ภายใต้การจับจ้องของเยาเยา ร่างของโจวหยวนเคลื่อนไหวอีกครั้ง แสดงท่วงท่าตามเก้าสิบแปดท่าัเย้าออกมาไม่ช้าไม่เร็ว เริ่มคุ้นเคยขึ้นมามากพอสมควร ประสานเข้ากับลมหายใจของเขาอีกครั้ง ท่วงท่างดงามไม่ติดขัดเสมือนหมู่เมฆเคลื่อนเหนือธารน้ำไหล
โฮก!
เมื่อกระบวนท่าสุดท้ายจบลงโจวหยวนก็อ้าปากดูดกลืนพลังอีกครั้ง เสียงัคำรามคลุมเครือดังผ่านจากร่างออกมา ทันใดนั้นร่างกายก็พลันกระตุกสั่น พลังหยวนภายในพื้นที่บริเวณนี้ก่อตัวกลายเป็เส้นสีขาวถูกดูดกลืนเข้าไปในปากของโจวหยวน
ตึง! ตึง!
พลังหยวนเข้าสู่ร่างกายส่งให้ทั่วทั้งตัวคล้ายดั่งเตาเผา โจวหยวนจิตใจสั่นไหว พลังหยวนที่ถูกดึงเข้าสู่ร่างกายนี้เป็เสมือนคลื่นกระแทกโจมตีเข้าใส่ลมปราณเส้นแรกอีกครั้ง
การชะล้างนี้กินเวลาไปนานกว่าครึ่งก้านธูป
ร่างของโจวหยวนค่อยๆ มีแสงสีแดงแผ่ออกมา เนื้อตัวเร่าร้อนจนเม็ดเหงื่อระเหยเป็ไอ เขาััได้ว่าลมปราณเส้นแรกในร่างกายเริ่มคลายตัวแล้ว รอยยิ้มผุดขึ้นมุมปาก หยุดพักเพียงเล็กน้อยก่อนจะแสดงกระบวนท่าเก้าสิบแปดัเย้าต่อเนื่อง ทุกอย่างยังคงอยู่ในการจับจ้องของเยาเยาเช่นเคย
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปก็มีเสียงัคำรามคลุมเครือดังขึ้นสองครั้ง แสดงว่าโจวหยวนเริ่มพุ่งทะลวงใส่ลมปราณอีกสองครั้ง
รวมกับสองครั้งที่แล้ว นับเป็สี่ครั้ง!
ทะลวงลมปราณไปสี่ครั้ง !
คนทั่วไปที่ยังเปิดลมปราณไม่ได้หนึ่งวันจะทะลวงลมปราณได้เพียงหนึ่งครั้ง เพราะว่าทางเดินเืลมยากที่จะทนรับไหว แต่โจวหยวนกลับทำได้ถึงสี่ครั้ง ทางเดินเืลมแข็งแกร่งขนาดนี้เชียวหรือ?
ในเวลานี้ดวงตาของเยาเยาที่อยู่ข้างกายพลันปรากฏระลอกคลื่นสั่นไหวขึ้น
่เวลาเดียวกันนั้นโจวหยวนกลับไม่ได้มีท่าทีสนใจเยาเยา เขาในขณะนี้มีความร้อนกระจายทั่วร่าง นั่งขัดสมาธิลงบนพื้น รับรู้ได้ถึงความเ็ปเล็กน้อยที่แผ่ซ่านจากทางเดินเืลมในร่างกาย หลังจากทะลวงเส้นลมปราณไปสี่ครั้งระดับการแบกรับของทางเดินเืลมในร่างกายก็ใกล้มาถึงขีดสุดแล้ว
เขาตั้งจิตััไปที่ลมปราณเส้นแรก มุมปากเผยรอยยิ้มกระหยิ่มใจขึ้นโดยไม่รู้ตัว ลมปราณเส้นแรกที่ปิดกั้นอยู่ พอผ่านการทะลวงลมปราณมาสามครั้งก็เริ่มคลายตัวลงไปบ้าง
“ตามผลลัพธ์เช่นนี้ เกรงว่าไม่ต้องถึงหนึ่งเดือน เพียงสิบวัน ข้าก็จะเปิดลมปราณเส้นแรกได้อย่างสมบูรณ์!”
