จะมีใครรู้บ้างไหมว่า หลังจากที่เ้าชายชาร์มมิ่งเก็บรองเท้าแก้วของหญิงปริศนาที่มาโผล่ในงานเต้นรำได้ เ้าชายได้ทำอะไรต่อ? นี่คือเื่ราว่นั้น เื่ราวของชาร์มมิ่งกับรองเท้าแก้วเ้ากรรม
เื่ราวมันก็เริ่มเหมือนนิทานสุขสันต์ทั่วไปว่า
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว...
ไม่จำเป็ต้องร่ายั้แ่เริ่มละมั้ง เพราะทุกคนน่าจะรู้เื่ราวดีอยู่แล้ว งั้น...ไปเริ่มที่ชาร์มมิ่งเลยละกัน
ในคืนเต้นรำหาคู่ครองที่เพิ่งผ่านไป ชาร์มมิ่ง เกิดไปตกหลุมรักหญิงสาวปริศนาที่ปรากฎตัวในงานอย่างไร้ที่มาเข้าอย่างจัง นางไม่เพียงแต่ลึกลับ แต่นางยังเป็หญิงที่งดงามที่สุด มีรอยยิ้มที่ตรึงใจที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น นางยังมีลีลาการเต้นรำที่ยั่วเย้า ท่วงท่าของนางไม่เคยปรากฏในตำราเรียนเล่มใด
ชาร์มมิ่งไม่เคยพบหญิงใดเต้นรำในท่าคุกเข่ากับลงพื้นและโยกสะบัดหัวไปมาจนเรือนผมที่ถูกเกล้ามาอย่างดีหลุดออกและสยายพริ้วไปตามจังหวะโยกหัว
ไม่เคยมีหญิงใดพุ่งไปคว้าขวดไวน์ก่อนจะะโขึ้นบนโต๊ะอาหารและเต้นส่ายพร้อมกับกระดกไวน์จากขวดเช่นนั้น
นางคือสิ่งที่ชาร์มมิ่งไปไม่คาดว่าจะได้พบ และเมื่อพบก็ลุ่มหลงจนแทบไม่เป็อันกินอันนอน
คืนนี้ก็เช่นกัน ชาร์มมิ่งนอนกลิ้งกลุกๆ อยู่บนเตียงด้วยความกระวนกระวาย เขานอนฟังเสียงนาฬิการะฆังลั่นจนครบ 8 ครั้งก่อนจะตัดสินใจเดินออกมายังระเบียง
“ข้าไม่เคยนึกสงสัยในทักษะการเต้นรำของนางเลยแม้ชั่วขณะ...”
ชาร์มมิ่งเอ่ยกับตนเองด้วยเสียงนุ่มอ่อนหวานอันเป็ลักษณะเด่นของเขา รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนใบหน้าอ่อนวัยและไม่เคยจางหายไป เขายืนพิงรั้วหินและนิ่งงันอยู่ในภวังค์เช่นนั้นราวรูปสลัก หากจะขยับกายก็เป็เพียงบางขณะที่ลมของยามดึกพัดหอบเอาความเย็นะเืผ่านมาและพาให้อาภรณ์บางเบาไหวพริ้วจนเขาต้องรวบกระชับมันเอาไว้เพื่อไม่ให้ความเย็นแทรกผ่านเข้าไปััร่างกายเปล่าเปลือยข้างใน
“...แต่ข้าสงสัยจริง เหตุใดรองเท้านางถึงมาหลุดเอาตอนที่กำลังหนี? ทั้งที่ตอนเต้นรำนางก็ใช่จะเบา”
ชาร์มมิ่งพึมพำอย่างแ่เบาเพราะอับจนคำตอบ
