แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดกระทบกำแพงหินสีขาวอันโอ่อ่าของคฤหาสน์ไวเคานต์อัลดริช จนตัวอาคารหินอ่อนทั้งหลังดูราวกับปราสาท์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือเมืองชายแดนฮาร์เรน หลังคาหินชนวนสีดำสนิททอดยาวเป็ชั้น ๆ ประดับประดาด้วยธงทิวตรารูป สิงโตสยายปีกสีทอง ที่พลิ้วไหวตามสายลมยามเช้า มันคือสัญลักษณ์ที่ประกาศก้องถึงอำนาจและเกียรติยศอันสูงสุดของผู้ปกครองเมืองแห่งนี้
ทว่า บรรยากาศภายในโถงใหญ่ของคฤหาสน์กลับตรงกันข้ามกับความงดงามภายนอกอย่างสิ้นเชิง
"เปิดทาง! เร็วเข้า!" "เรียกหมอหลวงและนักเวทรักษามาเดี๋ยวนี้!" "คุณชายอาเดลได้รับาเ็สาหัส!"
เสียงฝีเท้าอันสับสนวุ่นวายของเหล่าทหารยามและคนรับใช้ดังระงมไปทั่วทางเดินหินอ่อน ประตูไม้โอ๊กบานมหึมาถูกผลักเปิดออกอย่างแรง ก่อนที่ร่างของอาเดล อัลดริช จะถูกพยุงเข้ามาโดยอัศวินประจำตระกูลสองนายในสภาพที่แทบไม่เหลือเค้าโครงของสุภาพบุรุษผู้สูงศักดิ์อีกต่อไป
ใบหน้าคมคายบวมช้ำจนเบี้ยวผิดรูป ดั้งจมูกหักงอ มีคราบเืแห้งกรังติดอยู่เกรอะกรัง เสื้อคลุมผ้าไหมราคาแพงขาดรุ่งริ่ง เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตมและเศษหญ้า รองเท้าหนังชั้นดีหลุดหายไปเหลือเพียงข้างเดียว ตราประจำตระกูลสิงโตทองคำที่เคยกลัดบนอก...บัดนี้บิดเบี้ยวและแตกหักจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้
"อาเดลลูกแม่!"
เสียงกรีดร้องด้วยความลนลานของ เลดี้วิกตอเรีย อัลดริซ ดังขึ้นทันที นางกระหืดกระหอบวิ่งเข้ามากอดบุตรชายด้วยใบหน้าตื่นตระหนก
"ลูกแม่...ใคร! ใครมันกล้าทำร้ายเ้าถึงขนาดนี้!"
อาเดลกัดฟันแน่นจนเสียงดังกรอด ความโกรธ ความอัปยศ และความเ็ปแล่นพล่านจนใบหน้าที่บวมเป่งบิดเบี้ยวดูน่าเกลียด "มีผู้ชายสารเลว...มันทำร้ายข้า! มันหยามเกียรติข้า...และมันยังเหยียบตราประจำตระกูลของเราจมโคลนต่อหน้าพวกชาวเมืองโสโครกทุกคนด้วย!"
ทันทีที่คำว่า 'เหยียบตราประจำตระกูล' หลุดออกมาจากปากของอาเดล บรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่พลันเย็นะเืขึ้นมาทันที เหล่าญาติผู้ใหญ่และขุนนางท้องถิ่นที่นั่งอยู่ในห้องโถงต่างมีสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็โกรธเกรี้ยว
ชายสูงวัยผู้หนึ่งกระแทกไม้เท้าหัวสลักลงกับพื้นเสียงดัง ปัง!
"บังอาจนัก! เป็แค่สามัญชนชั้นต่ำ แต่กลับกล้าหยามเกียรติยศแห่งตระกูลอัลดริชที่สืบทอดมานับร้อยปีเชียวรึ!"
หญิงสูงศักดิ์อีกคนเค่นเสียงหัวเราะอย่างเหยียดหยาม "ข้าพูดไว้ไม่มีผิด...พวกคนจนในเมืองชายแดนก็ยังเป็พวกป่าเถื่อน ต่อให้เราปล่อยให้พวกมันมีชีวิตอยู่รอดไปวันๆ พวกมันก็ไม่รู้จักบุญคุณ"
"ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาด" ชายอีกคนในชุดขุนนางพยักหน้าเห็นด้วย "พวกชาวเมืองพวกนี้ควรถูกสั่งสอนเสียบ้าง หากปล่อยให้มีเสรีภาพมากเกินไปก็เริ่มจะลืมตัวว่าตัวเองอยู่ฐานะต่ำต้อยแค่ไหน"
วิกตอเรียกอดประคองลูกชายที่สั่นเทาด้วยความแค้น พลางหันไปมองเหล่าญาติด้วยแววตาเดือดดาล
"มันไม่ใช่แค่การทำร้ายลูกชายของข้า แต่มันกำลังท้าทายอำนาจปกครองของตระกูลอัลดริช! หากเราปล่อยเื่นี้ผ่านไป วันหน้าสามัญชนทุกคนในเมืองฮาร์เรนก็จะคิดว่าพวกมันสามารถลุกขึ้นมาเหยียบหัวขุนนางอย่างพวกเราได้!"
เสียงสนับสนุนและเสียงสาปแช่งดังระงมขึ้นทั่วทั้งห้องโถง
"จับมันมาปะาชีวิต!"
