เวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน
สี่ปี นั่นคือระยะเวลาที่ผ่านไปนับั้แ่วันที่ผมลืมตาขึ้นมาในสวนของคฤหาสน์แห่งนี้ ตอนนั้นผมยังจำได้ดีมือทั้งสองข้างกดอยู่บนพื้นหญ้า เสื้อผ้าเปื้อนดิน ศีรษะมีาแ และสิ่งแรกที่ผมเห็นหลังจากตื่นขึ้นมาก็คือเด็กสาวในชุดเมดที่กำลังยืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้า
เธอกลัวผม กลัวจนแทบพูดอะไรไม่ออก เพราะเ้าของร่างเดิมมีชื่อเสียงเลวร้ายเสียจน แม้แต่การที่ผมล้มหมดสติเองเธอก็ยังคิดว่าผมอาจกำลังแกล้งทำเพื่อหาเหตุผลลงโทษเธอทั้งๆที่ไอเ้าหนูนี้อายุแค่สิบสองเท่านั้นตอนนั้นผมยังไม่รู้จักเธอด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้
“ท่านเรนคะ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลัง ผมไม่ได้หันกลับไป
“อะไร?”
“ถ้าท่านจะออกแอบไปอีก อย่างน้อยช่วยเปลี่ยนเสื้อก่อนเถอะค่ะ”
ผมก้มมองเสื้อของตัวเองมีรอยขาดอยู่ตรงแขนเสื้อเืสีดำของสัตว์ประหลาดเปื้อนอยู่บริเวณชายเสื้อ
“...อันนี้ยังใช้ได้อยู่”
“ไม่ได้ค่ะ”
“แต่ชั้นคิดว่า”
“ไม่ได้ค่ะ”
“...”
ผมหันกลับไปมองเธอ เด็กสาวคนนั้นโตขึ้นมากแล้วจากเด็กสาวตัวเล็ก ที่เคยยืนตัวสั่นอยู่ในสวน ตอนนี้เธอกลายเป็หญิงสาววัยสิบเก้าปีเต็ม ผมสีดำยาวถูกรวบเอาไว้อย่างเรียบร้อย ดวงตาสีฟ้าสงบนิ่ง ใบหน้าดูอ่อนโยน แต่แววตากลับมีความเด็ดขาดมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน
ชุดเมดสีดำขาวยังคงเรียบร้อยไร้ที่ติและที่สำคัญคือ…. เธอไม่กลัวผมอีกแล้ว
“ลิเลีย”
“คะ?”
“เธอเปลี่ยนไปนะ”
เธอกะพริบตา
“หมายถึงอะไรหรอคะ?”
“เมื่อก่อนเห็นผมทีไรตัวสั่นทุกครั้ง”
“...”
ลิเลียเงียบไปครู่หนึ่ง
“ดิฉันขอไม่พูดถึงเื่นั้นได้ไหมคะ?”
“ทำไมล่ะ?”
“เพราะมันน่าอายค่ะ”
ผมหัวเราะเบา ๆ
สี่ปีที่ผ่านมาไม่ได้เปลี่ยนแค่ผมลิเลียเองก็เปลี่ยนไปมากความสัมพันธ์ระหว่างเราก็ค่อยๆเปลี่ยนไปด้วยจากนายกับคนรับใช้กลายเป็คนที่สามารถพูดคุยกันได้อย่างเป็ธรรมชาติบางครั้งเธอเป็คนเตือนผมเื่อาหารบางครั้งเป็คนห้ามไม่ให้ผมฝึกจนเกินขีดจำกัดและบางครั้ง…
เธอก็เป็คนแรกที่รู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่แม้ว่าผมจะไม่พูดก็ตาม
“ท่านกำลังจะออกไปที่ป่าอีกแล้วใช่ไหมคะ?”
“...”