ท่ามกลางราตรีที่ครอบทับทุกสิ่งรอบกายให้จมอยู่ในฉากสีดำเหลือบฟ้า แสงนวลตาจากดวงจันทร์กลมโตคือแสงเพียงแหล่งเดียวที่ส่องสว่างลงมาราวกับท้าทายความยิ่งใหญ่ของยามราตรี ไม่เพียงเท่านั้น แสงจันทร์ได้ขับให้แก้วใสที่อยู่ในมือของชาร์มมิ่งสว่างเรืองไปด้วย
รองเท้าแก้วในมือชาร์มิ่งถูกแสงจันทร์อาบจนส่องประกายระยิบระยับราวต้องมนต์
แน่นอนว่าชาร์มมิ่งไม่รู้ว่าสิ่งที่ตนถืออยู่นั้นอุบัติขึ้นจากเวทมนต์ เขาไม่เคยนึกถึง เขาจึงจับจ้องมันด้วยความพึงใจ หากแต่ความสงสัยก็ไม่ได้คลายลงเลย
“หรือว่านางคิดจะอ่อยข้า? เช่นนั้นนางก็ควรทิ้งสิ่งอื่นซิ อย่างอื่นที่เย้ายวนกว่า อาจจะเป็บราเซียร์สุดอึ๋มของนาง หรือไม่ก็ถุงน่องตาข่ายสุดร้อนแรง อา!ไม่สิ ของเ่าั้มันถอดยากเกินไป นางจึงจงใจสลัดรองเท้าทิ้งไว้แทน หรือว่านางจะเป็พวก Foot Fetish? โอ้ว!ไม่นะ......” ชาร์มมิ่งยังคงไม่ลดละที่จะตั้งสมมติฐานให้กับตนเอง อย่างน้อยมันก็น่าจะทำให้เห็นเจตนาของนางได้ แต่จนแล้วจนรอด ชาร์มมิ่งก็ไม่พบคำตอบ ซ้ำยังรู้สึกรันทดหนักขึ้นอีก “...แต่ถึงจะอย่างนั้น ข้าก็วิ่งไม่ทันนางที่วิ่งกะเผลกไปพร้อมรองเท้าเพียงข้างเดียว วิ่งเร็วยิ่งกว่าม้าเร็วในวังเสียอีก นางเป็ใครหนอ?”
ลมเย็นหอบใหญ่พัดผ่านมาต้องร่างขาวสะอาดของชาร์มมิ่ง เรือนผมสีน้ำตาลที่ยุ่งเหยิงเพราะเพิ่งลุกขึ้นมาจากเตียงนอนสะบัดไหวอยู่ในสายลมไม่ต่างจากอาภรณ์ขาวที่ถูกลมโหมใส่จนแนบกับร่างและรัดเน้นรูปกายกำยำของวัยหนุ่มออกมา
ชาร์มมิ่งสั่นสะท้านอยู่ในสายลมจนเผลอทำรองเท้าแก้วหลุดมือ
“ตาเถรหก!”
รองเท้าแก้วที่แทบจะไร้น้ำหนักตกกระทบพื้นหินเสียงดังก้อง ซ้ำยังกระเด้งกระดอนไกลออกไปจากที่ที่ชาร์มมิ่งยืนอยู่ คล้ายกับจะมุ่งสู่บันไดหินที่ทอดลงสู่แปลงดอกไม้รอบบ่อน้ำกว้างก่อนจะไปหยุดอยู่ตรงขอบบันได
มันสั่นไหวระริกอยู่ในสายลมเย็นราว้าหยอกเย้าชาร์มมิ่ง
ชาร์มมิ่งแทบใจสลายที่มันหลุดมือและตกกระทบพื้น แต่เขาก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งอกเมื่อพบว่ามันไม่แตกกระจายเหมือนแก้วชิ้นอื่น เขาเดินฝ่าลมเย็นที่โหมหนักขึ้นไปทีละก้าว เขาพยุงร่างไปตามรั้วหินและไปหยุดยืนเกาะเสาบันไดจนมั่นคงก่อนจะพยายามยื่นปลายเท้าขาวสะอาดไปยังรองเท้าแก้วเพื่อหวังจะใช้ง่ามนิ้วหนีบมันกลับเข้าหาตัว
แต่ทว่า...