"เผาร้านตีเหล็กโสโครกนั่นให้ราบไปเลย!"
"ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของมัน แล้วโยนมันเข้าคุกใต้ดิน!"
"แขวนคอพวกมันประจานที่ลานกลางเมือง!"
ทว่า...ท่ามกลางความวุ่นวายและการก่นด่าอันบ้าคลั่งนั้น ชายผู้หนึ่งกลับนั่งนิ่งไม่ไหวติงบนบัลลังก์ไม้โอ๊กแกะสลักรูปหัวสิงโตที่ตั้งตระหง่านอยู่สุดปลายห้องโถง
ไวเคานต์ เอริก อัลดริช ชายวัยห้าสิบปีผู้มีใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งประสบการณ์และความเด็ดขาด ดวงตาของเขาสงบนิ่งดุจผืนน้ำแข็งที่ไม่ไม่อาจหยั่งถึงความลึก เขาไม่พูด ไม่แสดงอารมณ์โกรธเกรี้ยวออกมาเหมือนคนอื่น ๆ เพียงแต่มองดูลูกชายของตนอย่างเงียบงัน
ยิ่งความเงียบของเขาเนิ่นนานเท่าไร บรรยากาศในห้องโถงก็ยิ่งหนักอึ้งและกดดันมากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งเสียงซุบซิบทั้งหมดค่อย ๆ เงียบลงไปเอง
เอริกเคาะนิ้วลงบนที่วางแขนช้าๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำเรียบนิ่ง
"...เ้าสามัญชนนั่น มันชื่ออะไร"
ทุกคนในห้องเงียบกริบ อาเดลรีบกลืนน้ำลายแล้วละล่ำละลักตอบทันที "ซ...โซร่าครับพ่อ! โซร่า แม็กนารอส!"
"มันทำงานอะไร?"
"ช่างตีเหล็ก...เ้าของร้าน Flame Nest ครับ ท่านพ่อ"
เมื่อได้ยินคำตอบเอริกหลับตาลงครู่หนึ่ง ภายในสมองอันชาญฉลาดของเขากำลังเชื่อมโยงข้อมูลอย่างรวดเร็วและเป็ระบบ
ช่างตีเหล็กธรรมดาๆ แต่กลับสามารถเอาชนะลูกหลานขุนนางจากเมืองหลวงสามคนพร้อมกันได้ด้วยมือเปล่า อีกทั้งยังมีพละกำลังมหาศาลขนาดหักดาบเรเปียร์เนื้อดีได้ง่าย ๆ และที่สำคัญที่สุดคือ... ชายผู้นั้นกล้าทำลายตราประจำตระกูลต่อหน้าผู้คนโดยไม่มีความเกรงกลัวต่อโทษทัณฑ์
คนประเภทนี้...หากไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาที่ไร้ทางสู้ ก็ต้องเป็คนที่มี บางสิ่งบางอย่าง หนุนหลังอยู่เื้ัอย่างแน่นอน
"มีใครสืบประวัติของมันได้บ้าง?" เอริกถามเสียงเรียบ
หัวหน้าอัศวินประจำตระกูลก้าวออกมารายงานด้วยความนอบน้อม "กระหม่อมส่งหน่วยสายสืบออกไปแล้วขอรับ พบเพียงว่าชายที่ชื่อโซร่า แม็กนารอส เป็หลานช่างตีเหล็กธรรมดาๆคนหนึ่งที่อาศัยอยู่กับลุงของเขาชื่อ บารอส แม็กนารอสที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่วันก่อนและเขาเพิ่งเปิดร้านตีเหล็กและรับจ้างงานจากชาวบ้านโดยตั้งชื่อร้านว่า Flame Nest ไม่มีประวัติการรับราชการทหาร ไม่มีชื่อในกิลด์ช่างตีเหล็กส่วนกลาง และไม่มีสายสัมพันธ์กับขุนนางคนใดในเมืองหลวง..."
คำตอบนั้นทำให้เอริกขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย ไม่มีภูมิหลังอะไรพิเศษ เป็แค่ลูกหลานช่างตีเหล็กธรรมดาคนหนึ่ง...แต่กลับมีฝีมือและรังสีอำนาจระดับนี้ มันผิดปกติเกินไป
วิกตอเรียกระแทกพัดในมือลงกับโต๊ะหินอ่อนเสียงดังฉาด "ท่านยังจะมานั่งคิดวิเคราะห์อะไรอีก เอริก! มันทำร้ายลูกของเราจนปางตายขนาดนี้! สั่งกองทัพทหารรักษาการณ์ไปลากคอไอ้สามัญชนอวดดีนั่นมาลงทัณฑ์เดี๋ยวนี้!"
"ใช่แล้วเอริก อย่าปล่อยให้มันมีชีวิตรอดพ้นคืนนี้ไปได้!" ญาติคนอื่นๆ ต่างพยัพหน้าสนับสนุนด้วยความโกรธแค้น
ทว่า เอริกเพียงแค่ยกมือขึ้นข้างเดียว...ทั้งห้องโถงก็กลับมาเงียบสนิทอีกครั้งด้วยความเกรงกลัวต่ออำนาจเฉียบขาดของเขา เอริกลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆเสื้อคลุมสีขาวปักดิ้นทองคำสะบัดเบาๆตามการเคลื่อนไหว ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นทรงพลัง
"ข้า...จะเดินทางไปพบมันด้วยตัวเอง"
อาเดลเงยหน้าขึ้นด้วยแววตาเป็ประกายด้วยความยินดี "ท่านพ่อ! ไปบดขยี้มันด้วยตัวเองเลยครับ!"
