บทที่ 5 ทางตัน
หมู่บ้านผิงซีอยู่ค่อนข้างห่างไกล ระยะกระจัดห่างจากในอำเภอสี่สิบลี้ ทว่าหาก้าเข้าอำเภอจำต้องเดินทางอ้อมูเาหนึ่งลูก
ระยะทางจึงเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าตัว
ส่วนความเร็วของเกวียนลานั้นช้านัก หนึ่งชั่วยามเดินทางได้เพียงประมาณสี่สิบถึงหกสิบลี้ ทำให้เวลาไปกลับรอบหนึ่งต้องใช้เวลาอย่างต่ำสามชั่วยาม ครั้นไปถึงอำเภอจึงต้องรีบจัดการเื่ ๆ หากมัวชักช้าจนฟ้ามืดเสียก่อนย่อมกลับไม่ได้
ระหว่างทางนั้นแทบไม่มีอะไรให้ทำ จ้าวผิงจึงถามหลี่โฉ่วถึงเื่หนังสือรับรองจากทางราชการ
หลี่โฉ่วรู้รายละเอียดเื่นี้เป็อย่างดี ราชวงศ์ต้าเว่ยให้ความสำคัญกับการรักษา แต่ก็กลัวว่าประชาชนทั่วไปที่ซื้อยาไม่ไหว หากขุดสมุนไพรมากินเองโดยไม่ดูให้ดีแล้วจะเสียชีวิต จึงจำเป็ต้องสั่งห้ามคนทั่วไปเก็บยาไว้กับตัว
ผู้มีสิทธิ์ขุดและขายสมุนไพรจำต้องได้รับหนังสือรับรองจากทางการเท่านั้น
มีสองวิธีที่จะได้หนังสืออนุญาตจากทางการนี้มา วิธีแรกคือ สอบเป็หมอทหาร ทุกปีราชวงศ์ต้าเว่ยจะมีการจัดสอบหมอทหาร คัดเลือกคนที่ได้คะแนนสูงสุดสิบคน โดยคณะผู้ว่าการมณฑลของแต่ละมณฑล
และผู้ได้คะแนนสูงเป็อันหนึ่งจะได้เข้าทำงานในโรงหมอของเมืองหลวง ถือว่าเป็เ้าหน้าที่ราชการของเมืองหลวง ได้ขึ้น์ภายในก้าวเดียวเลย
ส่วนอีกเก้าคนที่เหลือ จะได้รับมอบหมายให้ไปตามแต่ละมณฑล และรับราชการเป็หมอทหารประจำท้องถิ่น หรือหากจะเปิดโรงหมอของตัวเองก็ย่อมได้ คนพวกนี้จะได้รับใบหนังสือรับรองทางราชการ สามารถขุดสมุนไพรได้ตามใจชอบ
วิธีที่สองคือ การเป็ลูกศิษย์ของหมอทหาร ต้องได้รับความไว้วางใจอย่างมากจากหมอทหาร เป็คนที่มีความรู้ความสามารถด้านการแพทย์เป็อย่างสูง ถึงจะมีคุณสมบัติพอจะได้รับหนังสืออนุญาตจากหมอทหาร
สุดท้ายแล้ว ราชวงศ์ต้าเว่ยนั้นเข้มงวดกับการศึกษาทางการรักษาเป็อย่างมาก ั้แ่ขุดสมุนไพรไปจนถึงค้าขาย ขั้นตอนทั้งหมดนั้นจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวดไม่ว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา คนที่รับรองเอกสารให้จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน
ด้วยเหตุนี้หมอทหารจึงไม่ออกหนังสือรับรองให้ใครง่าย ๆ
พอได้ยินเื่นี้ จ้าวผิงรู้สึกอยากจะหยุดทำงานทันที
ในฐานะที่เป็นักศึกษาแพทย์มากความสามารถ เดิมทีเขาคิดจะอาศัยความรู้ทางการแพทย์ของตัวเขาทำเงินมากมายในราชวงศ์ต้าเว่ยสักหน่อย
