใจเขาจะได้รับการสนับสนุนทางทรัพยากร
เพียงแค่นี้ก็ยืนยันได้แล้วว่าตนเองจะสามารถฝึกฝนได้ ในขณะที่ขันทีนำพาลู่เฟิ่งกำลังจะเดินออกจากวังหลวง
บนทางเดินที่เต็มไปด้วยองครักษ์มากมาย อยู่ๆก็มีเสียงดังแว่วลอยมาตามสายลมคล้ายคลึงดูถูก “ นึกว่าผู้ใดที่แท้ก็เป็องค์ชายไร้ความสามารถนี่เอง ”
ลู่เฟิ่งที่กำลังยืนอยู่หยุดชะงักน้ำเสียงที่คุณเคยอันน่าหวนคิดถึงเื่วันเก่า ดวงตาของเขาหันไปมองด้านหลังอย่างรวดเร็ว
พบเห็นเด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกันกำลังเดินเข้ามา พร้อมกับด้านหลังมีราชองครักษ์รักษาความปลอดภัยอยู่ 2 คน
“ ลู่จื่อ ”
จบบท