แต่ประโยคถัดมาของเอริกกลับทำให้ทุกคนในห้องถึงกับชะงักค้าง
"ข้ายังไม่ได้บอก...ว่าข้าจะไปฆ่ามันสะหน่อย"
ทั้งห้องโถงตกอยู่ในความเงียบงันปนความสับสน เอริกเดินไปที่หน้าต่างบานใหญ่ สายตาทอดยาวลงไปยังกลุ่มอาคารและบ้านเรือนของเมืองฮาร์เรนเบื้องล่างที่ทอดตัวอยู่ใต้เนินเขา
"หากคนผู้นี้เป็เพียงแค่คนโง่เขลาที่อวดดี...ข้าจะบดขยี้มันอย่างไม่มีข้อยกเว้น" น้ำเสียงของไวเคานต์เปลี่ยนเป็เย็นเยือก "แต่หากมันมีเหตุผลที่กล้าเผชิญหน้ากับตระกูลอัลดริชโดยไม่เกรงกลัว...ข้า้าจะฟังคำตอบนั้นจากปากของมันเอง"
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า ไวเคานต์เอริก อัลดริช ไม่ใช่คนใจดี เขาคือราชสีห์เ้าเล่ห์ผู้ไม่มีวันปล่อยให้ผู้ที่หยามเกียรติยศของตระกูลได้มีลมหายใจอยู่อย่างเป็สุข ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็อย่างไร การเผชิญหน้าครั้งนี้...จะต้องสั่นคลอนเมืองชายแดนแห่งนี้อย่างแน่นอน
"หัวหน้าอัศวิน!"
"ขอรับ!"
"เตรียมทหารม้าคุ้มกันสามสิบคน ม้าศึกชั้นดีสิบตัว...เราจะออกเดินทางไปยังร้าน Flame Nest ภายในหนึ่งชั่วโมง!"
"รับบัญชา!"
กัง...กัง...กัง...
เสียงระฆังใหญ่ประจำคฤหาสน์อัลดริชดังระฆังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน ส่งเสียงสะท้อนก้องกังวานไปทั่วผืนป่าสนและเนินเขาชายแดน ทหารยามในชุดเกราะเหล็กเงินเริ่มเคลื่อนกำลังพลอย่างรวดเร็วและเป็ระเบียบหน้ารั้วคฤหาสน์ ฝุ่นตลบอบอวลยามที่กีบเท้าของม้าศึกกระแทกลงบนพื้นดิน
ในขณะเดียวกัน ณ ร้าน Flame Nest ที่ตั้งอยู่ปลายถนนเมืองฮาร์เรน...
หลังจากที่โซร่าฝึกใช้มานาเพื่อรีดเค้นพลังของตัวเองกลับคืนมา เขาก็เดินทางกลับมาที่ร้านตีเหล็กเพื่อมาทำงานที่ค้างเอาไว้ตามเดิม เขายังคงนั่งนิ่งอยู่หน้าเตาหลอมที่ไร้เปลวไฟ แววตาสีแดงฉานสะท้อนความมืดมิดของมุมห้อง เขาหยิบหินลับมีดขึ้นมาขัดคมค้อนศึกเหล็กกล้าทมิฬเล่มั์อย่างเชื่องช้า เสียงโลหะครูดสีกันดังสม่ำเสมอ...ท่ามกลางความเงียบงันสลัวราง สัญชาตญาณของราชันัโบราณััได้ถึงแรงสั่นะเืของพื้นดินและกลิ่นอายของเหล็กกล้าที่กำลังเคลื่อนที่ตรงมายังทิศทางนี้
"พวกมันกำลังมา..." โซร่าพึมพำ น้ำเสียงราบเรียบดุจผืนน้ำแข็ง
สเตลร่าที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่างปรายสายตามองออกไปด้านนอกพลางยิ้มบาง ๆ "ดูเหมือนว่า...เ้าบ้านของเมืองนี้จะให้เกียรติเ้าไม่น้อยเลยนะ โซร่า"
ช่างตีเหล็กหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง คว้าค้อนศึกทมิฬั์พาดขึ้นบนบ่าแกร่ง แววตาสีเพลิงลุกโชนขึ้นในความมืดมน
"ก็ดี...ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกัน ว่าผู้ปกครองดินแดนแถบนี้...จะมีคอที่แข็งแกร่งพอจะรับน้ำหนักค้อนของข้าได้หรือไม่"
.
.
.
.
แสงแดดยามสายค่อย ๆ สาดผ่านหมู่เมฆสีขาวเหนือเมืองฮาร์เรน ขับไล่ละอองหมอกบางที่เกาะอยู่ตามหลังคาไม้เก่าแก่ของบ้านเรือนทีละน้อย ทว่าความอบอุ่นของแสงอาทิตย์กลับไม่ได้ช่วยลดทอนความตึงเครียดที่ยังคงอบอวลอยู่ในใจของชาวเมืองลงเลยแม้แต่น้อย
ทว่า...ภายในร้านตีเหล็ก Flame Nest ทุกอย่างยังคงดำเนินไปตามวิถีทางของมัน
กึง! กึง! กึง!
