ลงให้อ่านทุกวัน เวลา 18:00 น. เป็ต้นไป [ส่วน eBook มาวันที่ 23/05/68 ราคาเบา ๆ เพียง 89฿ เก็บเงินรอได้เลยนะคะ]
—————— ༻・ॐ・༺ ——————
บทที่ 6
กลิ่นชาอ่อนลอยกรุ่นปะปนกับเสียงพูดคุยคึกคักในโรงน้ำชาไม้หลังใหญ่กลางตลาด
ผู้คนแต่งกายหลากหลาย พ่อค้า ชาวบ้าน และคนผ่านทางต่างจองที่นั่งเต็มทุกโต๊ะ ก่อเป็ภาพชีวิตชีวาในเช้าวันหนึ่งที่ควรจะธรรมดา
หากวันนี้...กลับไม่ใช่วันธรรมดา
"ว่าอย่างไรเล่า! ท่านรู้หรือไม่ ว่าแม่นางคนนั้นที่ช่วยหมู่บ้านเราคือใคร?" ชายชราผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้นจากชาถ้วยร้อน ดวงตาสว่างวาบด้วยความตื่นเต้น
"นางไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน ข้าได้ยินมาว่า...เป็ภรรยาของอ๋องมารเชียวนะ!" เสียงกระซิบกระซาบดังระงมไล่ั้แ่โต๊ะหนึ่งไปอีกโต๊ะหนึ่งอย่างรวดเร็ว
"ภรรยาอ๋องมารจริงหรือ? มิใช่แค่ขี้ปากลือกันหรอกหรือ?" ชายหนุ่มร่างล่ำอีกคนโพล่งขึ้นพลางหัวเราะ
"แต่ข้าว่าไม่ผิดแน่" ผู้เฒ่าอีกคนยืนยันน้ำเสียงจริงจัง "เห็นหรือไม่ว่าเหล่ายามมารต่างวางกำลังคุ้มกันราวกับปกป้องสมบัติประจำเมือง!"
ถ้อยคำนั้นเรียกเสียงฮือฮาเป็ระลอก ทุกโต๊ะหันมาสนใจเื่เดียวกันทันที ราวกับลืมแม้กระทั่งถ้วยชาที่อยู่ตรงหน้า
กลางความวุ่นวาย เสี่ยวลู่สาวใช้คนสนิทของชิงเยว่เบียดตัวผ่านผู้คนแน่นขนัด ใบหน้าเล็กแดงเรื่อด้วยเหงื่อ แต่แววตาตื่นตระหนก
นางได้ยินชัดเจน
ไม่เพียงข่าวลือเชิดชูนายหญิง หากยังมีอีกกระแสหนึ่ง...กระแสที่อันตราย
"...หึ ฟูมฟายเสียจริง คอยดูเถิด คืนนี้นางจะได้รู้ซึ้งว่าใครกันแน่ที่เป็เ้านายตัวจริงของเมืองนี้"
เสียงต่ำกระซิบจากมุมลับหลังเสาโรงน้ำชา เ้าของเสียงเป็ชายร่างสูงแต่งกายคล้ายยาม แต่ในสายตาเสี่ยวลู่ เห็นได้ชัดว่าแท้จริงคือคนของหลี่เฉิงหู่
หัวใจดวงน้อยของนางบีบรัดแน่นในอก
ไม่รอช้า เสี่ยวลู่ยกชายกระโปรงแล้วหันกายกลับทันที เบียดฝูงชนมุ่งหน้ากลับที่พักนายหญิงด้วยความร้อนรนทุกย่างก้าว
ทว่าขณะเดียวกัน บนชั้นสองของโรงน้ำชา ชิงเยว่กลับนั่งสงบอยู่ริมหน้าต่าง บรรจงจิบชาด้วยท่วงท่าเรียบร้อยราวหญิงสาวสามัญ
แววตาเย็นนิ่งทอดมองลงไปยังผู้คนเบื้องล่าง ราวกับกำลังครุ่นคิดคำนวณบางสิ่งอย่างละเอียดถี่ถ้วน