ปรากฏว่า... เหมือนเขามาถึงทางจะตันเข้าให้แล้ว
แต่จ้าวผิงก็ไม่กังวลนัก อย่างไรในหัวเขาก็ไม่ได้มีวิธีการเงินเพียงวิธีเดียว เขายังสามารถทำสบู่ ปรับปรุงเครื่องทอผ้า หมักเหล้า ทำเกลือหรือน้ำตาลบริสุทธิ์ได้อยู่
เมื่อก่อนจ้าวผิงเคยดูช่องของบล็อกเกอร์ที่ทำของกินของใช้สมัยโบราณมาไม่น้อย ถึงแม้จะไม่เคยลงมือทำเอง แต่คิดว่าเพียงลองไม่กี่ครั้งก็น่าจะสำเร็จ
การทำอะไรออกมาขายสักอย่าง ก็น่าจะเพียงพอให้เขาตั้งหลักในยุคนี้ได้แน่นอน
แต่วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือขายยา
ูเาด้านหลังมีสมุนไพรมากมายขนาดนั้น ขอเพียงมีหนังสือรับรองจากทางราชการ การเก็บสมุนไพรก็เหมือนกับการไปเก็บเงินเลยทีเดียว
ดังนั้นจ้าวผิงเลยอยากจะลองเสี่ยงดู ดูว่าเส้นทางนี้ยังเดินต่อไปได้หรือไม่?!
ราวครึ่งชั่วยามผ่านไป ทั้งสองคนก็มาถึงอำเภออวิ๋นอัน
กำแพงเมืองสูงใหญ่ น่าจะราวสองสามจั้งได้ ไม่ต้องพูดถึงหลุมบ่อบนกำแพง ยังมีรอยไหม้สีดำอยู่หลายจุดด้วย ร่องรอยเหล่านี้ต่างบ่งบอกว่าที่นี่เคยผ่านารุนแรงมาก่อน
้าประตูเมืองมีตัวอักษรสีดำตัวใหญ่สามคำ เขียนว่า ‘อำเภออวิ๋นอัน’ ทั้งสองฝั่งมีทหารคอยคุมอยู่ คนเดินเท้าและพ่อค้าจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าเมืองสองอีแปะ
หลี่โฉ่วคุ้นเคยกับขั้นตอนนี้มาก เขาจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ แล้วก็พาจ้าวผิงไปขายกระต่าย ตัวหนึ่งขายได้หนึ่งร้อยอีแปะ จ้าวผิงจึงได้เงินมาสี่ร้อยอีแปะ
หลังจากนั้นหลี่โฉ่วจำต้องไปทำธุระอย่างอื่น เขาจึงแยกทางกับจ้าวผิงไปชั่วคราว แล้วนัดหมายกันไว้อีกครา
ด้านจ้าวผิงหลังขายกระต่ายเสร็จได้ก็ลองไปโรงหมอ
เขาได้ยินจากหลี่โฉ่วว่า อำเภออวิ๋นอันมีโรงหมออยู่สามโรง โรงหนึ่งเป็ของทางการ รับรักษาเฉพาะข้าราชการในเมือง กฎเกณฑ์ของโรงหมอประเภทนี้ค่อนข้างสูง จ้าวผิงเลยข้ามไปไม่สนใจ
อีกสองโรงหมอเป็ของหมอที่ผ่านการสอบวิชาแพทย์แผนจีน หลังสอบผ่านก็ลงทุนเปิดโรงหมอของตัวเอง ทว่าถ้าไม่มีสถานะทางสังคม การคิดอยากจะเปิดโรงหมอของตัวเองก็ไม่ใช่เื่ง่าย
จ้าวผิงตัดสินใจไปยังโรงหมอตระกูลเฉาที่อยู่ใกล้ประตูทิศตะวันออกก่อน ปรากฏว่าพอบอกจุดประสงค์ของการมาเยือนไป เขาก็โดนไล่ออกมา
เ้าหนุ่มที่ไม่ใช่แม้แต่จะเป็ลูกศิษย์ของหมอทหารกลับคิดจะขอหนังสือรับรองนี่ฝันกลางวันชัด ๆ!
