บทที่ 5 เทพธิดาเซียว
ฟางเฉินยังไม่รู้เลยว่า 'ยันต์อัสนีม่วง' ที่เขาเห็นว่าวาดได้ง่ายดายในตอนนี้ สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรเลี่ยนชี่ *[1] ทั่วไปแล้ว มันคืออุปสรรคด่านหินที่ข้ามผ่านได้ยากยิ่ง
ยันต์อัสนีม่วงนั้นมีความซับซ้อนเกิดไป หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่าทันที นอกจากนี้ สิ่งที่ยากที่สุดคือการสูญเสียพลังปราณเซียน
ผู้บำเพ็ญเพียรเลี่ยนชี่ทั่วไปการล้มเหลวเพียงไม่กี่ครั้ง ก็จะใช้พลังปราณเซียนแทบจะหมดสิ้น และหลังจากนั้นก็ต้องใช้เวลาอีกหลายวันกว่าจะฟื้นฟูพลังกลับมาสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้ง
หาก้าสะสมประสบการณ์นับร้อยครั้ง อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน หรือบางคนล้มเหลวเป็พันครั้ง ก็ยังไม่แน่ว่าจะวาดยันต์อัสนีม่วงที่สมบูรณ์ออกมาได้สักแผ่น
เพราะอย่างไรเสีย นี่ก็คือ 'ยันต์ระดับแปด' ที่มีอานุภาพทำลายล้างน่าสะพรึงกลัว หากนักพรตอวิ๋นเฮ่ออยู่ตรงนี้ เขาคงต้องตกตะลึงจนอ้าปากค้างกับภาพตรงหน้าอย่างแน่นอน
เบื้องหน้าของฟางเฉินมีหน้ายันต์อัสนีม่วงระดับแปดวางอยู่ถึงเก้าแผ่นแล้ว และในมือของเขากำลังเริ่มวาดแผ่นที่สิบอยู่ เขาดูเหมือนจะไม่รู้จักความเหนื่อยล้า พลังปราณเซียนของเขายิ่งใช้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น สิ่งเดียวที่เขาขาดในตอนนี้ก็คือ "เวลา" เท่านั้น
สวี่เกอเข้าใจแล้วว่าเขาไม่ได้ตาฝาดไปเอง เพราะทุกครั้งที่ฟางเฉินวาดยันต์อัสนีสีม่วงเสร็จสิ้นหนึ่งแผ่น เขาจะเห็นสายฟ้าแลบผ่านตาไปวูบหนึ่งเสมอ!
'โลกนี้... มีเวทย์มนต์จริง ๆ ด้วย! ข้านึกว่าเป็แค่กลหลอกลวงของพวกนักต้มตุ๋นเสียอีก... ท่านชายฟางสมเป็ท่านชายจริง ๆ ห้าปีที่ผ่านมานี้เขาไม่เคยยอมแพ้อย่างแท้จริงเลย!' สวี่เกอรู้สึกฮึกเหิมยิ่งนัก
เมื่อยันต์อัสนีม่วงแผ่นที่สิบวาดเสร็จสิ้น นิมิตสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เมื่อพลังปราณเซียนสายฟ้ามุดหายเข้าไปในกระดาษยันต์ ฟางเฉินจึงเก็บยันต์ทั้งสิบแผ่นนั้นเข้าที่
"สวี่เกอ ตอนนี้เ้าบรรลุขั้นเป้าชี่สูงสุดแล้ว ชื่อเสียงในเมืองหลวงจิงตูก็เริ่มเป็ที่รู้จัก มีคนไม่น้อยที่รู้จักเ้า... เ้าเคยคิดไหมว่าวันหนึ่งจะเลิกเป็องครักษ์เงาแห่งต้าเซี่ย?" ฟางเฉินมองไปทางสวี่เกอพลางยิ้มถาม
สวี่เกอถึงกับลนลาน ชายร่างใหญ่อย่างเขาขอบตาแดงก่ำขึ้นมาทันที "ท่านชาย ข้าทำอะไรผิดไปหรือขอรับ ท่านถึงจะไล่ข้าไป!?"
"ข้าบอกตอนไหนว่าจะไล่เ้าไป?" ฟางเฉินหัวเราะพลางกล่าว
สวี่เกอถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบถามต่อ "แล้วเหตุใดท่านถึงพูดเช่นนั้น? ผู้น้อยเป็องครักษ์เงาต้าเซี่ยวันหนึ่ง ก็จะเป็องครักษ์เงาไปชั่วชีวิต!"
