บทที่ 21 การเริ่มต้นใหม่ (2)
แต่เมื่อกลับไปถึงหอพัก นาซอนอูที่อาบน้ำจากห้องน้ำของโรงยิมมาเรียบร้อยแล้วก็ต้องมีใบหน้าบิดเบี้ยวเมื่อค้นพบสิ่งที่ไม่คาดคิด
เพราะในระหว่างที่พวกเราไปออกกำลังกายกันนั้น รยูคยองฮวาก็ได้นำถุงขนมขบเคี้ยวที่ถูกซ่อนอยู่ทั่วหอพักไปทิ้งหมดแล้ว
ทำได้ดีมาก!
"ขนมของผมไปไหนหมดแล้วเนี่ย?"
นาซอนอูสังเกตเห็นความผิดปกติั้แ่ก้าวแรกที่เข้าสู่หอพัก เขาร่ำร้องออกมา แต่ไม่มีใครตอบเขาเลย
"ฉันจะไปรู้ได้ยังไง เตรียมตัวกินอาหารค่ำซะ จะได้รีบเข้านอน"
หลังจากนั้นผมก็นำผักกาดขาวมาพรมด้วยน้ำมันมะกอกและเครื่องเทศ ก่อนจะนำไปย่างไฟ แล้วผมก็ยังได้นำเต้าหู้อ่อนไปย่างด้วยเช่นกัน นี่เป็เมนูที่คนสมัยนี้ชอบรับประทานเพื่อควบคุมน้ำหนัก
"ของพวกนี้มีแคลอรีต่ำ นายจะกินเท่าไหร่ก็ได้"
ผมวางสลัดผักย่างลงบนโต๊ะเดียวกับอาหารกลางวัน เพียงแต่ครั้งนี้ไม่มีเส้นพาสต้าและไม่ได้ตกแต่งจาน นาซอนอูหยิบช้อนขึ้นมาขณะน้ำตาคลอเต็มสองเบ้า
"ไม่มีเนื้อสัตว์เลยอะครับ..."
"แล้วเนื้ออกไก่ไม่ใช่เนื้อสัตว์หรือไง?"
โอเยจุนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ นาซอนอูก็ใช้ส้อมจิ้มเนื้ออกไก่ขึ้นมายัดใส่ปาก
ผมประหลาดใจจริง ๆ ที่เห็นเขายอมกินโดยไม่ลังเล พิจารณาดูจากลักษณะนิสัยของเขาแล้ว โอเยจุนคงเป็พวกที่กล้าได้กล้าเสียเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
แต่ไม่ว่าวันนี้จะเกิดเื่ราวอะไรขึ้นก็ตาม สุดท้ายคนเราก็ต้องเริ่มและจบวันด้วยการรับประทานอาหาร
"ให้ตายเถอะ อร่อยมาก รีบกินเร็วเข้า!"
แน่นอนว่าในเวลาเดียวกันนี้ ซนซองวอนซึ่งเป็คนที่มีนิสัยคล้ายคลึงกับโอเยจุนก็เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว
"แล้วไหนของฉันล่ะ?"
ซนซองวอนร้องขอส่วนแบ่งตาไม่กระพริบ
"ไม่รู้ ไม่เกี่ยว ไม่ต้องมานั่งข้างฉัน"
โอเยจุนประท้วงทันที แต่ซนซองวอนไม่สนใจ เขาขยับตัวนั่งลงไปบนเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ข้างโอเยจุน
"เอามาให้ฉันเร็ว ๆ"
"ของใครของมันสิ นี่ไม่ใช่ของนายสักหน่อย"
เพื่อเป็การตัดปัญหา ผมจึงได้นำสลัดที่ทำเอาไว้ล่วงหน้าไปตั้งไว้ตรงหน้าพวกเขา
"ไม่เป็ไร อย่าทะเลาะกันเลย เยจุน พวกเรามานั่งกินเงียบ ๆ กันดีกว่า"
"ผมไม่ได้เริ่มก่อนนะ!"
โอเยจุนยังคงประท้วงต่อไป
พวกเรารับประทานอาหารลดน้ำหนักด้วยกัน แต่ไม่มีใครบ่นออกมาเลย เพราะมันเป็อาหารลดน้ำหนักที่มีรสชาติอร่อย
"วันพรุ่งนี้ฉันจะลองทำเนื้อย่างไขมันต่ำและมีโปรตีนเน้น ๆ รสชาติคงไม่แย่มากเกินไป"
"พี่ครับ พรุ่งนี้พี่จะมาอีกใช่ไหม?"
"มาสิ แต่นายอย่าแอบกินอะไรอีกก็แล้วกัน"
"ผมจะไม่แอบกินอะไรอีกแล้ว..."
นาซอนอูลังเลก่อนตอบเล็กน้อย แต่ก็ยิ้มออกมาอย่างสดใสและพูดต่อไปว่า
"ดีจังเลยครับที่ได้ยินพี่อีเซบอกว่าวันพรุ่งนี้จะมาอีก วันพรุ่งนี้ก็มาทำของอร่อย ๆ ให้ผมกินอีกนะครับ"
ผมแน่ใจว่าเขาเป็คนดีและอ่อนโยน แต่ว่า...