จ้าวผิงรู้สึกท้อแท้ แต่ก็ยังไม่ตัดใจ ไปยังโรงที่สองต่อ
โรงหมอชำนาญการ เป็โรงหมอที่ชำนาญเื่การฟื้นฟูสุขภาพ ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของอำเภอ
ครั้นมาถึงก็ได้รู้จากผู้คนว่า หมอหลินหัวไม่อยู่ คนที่ตรวจไข้เป็ลูกศิษย์ขั้นหนึ่งชื่อเถาจี๋อัน
โต๊ะตรวจไข้เป็โต๊ะยาวสามฉื่อ ด้านหน้าถูกคนล้อมเต็มไปหมด ผู้คนต่างแย่งกันบอกอาการเจ็บไข้ของตัวเอง ขอร้องให้เถาจี๋อันช่วยรักษา
จ้าวผิงที่เห็นภาพนี้พลันส่ายหน้า
ทุกคนล้วนเป็ผู้ไข้ มาแออัด เบียดเสียดยัดเยียดกันเช่นนี้ ไม่รู้ว่าเกิดความโกลาหลอันใดขึ้น
จ้าวผิงย่อมรู้ว่าตัวว่าเขาไม่สมควรก้าวก่าย ชายหนุ่มจึงเพิกเฉยต่อฝูงชนหน้าโต๊ะ แล้วหาช่องแทรกตัว ปีนเข้าไปข้าง ๆ แล้วพูดเสียงดัง บอกจุดประสงค์ของการมาเยือนแก่เถาจี๋อัน
เถาจี๋อันไม่ได้ไล่จ้าวผิงไปในทันที เพียงแต่พูดด้วยท่าทางเ็า “หากท่านอยากได้หนังสือรับรอง เช่นนั้นท่านก็ไปสอบเอาเถอะ”
“ในห้องข้าง ๆ มีบททดสอบที่ท่านหมอหลินทิ้งไว้ หากเ้าสามารถตอบคำถามให้ท่านหมอหลินพึงพอใจได้ ไม่เพียงแต่จะได้หนังสือรับรอง ซ้ำยังจะได้เลื่อนขั้นเป็ลูกศิษย์ขั้นหนึ่งด้วย”
ที่โรงหมอชำนาญการ มีการแบ่งลูกศิษย์ขั้นต่าง ๆ
ลูกศิษย์ขั้นหนึ่ง โดยพื้นฐานนับว่าสำเร็จการศึกษาด้านการแพทย์ มีคุณสมบัติออกมาตรวจผู้ไข้ได้
ลูกศิษย์ขั้นสอง รับผิดชอบด้านการจัดยา การต้มยา
ลูกศิษย์ขั้นสาม เป็ขั้นที่ต่ำที่สุด หน้าที่หลักคือออกไปขุดสมุนไพร
บัดนี้ ทั้งโรงหมอมีเพียงเถาจี๋อันที่เป็ลูกศิษย์ขั้นหนึ่งเพียงคนเดียว หากหลินหัวไม่อยู่ เขาก็คือผู้ดูแลโรงหมอชำนาญการแห่งนี้
การให้จ้าวผิงไปทำแบบทดสอบก็เหมือนไล่เขาทางอ้อม อย่างไรเสียผู้ที่สามารถทำบททดสอบผ่านได้ ต่างก็มีคุณสมบัติเข้าร่วมสอบหมอทหารอยู่แล้ว ผู้ใดจะว่างมานั่งสอบเป็ลูกศิษย์กันเล่า คนที่มาคงมิวายมาก่อเื่เท่านั้น
แต่ผู้ใดจะคาดคิดว่าจ้าวผิงจะเข้าไปทำแบบทดสอบจริง ๆ
“ศิษย์พี่ หมอนั่นไม่น่าจะเป็คนโง่หรือเปล่า? เขาเข้าไปสอบจริงด้วย หรือว่าเขาฟังไม่ออกว่าศิษย์พี่ไล่เขา?” ศิษย์ขั้นสองคนหนึ่งกำลังจัดยาอยู่อดไม่ได้ที่จะพูดเยาะเย้ย