ผมเงียบสีหน้านิ่งราวกับรูปปั้นของกลางห้องโถงในบ้านผมไม่ขยับไม่พูดเพียงอยู่นิ่งๆและหันหน้าไปที่หน้าต่างแบบเนียนๆและเท่ๆ
ลิเลียถอนหายใจ
“แบบนั้นชัดเลยค่ะ”
“เธอรู้ได้ยังไง?”
“เพราะทุกครั้งที่ท่านเรนกำลังจะเลี่ยงคำถาม ท่านจะทำหน้าแบบนั้นค่ะ”
“หน้าแบบไหน?”
“หน้าที่เหมือนกำลังคิดว่าตัวเองเท่มากอยู่ค่ะ”
“...”
ผมเงียบไป โดนมองออกแล้ว
✩
คฤหาสน์เองก็เปลี่ยนไปเช่นกันเมื่อสี่ปีก่อนที่นี่เงียบจนเหมือนบ้านที่กำลังจะถูกทิ้งร้างคนรับใช้มีไม่มากโต๊ะอาหารบางครั้งมีเพียงอาหารไม่กี่อย่างเครื่องเรือนหลายชิ้นเก่าจนต้องซ่อม
แต่หลายปีที่ผ่านมา สิ่งต่างๆค่อยๆดีขึ้นไม่ใช่เพราะตระกูลของเรากลับมายิ่งใหญ่ตรงกันข้ามตระกูลของเรายังคงเป็ตระกูลขุนนางที่กำลังตกต่ำ
แต่พ่อพยายามทุกอย่างเพื่อไม่ให้มันล่มสลาย
อัลเบิร์ต อัลเดรเซีย นั่นคือชื่อของพ่อผมเขาเป็คนที่ผมใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าใจตอนที่ผมเกิดใหม่ ผมคิดว่าเขาเป็เพียงขุนนางธรรมดาคนหนึ่งแต่หลังจากอยู่ด้วยกันนานขึ้น ผมจึงได้รู้ว่า…..พ่อเป็คนที่เก่งมากๆในด้านการบริหารและเจรจาทุกเช้าเขาจะเข้าไปทำงานในห้องั้แ่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้นแถบจะไม่ออกจากห้องจนกว่าจะเที่ยงหรือเย็นเลยบางคืนกลับดึกจนผมเห็นเขายังนั่งอยู่ในห้องทำงานคนเดียว อ่านเอกสารทีละฉบับคำนวณรายรับรายจ่ายของตระกูลจัดการเื่ที่ดินเจรจากับพ่อค้าและพยายามหาทางรักษาชื่อเสียงของตระกูลเอาไว้
ส่วนแม่ของผม
เอเลน่า อัลเดรเซีย เป็คนที่แถบจะไม่มีอะไรแตกต่างจากพ่อเลยเธอเป็คนอ่อนโยนไม่เคยถามว่าผมจะแข็งแกร่งแค่ไหนไม่เคยสนใจว่าผมจะมีพลังเวทมากกว่าคนอื่นหรือไม่เธอนั้นเป็คนที่ดูแลทุกเื่ในบ้านอย่างเต็มที่เพื่อให้สภาพแวดล้อมในบ้านดีที่สุด เธอให้ความสำคัญกับทุกคนในบ้านหลังนี้ไม่ว่าจะเป็เมดหรือคนงานประจำบ้านก็ตามและเธอเป็คนที่ค่อยดูแลลิเลียอย่างดีั้แ่ก่อนแล้วไม่ว่าผมจะทำร้ายลิเลียแค่ไหนเธอก็พยายามหยุดผมทุกครั้งและปกป้องลิเลียโดยใช้เวทย์รักษาให้อยู่เสมอเพราะลิเลียไม่สามารถให้หมอประจำใช้เวทย์รักษาได้เพราะเธออาจจะโดยลงโทษจากผมได้ในตอนนั้น
แต่หลังจากผมเปลี่ยนไปเธอก็ดูเหมือนจะรักผมมากขึ้นไปอีกคุณแม่เธอสนใจเพียงว่า วันนี้ผมกินข้าวหรือยังนอนพอหรือเปล่ามีาแตรงไหนหรือไม่และทำไมผมถึงชอบหายออกจากบ้านตอนกลางคืนโดยเฉพาะเื่สุดท้าย
แม่ยังไม่เคยได้รับคำตอบที่น่าพอใจจากผมเลยแต่เธอก็ยิ้มแย้มให้ผมเสมอแม้ผมจะเป็คนที่แย่แค่ไหนก็ตาม
“ลูกจะออกไปอีกแล้วเหรอ?”