เสียงค้อนเหล็กกระทบทั่งดังเป็จังหวะสม่ำเสมอ ประกายไฟสีส้มสว่างไสวกระเด็นออกมาทุกครั้งที่ค้อนในมือของโซร่าฟาดลงบนเหล็กสีแดงฉานอย่างแม่นยำ ชายหนุ่มผมแดงยังคงตีเหล็กด้วยสีหน้าเรียบเฉยเหมือนทุกวัน ราวกับว่าเหตุการณ์เผชิญหน้าอันดุเดือดเมื่อวานนี้...ไม่เคยเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย
"..."
ส่วนอีกด้านหนึ่งของโรงตีเหล็กอันอบอ้าว เอเลน่ากำลังใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดค้อนและสิ่วเหล็กที่กองเรียงรายอยู่บนโต๊ะไม้หนาอย่างตั้งใจ ขณะที่เรย์ เด็กชายตัวน้อยกำลังนั่งผ่าฟืนด้วยขวานเล็กอย่างขะมักเขม้น ก่อนจะนำไม้ฟืนที่ผ่าได้ไปเรียงซ้อนไว้ข้างเตาหลอมอย่างเป็ระเบียบ
หยาดเหงื่อไหลอาบใบหน้าซีกหนึ่งของเด็กชาย แม้งานเหล่านี้จะหนักหนาและเหน็ดเหนื่อยเกินวัยของเขาไปมาก แต่เรย์กลับไม่ปริปากบ่นสักคำ เพราะนี่คือค่าจ้างงาน และการแลกเปลี่ยนที่เขาตกลงไว้กับโซร่าเพื่อแลกกับการปกป้อง
หลังจากขนฟืนเสร็จ เรย์ก็ยกถังถ่านหินหนาหนักขึ้นเทลงข้างเตาหลอม ก่อนจะขยับไปนั่งสูบลมเตาหลอมอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอุณหภูมิ
ฟู่...ฟู่...
เปลวไฟสีส้มทองภายในเตาเริ่มลุกโชติ่ขึ้นอีกครั้ง ส่งความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ เอเลน่าหันมายิ้มบางๆ ให้กับน้องชายด้วยความเอ็นดู
"เหนื่อยไหมเรย์"
เด็กชายยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อพลางยิ้มตอบ "เหนื่อยครับ...แต่ดีกว่าถูกรังแกเอารัดเอาเปรียบอยู่ที่ร้านเบเกอรี่เยอะเลย"
คำพูดซื่อ ๆ ทว่าแฝงความจริงอันโหดร้ายนั้นทำให้เอเลน่าชะงักไปครู่หนึ่ง ภาพความสิ้นหวังยามที่พวกอันธพาลบุกรุกยังคงฉายชัดในหัว ก่อนที่นางจะถอนหายใจและหัวเราะออกมาเบา ๆ
"นั่นสินะ...ถึงจะเหนื่อย แต่ตอนนี้เราก็ยังมีความหวัง"
ทั้งสองหันไปมองแผ่นหลังกว้างอันเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของโซร่าที่กำลังตีเหล็กอยู่ใต้แสงไฟจากเตาหลอม เสียงค้อนยังคงดังไม่ขาดสาย ชายหนุ่มไม่มีคำพูดประหลอบใจ ไม่มีการสั่งงานอย่างเป็ทางการ และไม่มีแม้แต่การหันกลับมามองพวกเขาสองพี่น้อง แต่ทั้งสองกลับรู้สึกได้ถึง ความปลอดภัย และตระหนักว่าชายคนนี้จริงจังกับทุกสิ่งที่ทำเพียงใด
เรย์ลดเสียงลงเล็กน้อยเพื่อไม่ให้รบกวนสมาธิของช่างตีเหล็ก "พี่เอเลน่า..."
"ครับ?"
"พี่โซร่า...แอบน่ากลัวเหมือนกันนะ"
หญิงสาวหัวเราะออกมาอีกครั้งอย่างเห็นด้วย "อือ...น่ากลัวจริงนั่นแหละ ตอนเมื่อวานนี้ พี่เองก็คิดว่าเขาจะฆ่าอาเดลทิ้งไปแล้วจริงๆ"
เรย์พยักหน้ารัวด้วยความเห็นพ้อง "ตอนที่เขาเหยียบตราตระกูลสิงโตทองคำนั่น...ผมใจนยืนแข็งทื่อขยับตัวไม่ออกเลยล่ะ"
เอเลน่ามองออกไปนอกโรงตีเหล็กพลางถอนหายใจยาว "แต่สุดท้าย...เขาก็ไม่ได้ฆ่าใคร"
"..."
