“บาสจะเก็บเงินนี้ไว่ต่อทุนน่ะพ่อ คงไม่ได้ฝากไว้กับครูหรอก” บาสมีแผนให้ใจแล้ว ด้วยเงินจำนวนนี้เขาจะเปลี่ยนให้เป็นหนึ่งหมื่นให้ได้
“ต่อทุน? เงินสี่ร้อยจะต่อทุนอะไรได้ อีกอย่างตอนนี้ลูกก็เรียนอยู่นะ จะออกมาเปิดร้านค้าขายหรือไง” พุ่อรุ้งถาม แกรู้สึกเป็นห่วงอนาคตลูกชายคนเล็กเหมือนแม่หน่อย
“ก็เรียนไปด้วยไง อีกอย่างก็ขายแค่เฉพาะตอนเช้าเท่านั้น”
“เฉพาะตอนเช้า?” พ่อรุ้งมองแปลกๆ ได้แต่คิดว่าขายอะไรตอนเช้านะ แล้วขายนี่จะไปเรียนทันเหรอ?
“ใช่ครับ แต่ตอนนี้ก็แค่ร่างไว้ก่อน เดี๋ยวจะต้องเก็บอึ่งมาขายให้ได้เงินเยอะกว่านี้พอที่จะเริ่มก้าวแรกได้”
“ตามใจลูกแล้วกัน” พุ่งรุ้งไม่ได้ห้าม เพราะถึงอย่างไรซะเงินนี้บาสก็หามาด้วยตัวเอง
ทั้งสองปั่นจักรยานกลับบ้าน แสงจากดวงอาทิตย์เริ่มตก บรรยากาศยามเย็นบ้านนอกช่างต่างกับยุคอนาคตที่เต็มไปด้วยหมอกควันและมลพิษ
“ว่าแต่พ่อเถอะ ถ้าหากจับปลามาขายที่ตลาดจะไม่ได้เงินดีกว่าเหรอ” บาสเสนอ
“จับปลามาขาย? แค่กินเองก็พอแล้วมั้ง ใครล่ะอยากจะซื้อปลาไปฆ่าเองบ้าง?” พ่อรุ้งมองลูกชายแปลกๆ คิดได้ยังไงถึงให้จับปลามาขาย จะมีใครบ้างที่อยากฆ่าปลาเอง
“ถ้างั้นเราก็ทำปลาสิพ่อ จับแต่ปลาดุกมาย่างขายพร้อมกับแถมน้ำจิ้มหนึ่งถุง พ่อคิดว่าไง ทำนามันได้เงินก็จริงแต่ต่อปีมันก็ให้ผลผลิตแค่ครั้งเดียวเท่านั้น มันจะไม่ดีกว่าหรอที่เราจะเอาเวลานั้นไปทำอย่างอื่น” อาชีพพ่อกับแม่คือทำนา ก็แน่ละนี่คือมรดกของตระกูลนี่ จะให้ขายนาก็ถูกชาวบ้านประนามอีก เกิดมาก็ต้องทำนาชั่วลูกชั่วหลาน ถึงแม้จะรู้ว่ามันไม่ได้เงินแต่พวกเขามักจะพูดว่า มีนาก็ทำนาไปสิดีกว่าไปซื้อข้าวเขากินอีก หารู้ไม่ว่าคำพูดแบบนี้มันตลกเพียงใด อีกเพียงไม่กี่ปีราคาข้าวก็จะตกลงมามากไม่ต่างจากราคาน้ำอัดลม จนถึงขนาดที่ชาวนาทยอยผูกคอตายเป็นว่าเล่น ข้าวถูกกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ขายในร้านสะดวกซื้อ แต่ถึงแม้จะรู้ว่าราคามันตก แต่พวกเขาก็ยังทำเพราะความคิดเดิมๆ ไปกู้เงินเพื่อทำนาสรรหาหนี้เพิ่ม แต่รายได้กลับน้อยเกินกว่าที่คิด ช่างเป็นการลงทุนที่โง่ซะจริง
“ลูกว่ามันจะขายได้จริงๆ เหรอ?” พ่อรุ้งดูเหมือนจะสนใจข้อเสนอ
บาสยิ้มกริ่ม “ขายได้สิครับ ใช้ปลาดุกเสียบเป็นไม้แล้วตั้งราคา เราย่างไว้อยู่ก่อนรอให้คนมาซื้อ แต่...มันก็ติดปัญหาอยู่เหมือนกัน”
“ปัญหา? ปัญหาอะไรงั้นเหรอ”
“เรื่องรถน่ะครับ การย่างปลาขายมันไม่เหมือนกับเอาอึ่งชั่งโลแล้วมาขาย ไหนจะต้องมีเตาปิ้งย่าง ถ่าน โต๊ะตั้ง เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาทั้งหมดขึ้นจักรยานมา” พูดไปแล้วก็ถอนหายใจ เรื่องรถเองก็ถือเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งเหมือนกัน