พอนึกถึงความเร็วเช่นนี้ ต่อให้โจวหยวนนิ่งแค่ไหนก็อดเผยความตื่นเต้นออกมาไม่ได้ เดิมทีชางยวนบอกว่าการเปิดเส้นลมปราณอีกครั้งของเขาจะยากกว่าคนอื่น ทำให้เขาเตรียมตัวเปิดลมปราณเส้นแรกเป็เวลาหลายเดือน แต่ใครจะคิดว่าอานุภาพของเคล็ดัดูดพลังรวมไปถึงความแข็งแกร่งของทางเดินเืลมจะช่วยย่นระยะเวลาลงอย่างมาก
นึกไปถึงตอนที่ซูโย่วเวยเปิดลมปราณเส้นแรกได้ภายในระยะเวลาหนึ่งเดือนก็กลายเป็คนที่เปิดลมปราณได้เร็วที่สุดของจวนต้าโจว
เช่นนั้นเขาที่เปิดลมปราณได้ในสิบวันควรที่จะอยู่ในระดับไหนกัน
แน่นอนว่าโจวหยวนเข้าใจดี การเปิดลมปราณในหนึ่งเดือนของซูโย่วเวยนั้นเป็การพึ่งพาร่างกายและพร์อย่างแท้จริง นางไม่ได้ใช้เคล็ดดึงพลังระดับสูง และก็ไม่มีซุปอสูรเก้าชนิดรวมไปถึงข้าวผลึกดำ
ดังนั้น ใครจะสูงใครจะต่ำย่อมพูดได้ไม่เต็มปาก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่มั่นใจได้คือ เมื่อโจวหยวนเปิดลมปราณเส้นแรกย่อมรุนแรงกว่าลมปราณเส้นแรกของซูโย่วเวย เพราะว่านี่เป็การเปิดเส้นลมปราณครั้งที่สอง ส่วนจะแข็งแกร่งเพียงใดนั้น ก็สามารถทดสอบได้ในเวลานี้แล้ว
“ดูท่ากระทั่งปู่เฮยก็ประเมินการเปิดลมปราณครั้งที่สองของเ้าต่ำไป” เยาเยาพูดน้ำเสียงแ่เบาด้วยท่าทีประหลาดใจ
โจวหยวนยิ้มร่าแล้วกล่าวว่า “บางทีคนที่น่าสังเวชอย่างข้า คงจะหาเจอได้ไม่บ่อยนักกระมัง”
พอเยาเยาได้ยินก็พยักหน้ายอมรับ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นบนแก้มเนียนที่เปล่งปลั่งคล้ายอัญมณี “ที่พูดก็ถูก ผู้ที่เปิดลมปราณได้แต่เกิดกลับปิดกั้นลมปราณทั้งแปดอีกครั้ง สถานการณ์เช่นนี้พบเห็นได้ยากนัก”
เสียงฮึดฮัดดังขึ้นจากบนพื้นด้านข้าง ทุนทุนเองก็จ้องมองมาที่โจวหยวน แววตาของมันเต็มไปด้วยความเหยียดหยามดูแคลน
เสียงเย้ยหยันดังมาจากอสูรน้อย โจวหยวนกัดฟันแน่น หยิบหินที่อยู่ด้านข้างขว้างใส่ทุนทุน
โฮ่ง!
จากนั้นทุนทุนก็อ้าปากกินหินที่ขว้างไปจนเกลี้ยงแล้วแยกเขี้ยวยิงฟันท้าทายใส่โจวหยวน
โจวหยวนเดือดดาล สายตามองไปรอบๆ แล้วล้วงหยิบเนื้อแห้งชิ้นหนึ่งออกจากอกเสื้อ นี่คือเนื้ออสูรหยวนที่ย่างจนสุก เขามักใช้ฟื้นฟูพลังกายที่เสียไป
เมื่อสายตาของทุนทุนเห็นเนื้อแห้งปรากฏก็จ้องมองตาเป็มัน ลิ้นสีชมพูยื่นออกมา น้ำลายไหลย้อย
“เหอะๆ” โจวหยวนยิ้มหยันใส่แล้วยัดเข้าปากไปสองสามคำท้าทายเ้าสัตว์ตัวน้อย
โฮ่ง! โฮ่ง!
ทุนทุนเห็นเช่นนี้พลันเดือดดาล ส่งเสียงข่มขู่ดังออกมา
เยาเยาเห็นโจวหยวนหยอกเย้าทุนทุนจึงส่งเสียงบอกทันที “หากมันโมโหจะกลืนกินคนก็ย่อมได้ เ้าอยากรู้หรือไม่ว่าภายในท้องของมันเป็อย่างไร ข้ายังไม่เคยเห็นอะไรที่รอดชีวิตจากท้องของทุนทุนได้เลย”
ปากที่กำลังเคี้ยงของโจวหยวนหยุดชะงัก เขาเห็นทุนทุนชูหางตั้งตรงจ้องมองเขาด้วยความโกรธเคือง จากนั้นยิ้มเจื่อนให้เยาเยาแล้วถามว่า “เ้าคงห้ามมันได้ใช่หรือไม่”
ปากแดงของเยาเยาโค้งเล็กน้อย ตอบกลับด้วยท่าทียิ้มกรุ้มกริ่ม “มั้งนะ”
“ใจร้าย!” โจวหยวนกัดฟัน ล้วงหยิบเนื้ออสูรหยวนแห้งออกมาทั้งหมดอย่างจำนน ส่งให้ทุนทุนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มพลางกล่าวว่า “มามะ รีบมากินให้อิ่ม!”
ทุนทุนกระโจนไปด้านหน้าโจวหยวน มันม้วนลิ้นแล้วกลืนเนื้อแห้งกองนั้นเข้าปากไปเคี้ยวอยู่พักใหญ่ แต่ดูเหมือนว่ามันจะพอใจในรสชาติหางจึงส่ายไปมาอย่างมีความสุข
พอกินเนื้อแห้งจนหมดทุนทุนก็มองโจวหยวนคล้ายว่าพึงพอใจ มันยืดตัวขึ้นตรงก่อนจะวางอุ้งเท้าบนไหล่ของโจวหยวนแล้วตบเบาๆ ราวกับจะบอกว่าเ้าทำได้ดีมาก...