เรย์นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นช้าๆ ด้วยดวงตาเป็ประกาย "ทั้งที่ถ้าข้ามีพลังขนาดนั้น และโดนคนแบบนั้นรังแก...ข้าคงคุมอารมณ์ไม่ได้แน่ ๆ"
"พี่ก็เหมือนกัน" เอเลน่ายิ้มบาง "เขาเหมือนจะโกรธ...แต่ลึกๆ แล้วเขาก็รู้ว่าต้องหยุดลงตรงไหน"
เรย์พยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง "ถึงจะพูดจาใจร้าย...แต่เขาก็ช่วยพวกเราจริง ๆ"
"ใช่..." หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง "เขาไม่เคยพูดว่าจะช่วยเพราะรู้สึกสงสารเรา แต่เขาก็ช่วย...ไม่เคยพูดคำหวานปลอบใจ แต่เขาก็รักษาสัญญาที่ให้ไว้ บางที...พี่โซร่าอาจจะเป็คนใจดีกว่าที่พวกเราคิดก็ได้นะ"
เรย์ยิ้มกว้างเผยให้เห็นฟันขาว "แค่หน้าดุ...กับปากร้ายไปหน่อยเท่านั้นเอง"
ทั้งสองหัวเราะออกมาพร้อมกันเบาๆ โดยไม่รู้เลยว่า...ชายที่พวกเขากำลังกล่าวถึงในบทสนทนานั้น มีประสาทััของัที่เฉียบคมจนได้ยินทุกคำพูดอย่างชัดเจน
โซร่าใช้ค้อนฟาดลงบนเนื้อเหล็กต่อไป แต่ภายในใจของอดีตราชันักลับคิดเพียงสั้นๆ
'ใจดี? มนุษย์นี่ชอบเข้าใจอะไรแปลกๆจริง...ข้าปกป้องพวกเ้าเพราะมันเป็สัญญาและข้อตกลงแลกเปลี่ยน ไม่มีส่วนของความเมตตาหรือคุณธรรมจอมปลอมนั่นเลยสักนิด'
แต่ก็น่าแปลก...เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะใสซื่อของสองพี่น้อง เสียงค้อนเหล็กในมือของเขาที่เคยฟาดลงอย่างดุดัน บัดนี้กลับผ่อนหนักเบาลงเล็กน้อยโดยที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ทันสังเกต
ไม่นานนัก เรย์ก็ขยับเข้าไปหาพี่สาวและเริ่มกระซิบกระซาบอีกครั้งด้วยความสงสัย
"พี่เอเลน่า...เมื่อวานนี้ พี่คิดเหมือนผมไหม"
"อะไรเหรอ?" เอเลน่าหันมาถามพลางเลิกคิ้ว
"เมื่อวานที่ผมกับพี่เห็นพี่โซร่าใช้พลังเวทย์คนเดียวที่นอกเมือง โดยที่มีคุณสเตลร่านั่งดูอยู่ด้วย"
เอเลน่าชะงักไปเล็กน้อยก่อนพยักหน้า "อืม...พี่ก็คิดเหมือนกัน"
เรย์ทำหน้าครุ่นคิดพลางขมวดคิ้วมุ่น "ทั้งสองคนดูเหมือนกำลังฝึกฝนอะไรสักอย่างเลย พลังมานาแบบนั้นใช่ระดับพลังที่มนุษย์ธรรมดาใช้ได้งั้นหรอครับ"
"พี่ก็ไม่รู้สิ" เอเลน่าส่ายหน้า "แต่คุณสเตลร่าดูเหมือนจะรู้จักพี่โซร่ามานานมาก และรู้เื่เกี่ยวกับเขามากกว่าพวกเราเยอะ"
"แล้ว..." เรย์ลดเสียงลงจนแทบเป็เสียงกระซิบ "พี่เห็น แสงสีแดงเข้ม ที่สว่างวาบขึ้นเหนือแนวยอดสนนอกเมืองเมื่อคืนนี้ใช่ไหม?"
เอเลน่านิ่งเงียบไปทันที...แน่นอนว่านางเห็น แสงสีแดงที่ทรงพลังและน่ากลัวสว่างขึ้นในความมืดเพียงชั่วอึดใจ ก่อนจะดับวูบหายไปราวกับฝัน
"บางที...อาจจะเป็เวทมนตร์ของพวกนักเดินทางกก็ได้นะ" นางพยายามหาเหตุผลทางโลก
ทว่าเรย์กลับทำตาโตด้วยความตื่นเต้น "หรือว่า...พี่โซร่าอาจจะเป็นักเวทพเนจรที่ปลอมตัวมากันแน่!"
เอเลน่าหัวเราะเบาๆ กับจินตนาการของน้องชาย "ช่างตีเหล็กที่ใช้เวทมนตร์ได้งั้นเหรอ? ก็คงดูเท่ไม่เบาเลยนะ"
ทั้งสองหัวเราะกันอีกครั้ง ทว่าไม่มีใครล่วงรู้ความจริงเลยว่า...สิ่งที่โซร่าปลดปล่อยออกมาเมื่อคืนนั้นไม่ใช่เวทมนตร์ทั่วไปของมนุษย์ หากแต่เป็ เศษเสี้ยวพลังมานาธาตุไฟดั้งเดิม ของัโบราณในตำนาน ซึ่งแม้จะถูกกักขังและสะกดไว้ด้วยมนตราศักดิ์สิทธิ์ แต่มันก็ยังคงเหนือล้ำและทรงพลังเกินกว่าที่สติปัญญาของมนุษย์ทั่วไปจะจินตนาการได้ถึง
กรุ๊ง... กริ๊ง...