เสียงของแม่ดังขึ้นในเย็นวันหนึ่งผมหันกลับไปแม่ยืนอยู่ตรงทางเดินเธอมีรอยยิ้มเล็กอยู่บนใบหน้าๆ
“ไปเดินเล่นครับ”
“เดินเล่นในป่าชั้นใน?”
“...”
“เมื่อคืนแม่ได้ยินว่ามีร่างมอนสเตอร์ระดับสูงถูกพบในป่านั้น”
“บังเอิญจังผมยังไม่เคยเห็นเลย…นะครับ”
“แน่ใจนะจ๋ะ? ลูกไม่ได้เกี่ยวข้องใช่ไหม?”
ผมมองแม่แม่มองผมพร้อมเอียงคอเหมือนกำลังสงสัยแต่ก็ยังไม่ทิ้งรอยยิ้มบนใบหน้านั้นเงียบกันอยู่หลายวินาที
“ไม่เกี่ยวครับ”
แม่ถอนหายใจ
“อย่างน้อยก็กลับมาก่อนอาหารเช้านะ”
“ครับ”
เธอเดินเข้ามาจัดปกเสื้อให้ผมมือของเธอหยุดอยู่ครู่หนึ่ง
“ลูกโตขึ้นมากเลยนะ”
ผมไม่ได้ตอบเพียงยืนนิ่งให้แม่จัดเสื้อให้ สี่ปีที่ผ่านมาผมมีครอบครัวจริงๆไม่ใช่เพราะสายเืแต่เพราะเวลาที่เราใช้ร่วมกันและความรักของครอบครัว
และนอกจากคนในครอบครัวแล้วความสัมพันธ์ของผมกับคนรับใช้ในบ้านเองก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตอนแรกพวกเขาทุกคนกลัวผมบางคนไม่กล้าสบตาบางคนเดินผ่านผมแล้วก้มหน้าทันที
เพราะความทรงจำของ “คุณชายคนก่อน” ยังคงอยู่
แต่เมื่อเวลาผ่านไป
พวกเขาเริ่มเห็นว่าผมไม่ได้ทำร้ายใครแล้วไม่เคยใช้กำลังกับคนรับใช้บางครั้งผมยังช่วยยกของด้วยตัวเองด้วยซ้ำเอาจริงๆก็แค่อยากออกกำลังกายเท่านั้นล่ะ
จนกระทั่งวันหนึ่ง คนสวนแก่ที่ชื่อมาร์คัสกล้าพูดกับผมตรง ๆ เป็ครั้งแรก เขาเป็คุณพ่อของลิเลียจะว่าพ่อลูกก็ดูไม่ค่อยเหมือนเท่าไรแต่การพูดแบบนั้นคงเสียมารยาทเกินไป
“ท่านเรนครับ”
“มีอะไร?”
เขาเดินเข้ามาคุยกับผมขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ที่ประจำกำลังยุ่งกับตำราเวทย์ที่ขโมยเอ้ยยืมมาจากพวกโจรที่ชอบดักปล้นคาราวาน เขาถือบันไดที่ดูเก่งราวกับมันกำลังจะพัง
“ต้นไม้ตรงนั้นต้องตัดกิ่งครับ”
“กิ่งไหน”
ผมมองขึ้นไปบนยอดนั้นก่อนที่เขาจะชี้บอกว่าตรงไหน
“กิ่งนั้นแล้วก็ตรงนั้นครับมันอาจจะตกลงมาก็ได้ถ้าไม่ตัดและมันก็จะบังแสงแดดทำให้สวนได้แดดไม่เต็มที่ด้วยครับ แต่กิ่งอยู่สูงเกินไปครับ”
สูงประมาณห้าเมตร
“แค่นั้นใช่ไหม”
“...ครับ?”