นางได้ยินเสียงลือเ่าั้ทุกถ้อยคำ
และนางก็ััได้ถึงไอพิรุธในอากาศที่กำลังคืบคลาน
"บ่าวกลับมาแล้วเ้าค่ะ!" เสี่ยวลู่กระหืดกระหอบผลักบานประตูเปิด
ชิงเยว่เพียงปรายตามอง นางไม่แสดงท่าทีตื่นใแม้แต่น้อย
"ข่าวที่เ้าว่ามา ข้าได้ยินหมดแล้ว" นางกล่าวเสียงเบาราวน้ำไหล
เสี่ยวลู่หน้าซีดเผือด นึกไม่ถึงว่านายหญิงจะล่วงรู้เร็วยิ่งกว่าตนเสียอีก
หญิงสาววางถ้วยชาลงกับจานรองเบา ๆ เสียงกระทบกันแ่ดังเป็จังหวะในห้วงเวลาที่ดูเหมือนหยุดนิ่ง
"เตรียมตัวเถิด" ชิงเยว่ลุกขึ้น ดวงตาคู่งามฉายประกายเยียบเย็นแฝงรอยยิ้มบางเบาอย่างรู้ทัน
"ข้าจะออกตลาดต่อ...ปลาติดเบ็ดแล้ว จะถอยได้อย่างไร"
เสี่ยวลู่เบิกตากว้างด้วยความใ แต่ยังคงก้มศีรษะรับคำด้วยความเชื่อมั่นในตัวนายหญิงเช่นเดิม
เมื่อก้าวพ้นโรงน้ำชา ชิงเยว่เดินอย่างสงบผ่านตรอกซอกซอยคึกคักที่เต็มไปด้วยร้านค้าตั้งแผงขายผ้า ขายยา ขายขนมหลากชนิด
ทว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปในตลาด ความหนาแน่นของผู้คนกลับเบาบางลงผิดสังเกต
ชิงเยว่ชะลอฝีเท้าเล็กน้อย สายตาดั่งสายน้ำสงบทอดมองซ้ายขวาโดยไม่ให้ผิดสังเกต
ใต้ขอบผ้าคลุมหน้า นางขยับมุมปากเล็กน้อย
'มาแล้วสินะ...'
ไอสังหารเจือเบาจาง ๆ ปะปนมากับกลิ่นถ่านและกลิ่นเหงื่อของตลาดในยามสาย
ไม่ไกลนัก เงาร่างสูงในชุดธรรมดากำลังตามมาอย่างระมัดระวัง อำพรางตัวแนบกับผนังกำแพงร้านค้า
คนทั่วไปอาจมองไม่ออก ทว่าสำหรับชิงเยว่ที่ฝึกฝนมานับร้อยปีในฐานะเทพแห่งอดีต ไอไม่น่าไว้วางใจเช่นนี้โดดเด่นเกินกว่าจะหลบสายตานางได้
นางแสร้งเดินต่อไป ทว่าสายตาคมลอบจดจำรายละเอียดทุกการเคลื่อนไหวไว้ในใจ
กระทั่ง
ก้าวหนึ่ง...
ก้าวสอง...
เมื่อเงานั้นขยับกระชั้นเข้ามาใกล้จนััได้ถึงแรงลมหายใจ
ชิงเยว่พลิกกายช้า ๆ ราวกับหญิงสาวธรรมดาที่กำลังเล็งเห็นร้านค้าข้างทางน่าสนใจ ทว่าหางตานางกลับชำเลืองมองเงานั้นชัดเจนในพริบตาเดียว
เป็ชายหนุ่มหน้าตาท่าทางสันทัด คลุมหน้าด้วยผ้าดำครึ่งใบหน้า ดวงตาเรียบเฉยไร้อารมณ์
...เฟิงอวี้
หางตาชิงเยว่กระตุกเล็กน้อย ก่อนที่นางจะคลี่รอยยิ้มบางเฉียบแทนคำทักทาย
'เฝ้าดูข้าอย่างนั้นหรือ?'