“ฮึ!” เถาจี๋อันทำเสียงฮึเ็า ใบหน้าเต็มไปด้วยความดูถูก
“โฉดเฉาไม่รู้ความ”
“แบบทดสอบที่ท่านหมอหลินทิ้งไว้เป็แก่นสำคัญของข้อสอบหมอทหาร หลายปีที่ผ่านมา แม้ข้าสอบเองก็ยังตอบได้แค่หกถึงเจ็ดส่วนเท่านั้น อีกทั้งท่านหมอหลินยัง้าถึงเก้าส่วน หากเขาตอบได้ก็นับว่าแปลกแล้ว”
“ไม่ต้องไปสนใจเขา เขาสอบเสร็จ เก็บค่ากระดาษกับหมึกห้าร้อยอีแปะเสีย”
ไม่เลวเลย เถาจี๋อันลงความเห็นว่า แบบทดสอบที่หลินหัวทำขึ้น หาใช่เพื่อจะรับคนมีความสามารถ แต่เพื่อรีดไถเงินต่างหาก
อย่างไรต้นทุนค่ากระดาษและหมึกก็ไม่ถึงหนึ่งร้อยอีแปะ เวลาชั่วหนึ่งก้านธูปก็ได้กำไรห้าถึงหกเท่า เหมือนได้เปล่าไม่มีผิด
โอกาสอย่างนี้ไม่ได้หาได้ง่าย ด้วยคนเขลาอย่างจ้าวผิงมีไม่มาก
จ้าวผิงเข้ามาในห้องเพื่อทดสอบ ภายในห้องตกแต่งอย่างเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะยาวโบราณหนึ่งตัว บนโต๊ะมีพู่กัน หมึก และกระดาษจัดเตรียมไว้แล้ว
ส่วนแบบทดสอบแขวนอยู่บนกำแพง
จ้าวผิงเหลือบมอง พลันใจที่กังวลอยู่ก็ผ่อนคลายลง ข้อสอบนี้ง่ายมาก ด้วยเป็ความรู้พื้นฐานเื่ยา อย่างการจำแนกประเภทยา ความเข้าใจประสิทธิภาพของยา วิธีการใช้ยา และอื่น ๆ
เื่พวกนี้จ้าวผิงล้วนได้ร่ำเรียนมาในชาติที่แล้ว ย่อมตอบได้อย่างคล่องแคล่ว ด้านหลังคือคำถามข้อใหญ่ เป็ข้อสอบการสั่งจ่ายยา มีตัวอย่างโรคมาให้ เพียงจ่ายยาให้ตรงตามอาการเท่านั้น
ข้อนี้ก็ง่าย ชาติก่อนจ้าวผิงอ่านตำราแพทย์มากมาย เขาจึงตอบได้อย่างรวดเร็ว ข้อเดียวที่ยากก็คือ คำถามเสริมที่ว่า จะจัดการโรคระบาดไข้มาลาเรียอย่างไร? ในเมื่อไม่มีเปลือกต้นซิงโคนา ไม่มียาอาร์ทีมิซินิน เมื่อพิจารณานี่เท่ากับไม่มีทางที่เขาจะจัดการเื่นี้ได้เลย ทว่าก็เหลือหนึ่งวิธี…
ต้องป้องกันเท่านั้น
จ้าวผิงเขียนวิธีการป้องกันลงไปเป็คำตอบ จากข้อสอบที่ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม แต่จ้าวผิงกลับใช้เวลาสองเค่อก็เสร็จแล้ว เขาจึงเดินออกมา
จากนั้นเขาก็ต้องตกตะลึง ข้างนอกโกลาหลวุ่นวายมากเดิมเสียอีก