“นั่นสินะ...แล้วถ้ามีรถมาขาย ลูกว่าวันนึงจะทำเงินได้เท่าไหร่” ไม่รู้ว่าพ่อรุ้งคิดอะไรอยู่ แต่บาสก็ตอบว่า
“ตอนนี้ร้านในตลาดไม่ค่อยมีของขายอะไรมากเท่าไหร่ การที่เราจะเป็นที่นิยมก็ช่วงนี้แหละครับ ช่วงแรกอาจจะมีคนซื้อไม่เยอะ แต่หลังจากสองสามวันนู่นแหละถึงจะรู้กำไรที่แน่นอน แต่บาสคิดว่าอย่างน้อยก็วันละสองพัน”
มันไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริงเลย เพราะหลังจากนี้อีกไม่กี่ปีคนแถวบ้านก็จะประสบความสำเร็จเพราะขายของในตลาด ถึงแม้จะไม่มีเงินร้อยล้านแต่อย่างน้อยก็มีเงินฝากสองสามล้าน หากเทียบกับพนักงานออฟฟิศที่ไร้อนาคตแล้วอาชีพค้าขายดีกว่าไหนๆแต่ก็อย่างว่า หากค้าขายหมดใครล่ะจะเป็นคนซื้อ ทุกอย่างล้วนต้องมีความพอดีในตัวของมัน
“ได้เยอะขนาดนั้นเชียว!” ปฏิเสธไม่ได้ว่าพ่อรุ้งถูกกระตุ้นเพราเงินสองพัน ลองคิดดูสิว่าการหาเงินสองพันในหนึ่งวันมันยากเพียงใด แม้แต่นักศึกษาจบใหม่ยังไม่ได้เท่านี้เลย
“ใช่ครับ ตอนนี้ร้านส่วนใหญ่ก็มีแต่กับข้าวหรือไม่ก็ลูกชิ้น ไส้กรอก และถ้าหากพ่อเก็บผักมาขายด้วยจำนวนเงินก็จะขยับขึ้นอีกเป็นเท่าตัว”
ไม่รู้เพราะคำพูดเหล่านี้หรือเปล่าถึงทำให้พ่อรุ้งคิดการใหญ่ นั่นคือการออกรถสามล้อ!กลับถึงบ้านพ่อรุ้งก็ไปคุยกับแม่หน่อย ไม่รู้ว่าคุยอะไรกันแต่พ่อรุ้งบอกว่าได้เงินมาซื้อรถสามล้อแล้วไอ้ลูกชาย
บาสที่ได้ยินอย่างนั้นก็ยิ้มแก้มปริ ไม่คิดเลยว่าพ่อจะบ้าถึงขนาดไปขอเงินแม่ซื้อรถแต่ก็เอาเถอะ เงินสองหมื่นนี่จะเปลี่ยนให้เป็นเงินแสนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ถึงแม้แม่หน่อยจะเสียดายเงินแต่เพราะความใจอ่อน จึงยอมให้พ่อรุ้งเอาไปลงทุน
“ว่าแต่ขายได้สี่ร้อยจริงดิ” พี่เมย์ถามอย่างไม่เชื่อ เงินสี่ร้อยสำหรับเด็กม.4 ไม่ใช่น้อยๆเลย
“จริงครับ ผมจะโกหกพี่ไปทำไม และถ้าวันนี้ฝนตกอีกนะจะจับให้ได้สักสิบโลเลยคอยดูสิ!” วันนี้มืดครึ้ม อีกไม่นานฝนคงตกลงมาแน่ บาสเตรียมถังไว้สี่ห้าถัง ยิ้มกว้างเมื่อคิดถึงจำนวนอึ่งหลายกิโลเปลี่ยนเป็นเงินสด
“แล้วจะเอาเงินไปทำอะไรตั้งเยอะแยะ ตั้งใจเรียนไม่ดีกว่าเหรออย่างน้อยจบไปก็มีงานทำ” พี่น้ำเตือน เพราะกลัวว่าเจ้าน้องชายจะหลงเงินเพียงไม่กี่ร้อยเเล้วไม่ไปเรียน ถ้าหากเป็นแบบนั้นคงแย่แน่
บาสหัวเราะหึหึ “ถึงแม้ว่าจะจับอึ่งแต่ก็ยังเรียนอยู่นี่ครับ อีกอย่างนี่เองก็เป็นเงินสำหรับอนาคต”
“สำหรับอนาคต?” พี่ทั้งสองพูดพร้อมกัน หมายความว่ายังไงนะ?