เสียงกระดิ่งทองเหลืองหน้าร้านสั่นไหวเบา ๆ ส่งสัญญาณเตือน เรย์รีบหันไปมองด้วยความหวังว่าจะได้ต้อนรับลูกค้า ทว่ากลับพบเพียงชายชราสองคนที่ยืนคุยกันอยู่บริเวณหน้าร้านโดยไม่ได้ก้าวเข้ามาด้านใน
"นี่...เ้าได้ยินเื่ที่เกิดขึ้นที่ร้านเบเกอรี่ลูมิน่าเมื่อวานหรือยัง?" ชายชราคนแรกเอ่ยถามด้วยเสียงกระซิบกระซาบ
"ได้ยินสิ! เื่ใหญ่ขนาดนั้นใครจะไม่รู้" อีกคนตอบกลับทันที "ไอ้ช่างตีเหล็กผมแดงหลานชายของบารอสอัดลูกชายของไวเคานต์อัลดริชจนแทบจำหน้าไม่ได้ แถมยังหักดาบประจำตัวทิ้งอีกต่างหาก! แต่อย่างน้อย..ั้แ่มีมันมาเปิดร้าน พวกนักเลงคุมตลาดก็ไม่กล้าโผล่หัวมาเพ่นพ่านแถวนี้เลยนะ"
"จริง...เมื่อเช้าข้าก็เลยเอาดาบเก่าเก็บของตระกูลมาให้เขาช่วยซ่อมให้ อย่างน้อยร้าน Flame Nest นี้ก็ทำงานเร็ว และซื่อตรงดีนะ"
ไม่นานหลังจากชายชราทั้งสองเดินจากไป ลูกค้าชายร่างกำยำในชุดล่าสัตว์คนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในร้านพร้อมกับถือดาบสั้นที่มีรอยบิ่นหนาพ้นตัวฝักออกมารับแสงแดด
"นายช่าง...ช่วยลับและซ่อมดาบเล่มนี้ให้ข้าหน่อยสิ"
โซร่าเพียงปรายสายตาคมกริบมองดาบเล่มนั้นแวบหนึ่ง พิจารณาเนื้อเหล็กและความเสียหายอย่างรวดเร็วก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงห้วนสั้นไร้เยื่อใย
"สามวัน...ค่าจ้างห้าเหรียญเงินเอเซอร์คอยนด์"
"ตกลง! ข้าจ่ายก่อนเลย" ชายนักล่าสัตว์รีบวางเหรียญเงินลงบนโต๊ะทันทีโดยไม่มีการต่อรองราคาสักคำ ก่อนจะเดินออกจากร้านไปด้วยความนอบน้อม
เรย์กับเอเลน่าหันมาสบตากันด้วยความประหลาดใจ ทั้งสองเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า...ั้แ่เมื่อเช้าที่ผ่านมา มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามาที่ร้าน Flame Nest มากขึ้นเรื่อยๆอย่างผิดหูผิดตา
บางคนนำอาวุธเก่ามาซ่อมแซม บางคนมาสั่งทำเครื่องมือทำเกษตรกรรม บางคนเพียงแค่เดินมาแวะเวียนมองดูด้วยความยำเกรง
จุดร่วมที่เหมือนกันคือ...ไม่มีใครกล้าแสดงกิริยาก้าวร้าวหรือส่งเสียงดังในร้านนี้อีกเลย เพราะข่าวลือได้แพร่กระจายไปทั่วทุกตรอกซอกซอยของเมืองฮาร์เรนแล้ว ว่าเ้าของร้านตีเหล็กผมแดงแห่งนี้คือชายผู้แข็งแกร่งและเด็ดขาดขนาดที่ว่า...แม้แต่บุตรชายของท่านไวเคานต์ผู้ปกครองเมือง ก็ยังถูกซัดจนต้องคลานกลับคฤหาสน์ไป
ทว่า... ความสงบสุขยามสายกลับคงอยู่ได้ไม่นานนัก
กุบกับ... กุบกับ... กุบกับ...
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าของม้าศึกนับสิบตัวพลันดังก้องกังวานมาจากสุดปลายถนนหินอ่อน เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดินอย่างเป็จังหวะหนักแน่น ผสานกับเสียงโลหะของเกราะอัศวินที่เสียดสีกันดังกังวานจนทำให้บรรยากาศที่เคยจอแจของตลาดข้างเคียงเงียบกริบลงในทันตา
ผู้คนบนท้องถนนต่างรีบหลบเข้าข้างทางด้วยความตื่นตระหนก สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังขบวนทหารม้าในชุดเกราะเงินหรูหรากว่าสามสิบนายที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเป็ระเบียบ และที่ใจกลางของขบวนนั้น...คือชายสูงวัยบนหลังม้าศึกสีขาวบริสุทธิ์ผู้มีสง่าราศีอันน่าเกรงขาม
สายลมยามสายพัดผ่านถนนหินอ่อน ลากเอาความเงียบสงัดอันชวนอึดอัดกระจายไปทั่วทุกตรอกซอกซอย... คำถามย้อนกลับอันราบเรียบของโซร่าดั่งฝ่ามือที่ตบเข้าฉาดใหญ่บนใบหน้าของหัวหน้าอัศวินและทหารทุกนายในกองทัพรักษาการณ์
กัปตันอัศวินประจำตระกูลใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด เส้นเืปูดโปนขึ้นบนขมับ มือขวาของเขากำด้ามดาบประจำกายแน่นจนเสียงเกราะโลหะลั่น เอี๊ยด
"เ้าสามัญชนโอหัง! กล้าดีอย่างไรมาปรักปรำกองทหารรักษาการณ์อันทรงเกียรติ! ท่านไวเคานต์ขอรับ...ไอ้หมอนี่มันเป็ภัยต่อความมั่นคงชัดๆ สั่งให้กระหม่อมเด็ดหัวมันเดี๋ยวนี้เถอะขอรับ!"