รอบด้านมีคนเต็มไปหมด แต่ละคนต่างชี้ไปที่เถาจี๋อัน พูดจาหยาบคายใส่ ต่อว่าต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็รักษาคนจนตาย เป็หมอไร้ความสามารถ ไม่คู่ควรเป็ศิษย์ขั้นหนึ่ง ไร้คุณสมบัติออกตรวจผู้ไข้
สีหน้าเถาวจี๋อันดูไม่ได้แล้ว เขาพยายามอธิบาย “เื่นี้ไม่เกี่ยวกับข้า ข้ามิได้เป็คนสั่งยา แทบไม่ได้แตะต้องตัวนางด้วยซ้ำ นางล้มลงไปเอง โทษข้าได้อย่างไร”
พอเริ่มจับใจความเสียงอึกทึกวุ่นวายได้ จ้าวผิงถึงเพิ่งเห็น ที่ตรงกลางฝูงชนมีแม่นางอายุน้อยคนหนึ่งนอนไม่ได้สติอยู่ ใบหน้านางแดงก่ำ เหงื่อออกชุ่ม ตัวกระตุกเป็ครั้งคราว อาการเหมือนเป็ลมแดดนัก
“รีบแบกนางออกไปเร็วเข้า” เถาจี๋อันพูด “ปล่อยให้นางตายที่โรงหมอของพวกเรา จะทำชื่อเสียงของโรงหมอเสื่อมเสีย!”
ทันใด ชายชราหนวดขาวก็ถือกล่องยาเดินเข้ามาจากทางประตูด้านนอก ครั้นเขาเห็นสถานการณ์เช่นนี้ก็พลันขมวดคิ้วถาม “เถาจี๋อัน ข้าเพิ่งออกไปได้ไม่นาน เ้าทำโรงหมอวุ่นวายเช่นนี้แล้วหรือ เ้าเป็ศิษย์ขั้นหนึ่งได้อย่างไรกัน?”
“ท่านหมอหลิน เื่นี้โทษข้าไม่ได้” เถาจี๋อันรีบอธิบายแก่หลินหัว ปัดความรับผิดชอบให้พ้นตัวมากที่สุด
ใครจะรู้ว่าหลินหัวไม่เชื่อเขาเลย
หนำซ้ำยังตำหนิเขาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ฐานะลูกศิษย์ของหมอทหาร ก็คือหมอ แม้แต่จรรยาบรรณของหมอขั้นพื้นฐานที่จะช่วยชีวิตและรักษาผู้ไข้ยังไม่มี เ้าทำให้ข้าผิดหวังนัก”
เถาจี๋อันโดนสั่งสอนก็โกรธจนหน้าแดงเถือก กระนั้นก็หาได้กล้าโต้กลับ
หลินหัวไม่มีเวลาสนใจเขา ชายชราตรงไปยังหญิงสาวคนนั้น และเริ่มจับชีพจร ตรวจดูอาการให้นาง
ทว่าผ่านไปราวสิบลมหายใจ ก็ยังไม่ได้เื่
ทั้งยังไม่มีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นใด ๆ ทั้งสิ้น
จ้าวผิงจึงทนดูต่อไปไม่ไหว ขืนเสียเวลามากไปกว่านี้ หญิงสาวคนนั้นอาจเสียชีวิตขึ้นมาจริง ๆ แล้ว ชาติก่อนเขาเป็หมอ เห็นคนกำลังจะตายแล้วจะไม่ช่วยเหลือได้อย่างไร?!
“ท่านหมอหลิน นางเป็ลมแดด ต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน” จ้าวผิงเบียดแทรกตัวเข้าไปบอก