“พี่คงไม่อยากให้พ่อแม่ลำบากมากไปกว่านี้หรอกใช่มั้ยครับ สำหรับเงินไปโรงเรียนทุกวันก็ปาไปคนละ 50 หรือก็คือร้อยนึง ลองคิดดูสิว่าพวกท่านจะต้องจ่ายเท่าไหร่กว่าพวกพี่จะเรียนจบ ไหนจะค่าจิปาถะอื่นๆอีก เพราะงั้นสิ่งที่ผมทำมันก็คือการช่วยลดภาระของพวกท่าน และยังสามารถนำมาเป็นทุนใช้เรียนด้วยตัวเองอีก ฟังดูเจ๋งใช่มั้ยล่ะ” พูดไปแล้วก็กอดอกแน่น บาสในตอนนี้เหมือนกับพี่ชายคนโตของบ้านไม่มีผิด สร้างความตกตะลึงให้กับพี่ทั้งสองไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าความคิดความอ่านของบาสจะโตเป็นผู้ใหญ่ถึงขนาดนี้
“ถ้างั้นพี่ไปจับด้วยดีกว่า!” พี่น้ำไม่ค่อยชอบอะไรแบบนี้ แต่เพราะเห็นความจริงในสิ่งที่น้องชายพูดจึงนึกสงสารพวกท่าน อยากจะลดภาระทางบ้าน
“พี่น้ำ ปกติพี่ไม่ชอบจับอึ่งไม่ใช่เหรอ...”“ใช่ แต่มันก็มีข้อยกเว้นไม่ใช่เหรอ” พี่น้ำยิ้ม“ดูเหมือนฝนจะตกแล้วนะ เราไปจับอึ่งมาขายกันดีกว่า”
สายฝนตกลงมาอย่างหนัก พร้อมกับเสียงอึ่งที่ร้องกันระงม พี่เมย์หยิบฉวยเสื้อกันฝนตัวเก่าแล้วหันมามองทั้งสองคน จากนั้นพวกเขาก็ถือไฟฉายไปคนละกระบอก วันนี้กระว่าจะไปหาแถวทุ่งนาหรือไม่ก็ป่าหลังโรงเรียน แถวนั้นยังไม่มีคนจับ แต่เพียงอีกไม่กี่ปีพวกมันก็หายไปหมดแล้ว
พ่อรุ้งกับแม่หน่อยมองดูลูกทั้งสามคนด้วยรอยยิ้ม ทุกอย่างดูเปลี่ยนไปตั้งแต่บาสล้มลง ฟื้นตื่นขึ้นมาเป็นคนใหม่...