ทว่า ไวเคานต์เอริกยังคงยกมือขึ้นนิ่งดุจศิลาสลัก เป็สัญญาณสั่งให้ลูกน้องของตนหุบปาก ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของราชสีห์เฒ่าหรี่ลง จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตาสีแดงฉานของโซร่าอย่างพิจารณาลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม
เขาเป็ผู้ปกครองเมืองที่ผ่านโลกมานับห้าสิบปี เขี้ยวลากดินเกินกว่าจะปฏิเสธความจริงที่โซร่าพูดออกมา กองทหารรักษาการณ์มักจะปิดตาข้างหนึ่งเสมอเมื่อเป็เื่ของขุนนางชั้นสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนก่อเื่คือ อาเดล บุตรชายของเขาเอง
"กองทหารของข้ามีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในภาพรวมของเมืองฮาร์เรน ไม่ใช่ผู้พิทักษ์ส่วนตัวของร้านค้าใดร้านค้าหนึ่ง" เอริกเอ่ยเสียงเรียบต่ำ ทรงอำนาจและกังวาน "แต่กฎหมายก็คือกฎหมาย โซร่า แม็กนารอส การที่เ้าลงมืออย่างรุนแรงกับขุนนาง และทำลายตราประจำตระกูลอัลดริช ถือเป็ความผิดลหุโทษขั้นรุนแรงที่ไม่อาจละเว้น หากทุกคนในเมืองนี้ตัดสินความถูกต้องด้วยกำลังตามใจชอบ เมืองฮาร์เรนจะต่างอะไรจากซากปรักหักพังของพวกป่าเถื่อน?"
โซร่าแค่นยิ้มบาง แววตาสีแดงเพลิงฉายประกายเหยียดหยามออกมาอย่างไม่ปิดบัง
"หึ ที่แท้ก็แค่มาพล่ามเื่กฎหมายไร้สาระของพวกเ้าอย่างนั้นเองหรือ...กฏพวกนั้นมันก็แค่เครื่องมือที่คนแข็งแกร่งสร้างขึ้นเพื่อกดหัวคนอ่อนแอไม่ใช่หรืออย่างไร? เมื่อวานนี้ ไอ้สุนัขบ้าที่ชื่ออาเดลมันพยายามทำร้ายลูกค้าของข้าก่อน ข้าเพียงแค่สั่งสอนให้มันรู้ว่า กฎของข้า...ศักดิ์ศรีของความจำนนมันเป็อย่างไร และสัญญาของข้า มันศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎกระจอกๆ ของพวกเ้า"
คำว่า 'กฎกระจอกๆ' ทำเอาทหารทั้ง 30 กว่านายแทบกระอักเืด้วยความโกรธแค้น รังสีฆ่าฟันะเิออกรอบขบวนทัพทันที หอกยาวสามสิบเล่มถูกลดระดับลงชี้ตรงมายังช่างตีเหล็กหนุ่มโดยพร้อมเพรียง
"กรี๊ด...!"
เอเลน่าที่ยืนหลบอยู่ข้างหลังโซร่าถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัวจนขีดสุด มือขวาของนางไขว่คว้าชายเสื้อของน้องชายไว้แน่น ขณะที่เรย์รีบประคองพี่สาวเอาไว้ ร่างกายของเด็กชายสั่นสะท้านดั่งลูกนกต้องพายุ ทว่าดวงตากลมโตยังคงจับจ้องไปที่แผ่นหลังกว้างของโซร่า...แผ่นหลังที่ยังคงตั้งตรงดั่งขุนเขาที่ไม่ไหวติงต่อหน้ากองทัพ
ทว่า...ก่อนที่ทหารคนใดจะทันได้ก้าวเท้า ไวเคานต์เอริกกลับเป็ฝ่ายที่สะดุ้งสุดตัว!
ในฐานะนักรบระดับสูงที่ผ่านสมรภูมิและเฉียดตายมานับครั้งไม่ถ้วน สัญชาตญาณของราชสีห์เฒ่าพลันส่งสัญญาณเตือนภัยดังก้องในหัวจนแทบะเิ
“โอ้ กล้าชักอาวุธชี้ใส่หน้าเช่นนี้ สงสัยพวกเ้าคงอยากจะกลับไปในสภาพเป็เถ้ากระดูกสินะ”
อุณหภูมิรอบตัวของโซร่าไม่ได้ลดลง...แต่มันกลับ ร้อนระอุขึ้นอย่างเฉียบพลัน จนอากาศรอบกายเกิดการบิดเบี้ยวเป็ลอนคลื่นจาง ๆ กลิ่นอายไหม้ของกำมะถันและเปลวเพลิงที่มองไม่เห็นแผ่ซ่านออกมาจากร่างเนื้ออันเปราะบางของชายผมแดง มันไม่ใช่พลังเวทมนตร์มานาที่หนาแน่นเหมือนพวกจอมเวทหลวง แต่มันคือ รังสีอำนาจแห่งชีวิตอันลึกล้ำดุจห้วงอเวจี! ราวกับว่า...ชายที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในตอนนี้ ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็สัตว์ร้ายโบราณในคราบมนุษย์ที่กำลังมองดูฝูงมดปลวกด้วยสายตาที่พร้อมจะเหยียบย่ำให้แหลกลาญได้ทุกเมื่อ
เหงื่อเย็นๆเม็ดหนึ่งไหลซึมออกมาจากขมับของเอริก ชายชราสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นกลัวที่เกิดขึ้นในส่วนลึกของจิติญญาอย่างยากลำบาก
"...เ้าพูดถึงสัญญา" เอริกพยายามรักษาเสียงให้คงเส้นคงวา "เ้าเป็เพียงช่างตีเหล็ก แต่กลับกล้าท้าทายอำนาจปกครองเพื่อปกป้องชาวบ้านธรรมดาสองคน ข้าอยากรู้นักว่าสัญญาของเ้าร้าน Flame Nest มันมีค่ามากขนาดไหนกันเชียว?"