ในสังคมที่โหดร้ายและเ็าทุกวันนี้ คนดี ๆ คงไม่มาประจบเอาใจคนอื่นแบบนี้หรอก
ผมไม่รู้ว่านี่เป็เื่ดีหรือไม่ดีกันแน่ แต่ผมก็ไม่มีทางเลือกนอกจากดูแลคนรอบตัวให้ดีที่สุด
แล้วในทันใดนั้น ทันทีที่นาซอนอูพูดจบ ซนซองวอนก็เหน็บแนมขึ้นมาทันทีว่า
"นายกินผักไปก็ไม่มีประโยชน์ ขนาดช้างกินแต่ผักมันยังไม่เห็นผอมเลย แล้วนายจะไปผอมได้ยังไงล่ะ?"
นาซอนอูกำลังเคี้ยวผักกาดย่างอยู่ในปาก เขามีสีหน้าไม่ชอบใจขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
แต่ก็ไม่มีใครพูดอะไรออกมา
เ้าเด็กพวกนี้...ยังคงทำตัวได้น่ารำคาญเหมือนเดิม แต่ว่า...
นาซอนอูคงเป็คนที่ชอบรับประทานอาหารจริง ๆ ขนาดตอนที่ทุกคนทะเลาะกันอย่างเอาเป็เอาตายเมื่อตอนกลางวัน เขาก็ยังมีอารมณ์แอบกินขนม...
เพราะไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหน นาซอนอูก็สามารถรับประทานอาหารได้เสมอ
หลังจากรับประทานเสร็จแล้ว นาซอนอูก็นำจานไปล้างเหมือนกับว่าเขา้าเคลื่อนไหวร่างกายของตนเองให้ได้มากที่สุด และในเวลาเดียวกันนี้ ผมก็เดินออกมาโทรหารองประธานอันจองฮี
ผมเล่าให้เธอฟังถึงการมาประชุมวงที่หอพักในวันนี้ และบอกด้วยว่าผมอยากจะออกอัลบั้มสุดท้าย
เมื่อได้ยินเื่ราวของผม รองประธานอันจองฮีก็พูดออกมาทันทีว่า
"งั้นลูกก็ต้องหาบ้านที่อยู่ใกล้หอพักวงสินะ จะได้เดินทางไปมาสะดวก?"
ทันทีที่ผมได้ยินคำนั้น ยอมรับเลยว่าผมรู้สึกชื่นชมไม่น้อย
สมแล้วที่เป็วิธีแก้ปัญหาแบบคนรวยที่แท้จริง
แต่ดูไม่จำเป็เลยที่ผมจะต้องแยกไปอยู่ที่อื่น
"ไม่เป็ไรหรอกครับแม่ ในหอเรายังเหลือห้องว่างอยู่อีกเยอะ ผมว่าจะย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แหละครับ"
"ลูกพูดจริงใช่ไหม? ลูกเคยบอกว่าไม่สะดวกใจที่จะต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นนี่"
"แต่นี่เป็อัลบั้มสุดท้ายของผมแล้วครับ ผมอยากทำให้เต็มที่ที่สุด เพื่อที่ผมจะได้ไม่เสียใจในภายหลัง"
"ได้สิ งั้นก็เอาที่ลูกสบายใจเถอะ แม่ดีใจที่ลูกเข้ากับเพื่อนร่วมวงได้ดี ถ้าลูก้าอะไร ก็โทรมาบอกแม่ได้ตลอดเลยนะ"
ผู้หญิงคนนี้ดูจะคิดบวกในทุก ๆ เื่ที่เกี่ยวข้องกับลูกชายของตัวเองอยู่เสมอ
หลังจากพูดคุยถึงเื่ที่ผมเข้ากับเพื่อนร่วมวงได้ดีแล้ว ผมก็ไม่มีอะไรให้คุยต่อ ดังนั้นผมกำลังจะวางสาย
"ลูกกินข้าวอิ่มใช่ไหม?"
นี่คือประโยคคำถามยอดฮิตของคนเกาหลีก่อนที่จะวางสายโทรศัพท์
แม่ของชอนอีเซก็เหมือนกัน
ทันใดนั้นผมรู้สึกแปลกประหลาด
ผมรู้สึกแปลกประหลาดกับการได้รับความดูแลจากคนเป็แม่ที่เต็มไปด้วยการสนับสนุนและความรัก...
ความรู้สึกนี้มันอะไรกัน?