กว่าจะกลับบ้านก็ปาเป็นชั่วโมง สร้างความเป็นห่วงให้กับพ่อแม่ไม่น้อย
“ดูสิครับ พวกเราได้อึ่งมาเยอะเลย” ถังสีดำถูกวางเรียงกัน ข้างในนั้นมีอึ่งตัวใหญ่อยู่เต็มไปหมด
“ดีแล้วแหละลูก เดี๋ยวที่เหลือแม่จัดการเอง พวกลูกรีบไปอาบน้ำได้แล้ว” ถึงแม้จะเป็นห่วงแต่ยังมีรอยยิ้มบนใบหน้า รีบบอกให้เด็กๆ ไปอาบน้ำแล้วหาฝามาปิดไม่ให้อึ่งออก วันรุ่งขึ้นพ่อรุ้งขึ้นมอไซค์กับเพื่อนหมูไปที่ตลาด มอเตอร์ไซค์ของหมูเป็นโซนิคสีเหลืองรุ่นเก่า เนื่องจากพ่อรุ้งต้องการซื้อรถมอไซด์จึงให้หมูไปช่วยเลือกดู
หมูทำงานอยู่ร้านซ่อมรถมอเตอร์ไซค์ในตลาด จึงพอรู้เรื่องเครื่องยนต์บ้าง ไม่ได้เรียนจบสาขาช่างยนต์โดยตรง แต่อาศัยครูพักลักจำในสมัยนี้ ร้านมอไซค์มือสองในตลาดมีเพียงสองร้านเท่านั้น ซึ่งต่างจากยุคอนาคตที่โผล่ขึ้นมาราวดอกเห็ด
พ่อรุ้งไม่ค่อยรู้เรื่องรถเท่าไหร่อาศัยหมูในการแนะนำรถแต่ละยี่ห้อ สุดท้ายได้รถฮอนด้าเวฟ 110 พร้อมพ่วงสามล้อราคาสองหมื่นกว่าสีเหลือง
พ่อรุ้งเคยขับรถของเพื่อนบ้านสองสามครั้งจึงขับกลับบ้านเองอย่างไม่เป็นปัญหา บาสกลับมาจากโรงเรียนก็เห็นรถสีเหลืองอ๋อย นี่คือรถคันแรกของบ้าน รถสามล้อ!
“พ่อครับ จะไปกันยัง”
“ไปสิ ถังอึ่งยกขึ้นรถหมดแล้วนะ” พ่อรุ้งบอกแล้วสตาร์ทเครื่องมอเตอร์ไซค์
“ครับพ่อ” ว่าแล้วรถก็แล่นจากตัวบ้านอย่างช้าๆ ด้วยการเป็นมือใหม่ไม่คุ้นชินกับถนน พ่อรุ้งจึงขับแค่ 40 แต่มันก็เร็วพอที่จะถึงที่หมาย อีกทั้งยังปลอดภัยกว่าการขับเร็วๆ
ตั้งร้านอยู่ที่เดิม เพิ่มเติมคือรถและโต๊ะพับสีซีด
พ่อค้าหมูเอ็มยังคงหันมายิ้มเช่นเคย “วันนี้มาหลายโลเลยนะ แถมยังพ่วงด้วยรถมอเตอร์ไซค์คันโก้”
“ฮ่าฮ่า นี่คือรถใหม่สำหรับก้าวแรกในการขายของที่ตลาดน่ะ” พูดไปแล้วพ่อรุ้งก็ยิ้ม ดูเหมือนแกจะชอบรถมอเตอร์ไซค์คันนี้มาก “งั้นก็ดีเลยจะได้มีเพื่อนขายข้างๆ ร้านอื่นมันเป็นอะไรก็ไม่รู้บอกว่าเหม็นแมลงวันเยอะบ้างแหละ” มดเห็นดีเห็นงามกับการตั้งร้านข้างๆ เนื่องจากว่านี่คือร้านขายหมูเพราะงั้นจึงมีแมลงวันเป็นธรรมดา ร้านรวงอื่นๆเห็นว่าไม่สะอาดเท่าไหร่จึงไม่อยากเข้าใกล้ร้านนี้นัก
บาสเออออไปตามน้ำ แล้วพวกเขาก็ตั้งร้านกันง่ายๆ มีโต๊ะตัวเดียวแล้วอึ่งวางด้านบน ตั้งแผ่นป้ายที่พี่น้ำทำให้เมื่อวาน เขียนด้วงปากกาเมจิคว่า อึ่งไข่โลละ 100 ค่ะสองพ่อลูกคอยตะโกนเรียกลูกค้า โดยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นลูกค้าจากร้านขายหมูเพราะใกล้กัน ลูกค้าคนแรกเข้ามาแล้ว เธอเป็นคุณครูอักษรคนนั้นนั่นเอง!