โซร่าปรายสายตามองเอริกอย่างเ็าดุจน้ำแข็ง ทว่าคำพูดกลับร้อนแรงดั่งลาวา
"มีค่าเท่ากับชีวิต...ใครก็ตามที่จ่ายค่าจ้างและทำสัญญากับ Flame Nest ข้าจะปกป้องมันจนกว่าสัญญาจะสิ้นสุด และใครก็ตามที่กล้ามาขัดขวาง...ไม่ว่ามันจะเป็มนุษย์ เอลฟ์ บีสต์แมน เทพ หรือเป็แค่ขุนนางปลายแถวอย่างเ้า ข้าก็จะบดขยี้มันให้จมดินเหมือนกันหมด!"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง บรรยากาศตึงเครียดจนถึงขีดสุด ทหารทุกคนต่างกลืนน้ำลายอึกใหญ่ รอคอยเพียงคำสั่ง สั่งตาย หรือสัญญาณมือจากไวเคานต์เอริกเท่านั้น หากเอริกสะบัดมือ...าขนาดย่อมจะเกิดขึ้นใจกลางเมืองทันที และร้านตีเหล็กแห่งนี้จะกลายเป็ทะเลเพลิง
ทว่า...สิ่งที่ไวเคานต์เฒ่าทำ กลับสร้างความตกตะลึงให้แก่ทุกคน
เอริกค่อยๆคลายมือที่กำแน่นออก ใบหน้าคมเข้มแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มลึกล้ำที่ยากจะคาดเดาความหมาย ชายชราขยับตัวก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวเพื่อลดแรงกดดัน
"น่าสนใจ..." เอริกเอ่ยขึ้น "เ้าพูดว่าใครที่ทำสัญญากับเ้า เ้าจะปกป้องด้วยชีวิต...ถ้าเช่นนั้น ในฐานะผู้ปกครองเมืองฮาร์เรน ข้าขอตั้งคำถาม ในเมื่อบุตรชายของข้าทำลายทรัพย์สินและระรานคนของเ้า เ้าได้ตอบโต้อย่างสาสมไปแล้ว ถือว่าหนี้แค้นในส่วนนั้นจบลง..."
เอริกเว้นจังหวะ สายตาเหลือบมองไปที่เอเลน่าและเรย์ที่อยู่ด้านหลัง
"แต่ตระกูลอัลดริชไม่เคยติดค้างใคร และไม่เคยยอมให้เกียรติยศถูกย่ำยีฟรีๆ ในเมื่อเ้าอ้างกฎแห่งสัญญา ข้าก็จะใช้กฎแห่งข้อแลกเปลี่ยนในแบบของขุนนางเช่นกัน"
เอริกยกมือขึ้น ชี้ตรงไปที่โซร่า
"ในอีกเจ็ดวันข้างหน้า...จะมีการประลองคัดเลือกอาวุธและช่างตีเหล็กประจำกองทัพรักษาการณ์เมืองฮาร์เรน หากร้าน Flame Nest ของเ้าสามารถตีอาวุธที่เอาชนะช่างตีเหล็กหลวงที่ข้าเชิญมาจากเมืองหลวงได้ ข้าจะถือว่าเื่ที่เ้าทำร้ายอาเดลและเหยียบตราตระกูลเป็อันโมฆะ และข้าจะยอมรับ 'กฎ' ของร้านเ้าในเมืองนี้!"
ดวงตาสีน้ำตาลเข้มของไวเคานต์เปล่งประกายคมปลาบ "แต่หากเ้าแพ้...เ้าจะต้องส่งมอบตัวพี่น้องคู่นี้ให้ศาลทหาร และตัวเ้าจะต้องยอมคุกเข่าต่อหน้าตราสัญลักษณ์สิงโตทองคำเพื่อรับโทษทัณฑ์...เ้าจะรับข้อเสนอนี้หรือไม่ ไอ้หนูช่างตีเหล็ก?"
คำท้าทายนั้นดังก้องไปทั่วถนนสายหลัก ทหารทุกนายต่างหันมามองโซร่าเป็ตาเดียว
นี่ไม่ใช่เพียงการประลองฝีมือช่าง...แต่เป็การเดิมพันด้วยชีวิตและศักดิ์ศรีระหว่าง กฎของขุนนางมนุษย์ และ พันธสัญญาของอดีตาาแห่งเปลวเพลิง!
“หึ นึกว่าจะให้มีการนองเืเกิดขึ้นเสียอีก”
สุดท้ายโซร่าตกลงรับคำท้า โดยเขาไม่คิดว่าการแข่งขันไร้สาระนี้เขาจะต้องทุ่มมันสมองอะไรให้มากมาย และมองว่านี่เป็แค่การแข่งขันเด็กอนุบาลเท่านั้น