ผมะโขึ้นไปบนต้นไม้นั้นราวกับเป็เื่ง่ายๆแรงะโนั้นทำให้ผมไปถึงกิ่งที่้าได้ไม่ยากด้วยความเร็วระดับที่หน้าใเลย ผมคว้ามีดเล็กๆที่อยู่ในกระเป๋าด้านหน้าจากนั้นฟันตามตำแหน่งที่มาร์คัสบอกไว้อย่างแม่นยำแล้วลงมายืนบนพื้นพร้อมกับกิ่งไม้ที่ล้มลงพื้นก่อนที่จะเก็บมีดเข้าด้ามแล้วใส่ลงกระเป๋า
มาร์คัสยืนอ้าปากค้างผมมองเขา
“เอาไปทิ้งให้ด้วย”
“...ครับ”
“ท่านเปลี่ยนไปอย่างที่ลูกสาวผมบอกจริงๆนะครับท่านเรน”
“….”
“ลูกสาวของผมชอบท่านมากเลยนะครับ”
“ชั้นเองก็ไม่ได้เกลียดเธอหรอก”
“ท่านสนใจที่จะรับ..”
ก่อนที่มาคัสจะได้พูดอะไรต่อเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังพวกเรา
“พ่อ!”
ลิเลียเดินมาเหมือนใบหน้าที่ราวกับกำลังโกรธแก้มป้องๆของเธอและการลงนํ้าหนักเท้าเวลาเดินนั้นชัดเจนว่าเธอกำลังโกรธอยู่แต่ไม่ใช่ผม บรรยายกาศแบบนี้ถ้าผมอยู่ต่อคงจะรบกวนเวลาของพ่อลูก
“ชั้นไปก่อนนะที่เหลือก็จัดการเอาเอง”
ผมคว้าหนังสือเวทย์ก่อนเดินออกจากเหตุการณ์นั้นออกมา หลังจากวันนั้น คนรับใช้ในบ้านก็เริ่มเลิกกลัวผมทีละน้อยจนตอนนี้หากถามว่าคนในคฤหาสน์คิดอย่างไรกับผมคำตอบคงเป็
“คุณชายของพวกเขาเปลี่ยนไปแล้ว”
แต่พวกเขายังไม่รู้ว่าผมเปลี่ยนไปมากกว่าที่พวกเขาคิดแต่แบบนี้ล่ะคือสิ่งที่ผมอยากัับทที่ทุกคนคิดว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปเป็ความรู้สึกที่ดีไม่ใช่เล่นเลยนิพอจะเข้าใจอารมณ์ของพวกที่เจอบทแบบนี้แล้วสิ
ตอนนี้ผมอายุสิบหกปีและถ้าจะให้พูดถึงระดับความแข็งแกร่งของตัวเองอย่างตรงไปตรงมาผมไม่รู้ว่าควรเรียกมันว่าอะไรเพราะมาตรฐานของผมกับคนทั่วไปดูเหมือนจะไม่เหมือนกันอีกต่อไปแล้วผมสามารถวิ่งผ่านป่าหลายสิบกิโลเมตรโดยไม่หยุดพัก
สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ในความมืดสามารถควบคุมพลังเวทได้ละเอียดถึงระดับที่เมื่อก่อนผมไม่คิดว่าจะเป็ไปได้และสัตว์ประหลาดที่นักผจญภัยต้องรวมกลุ่มกันเพื่อรับมือสำหรับผมมันกลายเป็เพียง คู่ซ้อม ดังนั้นบางครั้งในตอนกลางคืนผมจึงแอบออกจากบ้านไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครเห็น ปีนขึ้นไปบนยอดหน้าผาปล่อยให้สายลมพัดเสื้อคลุมแล้วพูดประโยคที่เคยคิดเอาไว้ั้แ่โลกก่อน
“ค่ำคืนนี้ล่ะ...”