ความคิดมากมายเริ่มปรากฏขึ้นในสมองของผม ตอนที่ผมเปิดประตูและกลับเข้าไปในหอพัก
ทันทีที่ผมเดินเข้าไปในห้องนั่งเล่น ผมก็เห็นว่านาซอนอูกำลังแอบเดินออกมาหาขนมกิน
"ตลอดครึ่งปีหลังจากนี้ ฉันว่าฉันมาอยู่ที่นี่ด้วยคนดีกว่า"
หอพักมีขนาดกว้างขวางมากพอที่ชายหนุ่มห้าคนจะอยู่ด้วยกัน
เพราะเดิมทีมันเป็หอพักที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับคนเจ็ดคน ซึ่งเป็จำนวนสมาชิกแรกเริ่มของวงบอยกรุ๊ปวงนี้
นาซอนอูถามพร้อมกับกะพริบตาว่า
"หา...? พี่จะย้ายมาอยู่กับพวกเราเหรอครับ?"
ถ้าผมย้ายมาอยู่กับพวกเขา มันก็มีโอกาสเสี่ยงที่ทุกคนจะสงสัยว่าเพราะเหตุใดชอนอีเซถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้ แต่ว่า...
ความรู้ทั้งหมดที่ผมมีเกี่ยวกับวงบอยกรุ๊ปก็คือพวกเขาเป็นักร้องที่ 'เต้นไปด้วยร้องเพลงไปด้วย' เท่านั้น
นอกจากนั้น ผมก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเขาอีกเลย
ผมรู้สึกว่าถ้าได้มาใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับวงบอยกรุ๊ปจริง ๆ ผมก็จะได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับพวกเขามากขึ้น
ตอนนี้ผมได้เห็นพวกเขาตอนใช้ชีวิตประจำวันแล้ว เท่านี้ก็เหลือแค่ลองได้ขึ้นเวที ผมนึกไม่ออกเหมือนกันว่าตัวเองจะทำได้หรือเปล่า?
"เอ่อ ฉันต้องกลับไปเก็บของก่อนนิดหน่อย แต่ในครึ่งปีที่เหลือต่อจากนี้ ฉันว่ามันคงดีกว่าถ้าพวกเรามาอยู่ด้วยกันเป็น้ำหนึ่งใจเดียวกัน"
เพื่อที่ผมจะได้ตีสนิทกับพวกเขา และเรียนรู้ถึงการเป็ไอดอลที่แท้จริง
"งั้นก็ดีเลยครับ! ผมในิดหน่อย แต่ว่า...พี่เคยบอกว่าไม่ชอบอยู่ร่วมกับใครนี่ครับ..."
ผมเดินเข้าไปในห้องของนาซอนอูเพียงลำพัง เตียงสองชั้นที่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเตียงของนาซอนอูมีแต่ความว่างเปล่า มันไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์อะไรเลย
"มีผ้าปูสำรองบ้างไหม?"
ผมถามขณะจ้องมองกองผ้าปูที่นอนและกองเสื้อผ้าที่ถูกทิ้งอยู่บนพื้นอย่างไม่เป็ระเบียบ
"มีครับ น่าจะกองอยู่ที่ไหนสักที่ในห้องนี้แหละ"
"ดี งั้นพรุ่งนี้ช่วยเอาไปซักให้ด้วย"
หลังจากนั้นนาซอนอูก็เดินเข้ามาค้นหาผ้าปูที่นอนจากกองเสื้อผ้าของเขาทีละชิ้น
ปรากฏว่าในกองเสื้อผ้าเ่าั้...มีเสื้อผ้ามากมายที่นาซอนอูใส่ไม่ได้อีกแล้ว
"มีของบางอย่างที่ผมไม่ได้ใช้แล้ว ผมก็เลยยกให้พวกพี่ ๆ เขาไปแล้วครับ"
คำพูดนี้ทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าเ้าหมอนี่เป็เด็กที่เพิ่งจะครบอายุ 20 ปีไปไม่นาน
ตอนนี้เขามีอายุ 21 ปี แต่ต้องเรียกคนที่มีอายุ 22 ปีว่าพี่เนี่ยนะ?
ชายหนุ่มทุกคนที่อยู่ในหอพักแห่งนี้ต่างก็เป็หนุ่มหล่อ ถ้าผมมีลูกสาวสักคน พวกเขาก็คงเป็หนุ่มในฝันของลูกสาวผมแน่ ๆ
ในขณะที่สมองของผมเริ่มคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย ผมรู้สึกได้ว่านาซอนอูกำลังจ้องมองผมเขม็งจนทำให้ผมรู้สึกอึดอัด
ไอ้หมอนี่...จะจ้องอะไรขนาดนั้น...
"ไม่เป็ไร เดี๋ยวฉันจะไปคุยกับห้องข้าง ๆ ก่อน นายไม่จำเป็ต้องไปบอกพวกเขาหรอก"
เมื่อพบกับการจ้องมองที่ชวนให้อึดอัดใจของนาซอนอู ผมก็เดินตรงไปที่เตียงของเขาทันที
ผมหวังว่าเ้าหมอนี่คงไม่ได้ทำอะไรแบบที่ผมคิด
"เหวอ ไม่นะ!"
แล้วผมก็รู้ว่าสัญชาตญาณของผมถูกต้องตอนที่ได้ยินเสียงนาซอนอูร้องออกมา