"เมื่อห้าปีก่อน เหล่าทหารกล้าข้างกายข้าล้วนพลีชีพในสนามรบ ตอนนี้ข้า้าใครสักคนมาอยู่เคียงข้าง ยืนอยู่เบื้องหน้าเพื่อช่วยข้าจัดการเื่ราวต่าง ๆ ซึ่งนั่นหมายความว่าเ้าจะไม่สามารถหลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดได้อีกต่อไป" ฟางเฉินกล่าวเรียบ ๆ
เหตุที่ 'องครักษ์เงาแห่งต้าเซี่ย' มีคำว่า 'เงา' ก็เพราะไม่มีใครรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขา ฮ่องเต้ไม่รู้ ราษฎรไม่รู้ แม้แต่แคว้นชิงซงก็ไม่รู้
นอกจากฟางเฉินแล้ว ก็มีเพียงฟางชางไห่ผู้เป็พ่อที่พอจะระแคะระคายบ้าง แต่เป็เพียงเศษเสี้ยวของูเาน้ำแข็งเท่านั้น
องครักษ์เงาเหล่านี้ปกติจะกระจายตัวกันไปตามหน้าที่ของตน ไม่มีใครรู้ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับฟางเฉิน ในสายตาคนนอก พวกเขาและฟางเฉินคือคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกัน
หากสวี่เกอต้องก้าวออกมายืนอยู่เบื้องหน้า ย่อมไม่สามารถเป็องครักษ์เงาต้าเซี่ยได้อีกต่อไป
"เช่นนั้น... ข้าก็จะได้ติดตามรับใช้ข้างกายท่านซื่อจื่อทั้งวันทั้งคืนเลยใช่ไหมขอรับ!?" สวี่เกอใและดีใจปนกัน ฟางเฉินยิ้มและพยักหน้า
"ข้าเต็มใจ ข้าเต็มใจอย่างยิ่งขอรับ!" สวี่เกออุทานด้วยความตื่นเต้น
"ดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้ว พวกเรากลับจวนแม่ทัพกันเถอะ" ฟางเฉินเดินนำออกจากเรือนเร้นลับ
สวี่เกอรีบตามไปแล้วถามขึ้นลอย ๆ "ท่านชายท่านรู้ได้อย่างไรว่าดวงอาทิตย์กำลังจะขึ้น? หรือว่าดวงตาของท่าน..."
"ยังคงมองไม่เห็นสิ่งใด แต่โลกนี้มีสิ่งของมากมายที่ไม่จำเป็ต้องใช้ดวงตามอง" ฟางเฉินยิ้มอย่างคลุมเครือ
สวี่เกอฟังแล้วดูเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจนัก สุดท้ายจึงพูดว่า "มีเพียงท่านชายเท่านั้นที่สามารถทำเช่นนี้ได้ หากเป็ข้าที่ตาบอดล่ะก็ คงเดินแทบไม่ถูกทางแน่"
ในใจของเขา ท่านชายผู้ที่ไร้เทียมทานที่สุดในใต้หล้า และเป็เป้าหมายที่เขาต้องไล่ตามไปชั่วชีวิต!
ในขณะที่ทั้งสองออกจากเรือนเร้นลับ ที่หน้าประตูเมืองหลวงต้าเซี่ย ขบวนเดินทางพิเศษขบวนหนึ่งได้มาถึง
ขบวนนี้มีคนนับร้อย ทุกคนขี่หมาป่าั์ที่มีความสูงเกือบเท่าไหล่ของชายฉกรรจ์ หมาป่าเหล่านี้มีขนสีเงินมันวาวทั่วทั้งตัว ดูสง่างามผิดปกติ!
บนหลังของพวกมันคือนักรบที่แผ่กลิ่นอายสังหารเข้มข้นออกมา คนเหล่านี้มีท่าทางเป็ระเบียบเรียบร้อย ใบหน้าเรียบเฉย ทว่าในดวงตามักจะแฝงไปด้วยความดูแคลนอยู่เนือง ๆ
แม้จะเป็่เช้าตรู่ ประตูเมืองเปิดแล้ว ทหารต้าเซี่ยเข้าประจำจุด และราษฎรต่างพากันเข้าออกอย่างคับคั่ง แต่เมื่อพวกเขาเห็นขบวนนี้ สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปอย่างรุนแรง ความหวาดกลัวปรากฏขึ้นบนใบหน้า บางคนถึงกับใจนหันหลังวิ่งหนี
กองทัพนี้ก็คือ 'กองทัพหมาป่า' ที่เคยปะทะกับต้าเซี่ยมานับครั้งไม่ถ้วน! แม่ทัพของพวกเขาคือ 'แม่ทัพหมาป่าเซียว' แห่งตระกูลเซียว ผู้ได้ชื่อว่าเป็แม่ทัพหมาป่าอันดับหนึ่งและยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแคว้นชิงซง!
"เทพธิดาเซียวมาถึงแล้ว!!"
"พวกข้าขอคารวะต้อนรับเทพธิดาเซียว!"