รองเท้ายังไงเสียก็คือรองเท้า มันคงไม่ค่อยชอบใจนักหากจะถูกปฏิบัติอย่างไม่สมเกียรติ
รองเท้าส้นสูงที่ทำจากแก้วใสสว่างและงดงามจนยากจะเชื่อว่าเกิดจากฝีมือของมนุษย์ขยับตัวเองเข้าหาฝ่าเท้าขาวสะอาดของชาร์มมิ่งที่ยื่นออกไป มันโอบรับฝ่าเท้าอย่างอ่อนโยนจนชาร์มมิ่งเองแทบไม่รู้สึกถึงแรงบีบรัด มันไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปร่างของมันเลย หากแต่ขยายออกให้เข้ากับฝ่าเท้าที่ใหญ่เกินเบอร์ของชาร์มมิ่ง ก็เท่านั้น
แต่ถ้ามันจบเท่านั้น เื่ราวนี้ก็คงไม่มีอะไรพิเศษ
จู่ๆ ร่างของชาร์มมิ่งก็ลอยเหนือพื้นราวถูกโอบอุ้มด้วยมือที่มองไม่เห็น ชาร์มมิ่งใจนทำอะไรไม่ถูกที่ร่างกายลอยกลิ้งอยู่กลางอากาศ ที่ทำได้ก็มีเพียงส่งสองมือไล่ตะปบเสื้อคลุมยาวราวเข่าที่เป็อาภรณ์เพียงชื้นเดียวที่ชาร์มมิ่งใส่นอนเอาไว้ มันสะบัดพะเยิบพะยาบอยู่ในแรงลมราวกำลังถูกดึงทึ้ง มันกระพืออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเกิดเส้นระยิบระยับวิ่งขึ้นมาจากชายผ้า เส้นวิ้งๆ เ่าั้เปลี่ยนชุดคลุมของชาร์มิ่งเป็สีฟ้าอ่อนราวต้องมนต์ เนื้อผ้าก็ถูกเปลี่ยนให้บางเบาจนแทบจะเห็นรูปร่างกำยำของชายหนุ่ม
ยังดีที่แสงนั้นเนรมิตอันเดอร์แวร์สีขาวสะอาดตัวน้อยให้ชาร์มมิ่งด้วย หากแต่มันก็ยังเล็กเกินกว่าจะเก็บกักสิ่งที่ชาร์มมิ่งมีเอาไว้ให้มิดชิด
ในเบื้องต้น ชาร์มมิ่งเห็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเท่านี้ เพราะจู่ๆ แรงยกก็หายไปและปล่อยร่างชาร์มมิ่งลงสู่พื้นอย่างแ่เบา ชาร์มมิ่งนั่งขัดสมาธิงงงวยอยู่อย่างนั้นเพียงลำพังอีกครั้ง
นะ...นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า?
ชาร์มมิ่งตั้งคำถามกับตนเองพลางยันกายขึ้นพิงรั้วหิน มือหนึ่งจับชายเสื้อคลุมที่สั้นลงอย่างหวาดหวั่น ชายเสื้อคลุมสั้นลงมากราวถูกตัดออก ตอนนี้ชายของมันลอยต่ำกว่าสะโพกเพียง 1 ฟุต อีกมือของเขากำลังขยุ้มปลายผมสีน้ำตาลนุ่มลื่นที่ระอยู่ตรงหน้าอก ััพริ้วไหวที่ล้อไปกับสายลมอ่อนนั้นช่างแปลกและน่าหลงใหล หากแต่ชาร์มมิ่งก็ไม่เผลอไผลไปกับมัน เพราะเรือนผมยาวสลวยไม่ใช่สิ่งที่ชาร์มมิ่งปรารถนาจะมี
นี่ยังไม่นับรวมรองเท้าส้นเข็มสูง 7 นิ้วที่ทำจากแก้วใสแสนงดงามที่ชาร์มมิ่งสวมอยู่...หนึ่งข้าง
ข้าต้องฝันอยู่เป็แน่!!