ฟ้าเริ่มกลืนแดดเข้ากลืนฝุ่น กลิ่นธูปจางจากศาลเ้าข้างทางลอยฟุ้งตลบในอากาศชื้น ความเงียบผิดปกติคลืบคลานเมื่อชิงเยว่ก้าวเข้าสู่ตรอกคับแคบด้านหลังตลาด ท้องถนนขรุขระด้วยโคลนแห้งเกาะแน่น
นางรู้ดีว่ากับดักได้ขึงรอแล้ว
เกี้ยวไม้ขนาดเล็กที่ชิงเยว่นั่งอยู่โยกเบา ๆ ไปตามแรงฝีเท้าคนหาม ท่ามกลางเงามืดที่เริ่มบดบังเส้นทาง ทันใดนั้นเอง!
เสียงกระทืบเท้าหนักดังสนั่น แว่วเสียงะโพร้อมเสียงฝีเท้าหลายคู่ถาโถมเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"จับนางไว้!!!"
ชิงเยว่เงยหน้าขึ้นทันเวลา เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์ร่างใหญ่สวมหน้ากากปิดครึ่งใบหน้า วิ่งทะยานออกจากมุมมืด ตรงมายังเกี้ยวที่นางนั่งอยู่
ก่อนบ่าวหามเกี้ยวจะทันตั้งตัว ร่างหนึ่งก็พุ่งตะครุบเกี้ยวจนโครงไม้ง่อนแง่น คนหามล้มกลิ้งระเนระนาด
ชิงเยว่ะโออกจากเกี้ยวด้วยความคล่องแคล่ว ฝ่าเท้าแตะพื้นดินอย่างเบาราวแมวป่า ทว่าในจังหวะเดียวกันเสียงหวีดร้องก็ดังขึ้นด้านหลัง
"กรี๊ด!!! ช่วยด้วยเ้าค่ะ!!"
เสี่ยวลู่ ถูกชายฉกรรจ์สองคนกระชากแขนลากออกไปกลางตรอก ร่างเล็กของนางดิ้นสุดแรงแต่ไม่อาจสู้แรงพวกมันได้
ใบมีดสั้นแวววาวเล่มหนึ่งถูกยกขึ้นจ่อปากเสี่ยวลู่ ริมฝีปากชายคนนั้นยกยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ส่งตัวเองมา! มิฉะนั้น ข้าจะตัดลิ้นบ่าวตัวน้อยของเ้าทิ้งเสีย!"
ชิงเยว่ขมวดคิ้ว ดวงตาเย็นเยียบจนเหมือนแช่แข็งอากาศรอบกาย
'ไม่ทันตั้งตัว...' นางกัดฟันในใจ
ในวินาทีที่สถานการณ์คับขัน ร่างหนึ่งในชุดดำลอยลงจากชายคาเบื้องบนเสียงเงียบงัน ดาบยาวสะบัดปลายพลิ้ววับ
ฉัวะ!
เชือกที่รัดตัวเสี่ยวลู่ถูกฟันขาดสะบั้นในพริบตาเดียว ร่างเล็กไถลหลุดจากการเกาะกุมของพวกอันธพาล ล้มลงกับพื้นด้วยใบหน้าซีดเผือด
"เฟิงอวี้..." เสียงชิงเยว่กระซิบแ่ในลำคอ
สายลมเย็นวูบผ่าน เฟิงอวี้สาวเท้าเข้ายืนเคียงข้างชิงเยว่โดยไร้สุ้มเสียง
ชายหนุ่มเพียงพยักหน้าให้นางเล็กน้อย ก่อนถอนดาบออกจากฝักเต็มความยาว
"ข้ารับคำสั่งมา" เขากล่าวเบา ๆ ดวงตาคมเรียบเฉยเย็นเฉียบ
สองร่างหนึ่งหญิงหนึ่งชายเคียงบ่าเคียงไหล่กลางซอยแคบที่คละคลุ้งกลิ่นธูปและฝุ่นดิน ราวกับศิลาลอยท่ามกลางพายุทราย
ชิงเยว่กระชับถุงยาที่พกติดตัวมาตลอด แล้วควักเข็มเงินเรียวยาวออกมาสิบกว่าเล่ม ฝ่ามือเรียวพลิกสลับอย่างชำนาญ