มุมปากโจวหยวนกระตุกขึ้นเล็กน้อย เ้าสัตว์ตัวน้อยนี่ดูอิ่มเอมทีเดียว
“พี่เยาเยา เ้าทุนทุนเป็อสูรหยวนระดับไหนกันแน่” โจวหยวนมองเยาเยาแล้วเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ เพราะว่าเขาไม่เคยเห็นสัตว์อสูรที่มีสติสัมปชัญญะสูงเช่นนี้มาก่อน
เ้าทุนทุนดูคล้ายสุนัข ย่อมมีที่มาไม่ธรรมดา
พอเยาเยาได้ยินก็เผยสีหน้าครุ่นคิด จนสุดท้ายนางก็ส่ายหน้าแล้วตอบว่า “ข้าเองก็ไม่รู้ ั้แ่ที่จำความได้ทุนทุนก็อยู่ข้างกายข้ามาตลอด แต่ปู่เฮยเคยพูดไว้ว่าหากทุนทุนเติบโตเต็มที่แล้วละก็ สิ่งที่มันกินไม่ได้ในใต้หล้านี้เกรงว่าจจะมีไม่มาก”
โจวหยวนแอบเดาะลิ้น ชางยวนประเมินค่าทุนทุนสูงเช่นนี้เชียวหรือ ดูท่าเ้าสัตว์ตัวน้อยนี้จะไม่ธรรมดาจริงๆ ...
“พี่เยาเยา อาจารย์เคยพูดว่าท่านมีความแตกฉานในอักขระหยวนไม่น้อย” โจวหยวนปัดอุ้งเท้าของทุนทุนที่วางบนไหล่ออก แล้วเงยหน้ายิ้มให้เยาเยา
เยาเยาขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วถามว่า “อยากเรียนอักขระหยวนหรือ”
“ข้าเรียนอักขระหยวนมาตลอด เพราะถึงอย่างไรหากยังเปิดลมปราณไม่ได้นั่นก็คือความหวังสุดท้ายของข้า” โจวหยวนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
เยาเยาโค้งกายเล็กน้อย นิ้วเรียวยาวยกทุนทุนขึ้นมาอุ้มในอ้อมกอดก่อนจะลูบเบาๆ ทุนทุนเองก็นอนอย่างสบายท่ามกลางกลิ่นหอมนุ่มนวล โจวหยวนมองจนหางตากระตุก แอบนินทาวาสนาของสัตว์ตัวน้อยอยู่ในใจเงียบๆ
เยาเยาเดินเข้าไปในศาลาหิน นางนั่งลงบนม้านั่งหินอย่างสง่างามแล้วเอามือเท้าคางจ้องมองโจวหยวนด้วยความเกียจคร้าน ก่อนจะพูดขึ้นว่า “สอนคนเหนื่อยเกินไป ไม่อยากทำ”
โจวหยวนก็เดินขึ้นไปนั่งลงบนม้านั่งหิน เริ่มพูดเจรจา “แม้เหล้ามรกตจะเป็เหล้าชั้นดี แต่สิ่งที่ดีกว่านั้นมีอีกมาก ข้าจะหามาให้”
พอเยาเยาได้ยิน ใบหน้าราวอัญมณีก็ปรากฏรอยยิ้มขึ้นทันที ความงดงามเพียงชั่วครู่ทำให้ดอกไม้นานาพันธุ์ในสวนหม่นหมองลงทันที เวลาเดียวกันนั้นโจวหยวนก็ใจสั่นเล็กน้อย
นางกล่าวด้วยรอยยิ้มบาง “พูดจริงนะ”
โจวหยวนก็ยิ้มแล้วพูดทันที “แต่ยังได้แค่หนึ่งขวดต่อวัน”
เยาเยาหุบยิ้ม จ้องมองเขาด้วยความขุ่นเคืองอยู่บ้าง
แต่ครานี้โจวหยวนไม่ยอม ถึงเป็ความนิยมชมชอบก็ต้องห้ามปรามไว้ ชางยวนเคยบอกว่าเยาเยาใช้พลังหยวนไม่ได้ ดื่มเหล้ามากเกินไปจะทำร้ายร่างกายอย่างเลี่ยงไม่ได้
เห็นโจวหยวนยังปากแข็งเยาเยาก็ขบฟันเบาๆ แต่สุดท้ายก็ทำได้แค่มองเขาด้วยความไม่พอใจ
“ในเมื่อเ้าเคยเรียนอักขระหยวนแล้ว ย่อมรู้จักวิถีแห่งอักขระหยวน สิ่งสำคัญที่สุดคืออะไร” เยาเยาระงับความโกรธเคือง พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ
“จิติญญา” โจวหยวนตอบ
เยาเยาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะถามต่อช้าๆ ว่า “แล้วรู้หรือไม่ สภาวะของจิติญญาแบ่งออกเป็กี่ส่วน”