เหล่านักรบชิงซงที่อยู่ในเมืองหลวงต่างรีบพากันมารับขบวนนี้ด้วยความดีใจและตื่นเต้น พร้อมกับทำความเคารพอย่างนอบน้อม
เมื่อเห็นเหล่านักรบชิงซงที่เคยกร่างไปทั่วเมืองหลวงกลับแสดงความเคารพต่อขบวนนี้ถึงเพียงนี้ ราษฎรต้าเซี่ยต่างก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นมากยิ่งขึ้น
ตรงกลางของกองทัพหมาป่า มีหมาป่าสีเงินตัวหนึ่งที่รูปร่างใหญ่โตและสง่างามกว่าตัวอื่น บนหลังของมันมีหญิงสาวนางหนึ่งนั่งอยู่ ดูแล้วอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี ดวงตาเป็ประกายมีชีวิตชีวา ผิวสีทองแดงของนางสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเช้าเปล่งประกายจนคนไม่กล้ามองตรง ๆ
หากมองอย่างละเอียด จะพบว่านางมีเรียวขาที่ยาวสวย ใบหน้างดงามอย่างเป็ธรรมชาติ นางมองดูเมืองหลวงต้าเซี่ยตรงหน้าพร้อมกับยกยิ้มที่มุมปากอย่างมีความหมาย
นางผู้นี้ก็คือบุตรสาวของแม่ทัพหมาป่าเซียว ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็ 'เทพธิดาเซียว’ มาั้แ่เกิด!
ในเวลานั้นเอง กองกำลังทหารในชุดเครื่องแบบของต้าเซี่ยก็มาถึงนอกเมือง แม่ทัพที่อยู่ด้านหน้าเมื่อเห็นกองทัพหมาป่านี้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปมองที่เทพธิดาเซียวประสานมือคำนับพลางกล่าวว่า
"ข้าคือรองแม่ทัพโหยวหลงชางแห่งค่ายพยัคฆ์ประจิมมารับเทพธิดาเซียวตามรับสั่งของฝ่าา!"
"พวกเ้าสมควรมารออยู่ที่นี่ตั้งนานแล้ว" เทพธิดาเซียวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
"เป็ข้าที่มาช้าเอง ขอเทพธิดาเซียวโปรดให้อภัยด้วย" โหยวหลงชางสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาพยายามสะกดกลั้นความโกรธในใจและอธิบายเสียงเบา
"ตบหน้ามันสองที" เทพธิดาเซียวพูดเสียงเรียบ
ตึง!
ร่างหนึ่งในกองทัพหมาป่าพุ่งทะยานขึ้นฟ้า มาหยุดตรงหน้าโหยวหลงชางในพริบตา เสียง
'เพียะ เพียะ'
ดังขึ้น สองฝ่ามือฟาดลงบนหน้าของเขาอย่างแรง ก่อนที่ร่างนั้นจะพุ่งกลับไปที่เดิมการเคลื่อนไหวไปและกลับราวกับน้ำไหลเมฆลอย โหยวหลงชางไม่ทันได้ตอบโต้เลยแม้แต่น้อย
"ตอนนี้ข้าจะยกโทษให้ได้แล้ว"
เทพธิดาเซียวกล่าวพร้อมรอยยิ้มรอบข้างเงียบกริบ โหยวหลงชางใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู ทหารใต้บังคับบัญชาของเขาก็โกรธจนตัวสั่น
กองทัพหมาป่าชิงซงกลุ่มนี้ กล้าลงมือตบหน้ารองแม่ทัพค่ายพยัคฆ์ประจิมต่อหน้าสาธารณชนเช่นนี้เชียวหรือ!?
"ท่านแม่ทัพ!" ทหารค่ายพยัคฆ์ประจิมคนหนึ่งทนไม่ไหว มือเอื้อมไปจับด้ามดาบที่เอว
"อย่าบุ่มบ่าม คนที่ลงมือเมื่อครู่อย่างน้อยก็เป็ยอดฝีมืออวี้ชี่ขั้นต้น ส่วนเทพธิดาเซียวก็เป็แขกผู้มีเกียรติที่ฝ่าาทรงกล่าวไว้ หากพวกเ้าล่วงเกินเพียงนิดเดียว เกรงว่าจะถูกปะาชีวิตเอาได้" โหยวหลงชางเตือนเสียงต่ำ
จากนั้นเขาจึงหันไปเทพธิดาเซียว ประสานมือกล่าวว่า "ในเมื่อแม่นางเซียวให้อภัยแล้ว ข้าก็จะไม่พูดมาก ฝ่าาทรงรออยู่ที่พระราชวังแล้ว เชิญแม่นางเซียว..."
"จำไว้ว่าให้ส่งคนไปแจ้งที่จวนแม่ทัพฟางด้วยล่ะ ข้า้าเห็น 'เทพาฟางเฉิน' ในพระราชวังวันนี้ เพราะครั้งนี้... ข้าเตรียม 'เกี้ยวห้าบุปผา' เพื่อมารับเขาไปเป็คู่ครองแล้ว" เทพธิดาเซียวหัวเราะร่า
"แม่นางเซียวโปรดวางใจ มีคนไปแจ้งที่จวนแม่ทัพฟางแล้ว ท่านจะได้พบฟางเฉินในวังแน่นอน" โหยวหลงชางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง
"เช่นนั้นก็ดี นำทางไปเถิด"
เทพธิดาเซียวกล่าวพร้อมรอยยิ้มพึงพอใจ
[1] ผู้บำเพ็ญเพียรเลี่ยนชี่ คือ ผู้บำเพ็ญเพียรที่กำลังฝึกปราณ 12 ขั้น หรือก็คือการหล่อหลอมชีพจรเซียน 12 เส้น