ผมเงยหน้ามองดวงจันทร์
“โลกจะได้จดจำ...”
ผมหยุด คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เดี๋ยวนะ”
ผมขมวดคิ้ว
“ประโยคนี้ยังไม่ดี ใช่ไม่ได้”
ผมเงียบไป จากนั้นจึงเริ่มคิดใหม่อย่างจริงจังเพราะในที่สุดผมก็ไม่ได้มีเพียงพลังที่แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นผมมีเวลาหลายปีในการฝึกความเบียวของตัวเองด้วยและผมตั้งใจจะใช้มันให้คุ้มที่สุด
จะว่าไปแล้วมันก็ขาดไปอีกอย่างพวกระดับเทพๆก็ต้องปรากฏมาพร้อมกับเสียงเพลงนิปัญหานี้จะแก้ยังไงดีนะ
คงต้องลองไปปรึกษาใครสักคนแล้วล่ะ
จนกระทั่งวันหนึ่งในที่สุด
จดหมายจากสถาบันเวทมนตร์ก็มาถึงคฤหาสน์
พ่อของผมกำจดหมายฉบับนั้นเอาไว้แน่นเขาพยายามส่งใบสมัครไปทุกครั้งที่สถาบันเปิดรับครั้งแล้วครั้งเล่าแม้จะถูกปฏิเสธแม้จะไม่มีคำตอบเขาก็ยังส่งไปเพราะเขาเชื่อว่าอย่างน้อยสักวันหนึ่งลูกชายของเขาจะต้องมีโอกาสได้ออกไปเห็นโลกภายนอก
ผมมองจดหมายในมือพ่อก่อนที่เขาจะเงยหน้าขึ้นมา
“ลูก”
“ครับ?”
พ่อสูดหายใจเข้าแล้วพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่ผมไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
“คราวนี้... เขาตอบรับแล้ว”
“...จริงเหรอครับ?”
“จริง”
หัวใจผมเต้นแรงขึ้นทันทีไม่ใช่เพราะกลัวไม่ใช่เพราะกังวลแต่เพราะ
ในที่สุด เวทีที่ผมรอมาตลอดสิบหกปีก็กำลังเปิดม่านขึ้นแล้วผมก้มหน้าลงเล็กน้อยพยายามกลั้นรอยยิ้มแต่ในใจกลับมีเพียงความคิดเดียว
โรงเรียนเวทมนตร์ เหล่าขุนนาง นักเรียนอัจฉริยะ การประลอง และ สาวงาม!? สถานที่ที่ผมสามารถเล่นบทบาทของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ผมเงยหน้าขึ้น
“พ่อครับ”
“หืม?”
ผมยิ้ม พ่อมองผมด้วยสีหน้าประหลาดใจส่วนผมกำลังคิดอยู่ในใจว่าในที่สุดก็ไม่ต้องแอบเล่นคนเดียวในป่าแล้วคราวนี้มีคนดูให้โชว์แล้ว!อาจเป็สิ่งที่ทำให้ผมตื่นเต้นที่สุดั้แ่เกิดใหม่ลองมาจากเวทย์มนต์ก็ได้นะ!?
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผมว่าจะทำตอนSP่สี่ปีที่ข้ามด้วยแต่ขอไม่ใช่เร็วๆนี้นะว่าตัวเอกเจออะไรไปทำอะไรบ้างใน่เวลานั้น ตอนนี้ผมอย่างให้เื่ดำเนินไปในจุดหลักของเื่ก่อนเพื่อให้สามารถทำอะไรได้มากขึ้น ยังไงก็ช่วยกดติดตามด้วยนะถ้าชอบขอบคุณมากๆเลย