ไม่ใช่เข็มรักษา แต่เป็เข็มสังหาร
เสียงแหวกอากาศดังฟิ่ว เข็มเงินถูกเหวี่ยงด้วยท่วงท่าจู่โจมลับเฉพาะตัว ผสานพลังปราณที่คมกริบตรงเข้าเส้นชีพจรพวกอันธพาล
พริบตาเดียว ร่างใหญ่ทั้งสองทรุดฮวบลงไปกองเหมือนต้นไม้หักโค่น
เหลืออีกสามคนที่ะโสั่งลุยกรูกันเข้ามาพร้อมดาบในมือ แต่ยังไม่ทันเข้าถึงตัว
"เหวี่ยงให้เร็ว" เฟิงอวี้กล่าวเพียงสั้น ๆ ก่อนที่ดาบยาวในมือเขาจะสะบัดเป็วิถีโค้งกวาดกลางอากาศ
เสียงโลหะกระทบดังกริ๊ก แขนขวาชายที่พุ่งเข้าใกล้สุดหลุดกระเด็นพร้อมเสียงกรีดร้องโหยหวน
ชิงเยว่ไม่เสียจังหวะ แยกเข็มชุดใหม่ปักเข้าจุดลมปราณที่มือของอีกคน ทำให้ดาบร่วงหล่นพื้นด้วยเสียงกระทบเย็นเยียบ
ฝ่ายสุดท้ายตะเกียกตะกายหนี ทว่า
"หยุด" เฟิงอวี้คำรามเสียงต่ำ แรงปราณจากฝ่ามือแผ่ซัดตามหลัง
ตูม!
เงาอันธพาลกระเด็นไปชนกำแพงซอยดังโครม จนก้อนอิฐเก่าหลุดร่วงลงมาเป็สายฝุ่น
เสี่ยวลู่คลานเข่าเข้ามาเกาะชายเสื้อชิงเยว่ น้ำตาคลอเบ้าแต่ยังอดทนไม่ร้องไห้
ชิงเยว่เพียงลูบศีรษะนางเบา ๆ จากนั้นเหลียวหน้ากลับไปมองกลุ่มคนรอดชีวิตในกองฝุ่น
"ใครส่งพวกเ้ามา?"
พวกมันไม่ตอบ เพียงแต่ส่ายหัวเหมือนนกเจอเหยี่ยวร้าย
ชิงเยว่กำลังจะก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ทว่า...
ชายที่ถูกอัดแนบกำแพงยามก่อนหน้านั้น เปรยขึ้นด้วยเสียงแหบพร่า
"...สายลับ...ลั่วเฉิน..."
คำตอบสั้น ๆ นั้นดุจระฆังสายฟ้าเปรี้ยงลงกลางตรอกเงียบงัน
เฟิงอวี้เหลือบมองชิงเยว่ทันที แววตาสบกันข้ามฝุ่นธูปจางที่ลอยวน
ค่ำคืนคืบคลานด้วยม่านหมอกจาง ท้องฟ้าไร้ดาวและไร้เสียงนกยามค่ำ มีเพียงเสียงลมกรูเบา ๆ ลอดชายระเบียงยาวแห่งจวนมาร
ชิงเยว่สาวเท้าเข้ามาช้า ๆ ชุดผ้าแพรสีอ่อนที่สวมใส่มีรอยฝุ่นเล็กน้อยจากการต่อสู้ที่ผ่านมา เส้นผมหลุดลุ่ยเล็กน้อยตามแรงลม แต่ดวงตากลับยังแจ่มกระจ่างดุจอ่อนแสงจันทร์
...และในทันทีที่สายตากวาดมาถึงเสากลางระเบียง นางก็ชะงักกึก
ภายใต้เงามืดเรือนจันทร์ ร่างสูงในชุดดำพิงเสาต้นใหญ่เงียบ ๆ ข้างตัวเขาเงียบงันจนแทบไม่ต่างจากเงาไม้ เฮยหลงยืนนิ่ง เพียงทอดสายตามืดมนจับจ้องมายังนางั้แ่ก้าวแรกที่ก้าวเข้าสู่ลาน
ลมหายใจชิงเยว่ติดขัดชั่วครู่
"เ้ากลับช้า" เสียงต่ำหนักเอื้อนเอ่ย...ไม่ใช่คำตำหนิ ไม่ใช่คำซักไซ้ มีเพียงความเรียบเย็นที่ปิดบังไม่มิดซึ่งความร้อนระอุบางอย่างใต้คลื่นน้ำแข็ง