ชาร์มมิ่งนึกสรุปอย่างจนใจหลังจากพยายามสะบัดรองเท้าแก้วออกจากเท้าอยู่นานสองนาน แม้มันจะไม่บีบรัด แต่มันก็ไม่ยอมหลุดออกจากเท้า เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะถอดมันด้วยตนเอง ชาร์มมิ่งตัดสินใจขยับร่างออกเดินกะเผลกตัดระเบียงกลับสู่ห้องนอน
เบื้องหน้าบานกระจกเงาขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ชิดกับตู้เสื้อผ้า ชาร์มมิ่งยืนอยู่ที่นั่น แต่เงาสะท้อนในกระจกกลับเป็เพียงชายหนุ่มรูปร่างคุ้นตา
ร่างกายกำยำมีเพียงชุดคล้ายกระโปรงสีฟ้าผืนบางเบาสวมอยู่ มันคล้ายชุดเต้นรำที่สั่นเต่อ เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่าที่สายคล้องหัวไหล่ทั้งสองเส้นมีโบว์เล็กๆ ติดอยู่ด้วย คล้ายกับ้าเพิ่มความอ่อนหวานให้กับชุด แต่ความบางของมันก็ดูวาบหวิวจนโบว์เล็กๆ แทบไม่ช่วยอะไรเลย เรือนผมสีน้ำตาลยาวสลวยระหน้าอกแกร่ง ผิวพรรณขาวสะอาดดูกระจ่างราวถูกขัดมาอย่างดี ริมฝีปากและแก้มถูกแต่งแต้มด้วยอะไรบางอย่างจนแดงระเรื่อ
เขาไม่ใช่ชาร์มมิ่งผู้หล่อเหล่าอีกต่อไป หากแต่กลายเป็ชาร์มมิ่งผู้งดงามเสียแล้ว
ตอนนี้ชาร์มมิ่งไม่ต่างจากบุรุษที่เล่นแต่งกายคล้ายสตรี มันคงไม่ดีนักหากใครมาพบเข้า ถ้าเพียงแต่เขาถอดรองเท้าแก้วที่ลึกลับข้างนี้ออกได้ เขาก็คงจะรอดพ้นวิกฤตินี้
ข้าต้องหาคนช่วย
ในที่สุดชาร์มมิ่งก็ตัดสินใจมองหาความช่วยเหลือ
แต่ใครคือคนที่ชาร์มมิ่งจะหวังพึ่งได้ล่ะ?
พระบิดาชาร์ล? พระองค์คงฟังข้า แต่ห้องบรรทมของพระองค์อยู่ทางปีกฝั่งตะวันออกของวังเชียวนะ
พระมารดาลอร่า? ไม่น่าจะไหว...นางคงสลบไปทันทีที่รู้ว่าบุรุษแต่งตัวประหลาดคนนี้คือลูกชายของนาง
องครักษ์กอร์ดอน? หอพักอยู่ไม่ไกลนัก แต่หอพักนั้นมีเหล่าองค์รักษ์อื่นๆ พักอยู่ด้วยนี่สิ
สหายเบนจามิน? อืม! วันนี้เ้านั่นเข้าเวรด้วยนี่ น่าจะมุดหัวอยู่ตรงไหนสักแห่งในวังนี่แหละ
สไตลิสท์ฟรังโก้? เขาน่าจะรู้วิธีจัดการกับรองเท้าข้างนี้ที่สุดแล้ว แต่เขาต้องชอบใจแน่ที่เห็นข้ามีสภาพนี้
ฟาเธอร์เจมส์? น้ำมนต์ของท่านน่าจะไล่คำสาปได้ แต่มันใช่คำสาปหรือไม่ล่ะ?
ช่างตีเหล็กอัลโต? ให้เขาใช้ค้อนทุบโช๊ะเดียวเท่านั้น แต่ข้าต้องลงไปถึงชั้นใต้ดินของวังนี่สิ
หรือว่าจะมีคนอื่นที่ข้าคิดไม่ถึงอีก?
ชาร์มมิ่งมองไม่ออกเลยว่าพรุ่งนี้เช้าจะเป็อย่างไรหากทุกคนเห็นเขาสวมรองเท้าส้นสูงปรี๊ดเดินเข้าห้องอาหาร อา! แค่คิดก็สงสารแล้ว
ตอนนี้เขาไม่ปรารถนาสิ่งใดมากไปกว่าคำแนะนำ
เอาล่ะ! เหล่า 'นางฟ้าแม่ทูนหัว' และ 'เทวดาพ่อทูลหัว' ทั้งหลาย มีอะไรจะแชร์กับชาร์มมิ่งมั้ย?