ชิงเยว่ยืดตัวตรง พยายามวางท่าทีสงบนิ่งเหมือนเช่นเคย นางก้มศีรษะให้เบา ๆ แล้วกำลังจะก้าวผ่าน ทว่าคำถามสั้น ๆ ก็ตามติดมาทันที
"เจ็บตรงไหนหรือปล่า"
เสียงเขาต่ำแ่เหมือนลมกรรโชก่ปลายฤดู แต่กลับแทรกซึมเข้ากลางใจอย่างไม่รู้ตัว
ชิงเยว่เม้มริมฝีปากแน่น นางเก็บแขนซ้ายซ่อนหลังสาบเสื้อเล็กน้อย รอยเชือกบาดข้อมือยังสดใหม่ เจ็บจนแสบร้อน แต่สีหน้าไม่เผยพิรุธแม้แต่น้อย
"ไม่เป็ไรพ่ะย่ะค่ะ" นางเอ่ยเสียงเรียบ ก้มศีรษะไม่สบตา
แต่เฮยหลงไม่ขยับ ไม่เอื้อนเอ่ย ไม่ผละสายตาแม้แต่น้อย
...จนกระทั่ง
ฝ่ามือใหญ่ยื่นมาตรง ๆ จับข้อมือบางของนางอย่างเด็ดขาดก่อนนางจะทันหดหนี
ชิงเยว่สะดุ้ง เงยหน้าขึ้นสบตาเขาทันควัน
แววตาของเฮยหลงเรียบนิ่ง หากแฝงประกายลึกเร้น ราวคลื่นใต้น้ำกว้างไกลที่เก็บงำพายุเอาไว้ เงาทาบบนใบหน้าคมสันขับให้เสี้ยวหน้านั้นดูทั้งอันตรายและอ่อนโยนจนยากจะบรรยาย
เขาก้มลงมองข้อมือในมือ...ผ้าผืนบางที่พันไว้เปื้อนสีเืจาง ๆ ซึมออกเป็ดวงชัดเจน
บรรยากาศรอบกายเหมือนหยุดนิ่งลงครู่หนึ่ง
เฮยหลงยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น เสียงหายใจหนักช้าแ่เบา ทว่าเต็มไปด้วยแรงอารมณ์อันมืดมัวที่รั้งเอาไว้ด้วยพละกำลังทั้งหมด
แล้วเสียงทุ้มต่ำก็เอ่ยขึ้น...ช้า หนักแน่น ราวกับสาบานกลางเงาเดือนมืด
"อย่าปล่อยตัวเองาเ็ง่าย ๆ เช่นนั้น"
ถ้อยคำง่าย ๆ แต่กลับะเืใจจนชิงเยว่แทบลืมหายใจ
นางเบิกตากว้างเล็กน้อย ทว่าไม่อาจเอ่ยวาจาโต้ตอบใด ๆ ได้ทัน น้ำเสียงนั้นไม่ใช่การสั่ง ไม่ใช่การตำหนิ ไม่ใช่การคาดโทษ
แต่เป็การ...ขอร้อง
มือใหญ่ที่จับข้อมือนางไว้ก็ไม่ได้กุมแน่นเกินไป หากััอ่อนลงอย่างระมัดระวัง ราวกลัวทำให้นางเจ็บมากไปกว่านี้อีก
ชิงเยว่ััได้ถึงไออุ่นจากผิวมือเขา ผ่านผ้าพันแผลที่เปื้อนเื ผ่านเนื้อเย็นชืดของกลางคืน
นางกะพริบตาอย่างเชื่องช้า ลมหายใจสะดุดอยู่กลางอก
แผ่นหลังตรงค่อย ๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย โดยไม่รู้ตัว
...เพราะสายตาที่อ่อนโยนนั้น
...เพราะมือที่ไม่ปล่อย
...เพราะเสียงที่เหมือนกรีดลงกลางเกราะบาง ๆ ที่ห่อหุ้มใจตนเอาไว้มานานนัก
คืนเงียบลงอีกครั้ง ทว่าเงียบในแบบที่มิใช่เวิ้งว้างเดียวดายอีกต่อไป
มีเพียงไออุ่นเบา ๆ คลี่ขยายระหว่างรอยแผลและหัวใจที่เริ่มสั่นคลอน