ตอนที่ 9
เสียงกรีดร้องจากความใของอิ่งเอ๋อร์ดังขึ้นก่อนตามด้วยเสียงคร่ำครวญด้วยความเ็ปของเมิ่งสือระคนทั่วห้องน้อยในสถานพยาบาลเรียกความสนใจของเหวินสงที่กำลังรับประทานข้าวต้องะโอย่างเดือดดาล “มีปิศาจใดโผล่มาอีก” ก่อนปรากฏเสียงฝีเท้าตึงตังตามมา
อิ่งเอ๋อร์ผละมือจากการคร่ากุมเสาบุรุษอย่างรวดเร็ว นางยังคงตื่นตระหนกไม่ทราบว่าเมิ่งสือฟื้นคืนสติั้แ่เมื่อใด แต่แน่ชัดคือมันรับรู้ทุกอย่างที่ถูกมือของนางกระทำ
เหวินสงวิ่งเข้ามาในห้องด้วยความรวดเร็วพร้อมอาการเหนื่อยหอบ มุมปากมีเม็ดข้าวติดคาดว่าเกิดจากความเร่งร้อน พร้อมกับมือขวายังคงถือตะเกียบมาอย่างลืมตัวเช่นเดิม หมอเฒ่าพบสีหน้าตื่นตระหนกของอิ่งเอ๋อร์ จากนั้นเหลียวมองไปยังผู้ป่วยพบว่าเมิ่งสือรู้สึกตัวคล้ายแสดงอารมณ์เ็ป พูดว่า “เป็ปิศาจเปลือยฟื้นแล้วนี่เอง”
อิ่งเอ๋อร์ที่มีสีหน้าประหลาดขยับศีรษะขึ้นลงอย่างรวดเร็วก่อนวิ่งออกจากห้องสร้างความประหลาดใจให้แก่เหวินสง แต่เมื่อหมอเฒ่านึกขึ้นได้ว่าเมิ่งสือไร้ซึ่งอาภรณ์ห่อหุ้มร่างจึงพอเข้าใจขึ้นมาหลายส่วน คิดในใจว่ายาโถวน้อยยังไม่ออกเรือนคงอับอายที่ได้พบบุรุษเปลือย
เหวินสงะโไล่หลังอิ่งเอ๋อร์ที่ออกไปรออยู่ด้านนอก “อิ่งเอ๋อร์ หาเสื้อผ้าของบิดาเ้ามาสักหนึ่งชุด”
เมื่อสั่งการเสร็จเหวินสงเริ่มสำรวจร่างกายของเมิ่งสือ พบว่าสีหน้ามันเริ่มดูมีชีวิตชีวามากกว่าเดิมและพยายามใช้ศอกค้ำยันตัวขึ้นนั่ง หมอเฒ่าเห็นดังนั้นกล่าวขึ้น “เป็อย่างไรเซียนเซิง นอนนิ่ง ๆ อย่าเพิ่งรีบร้อนขยับตัว”
เมิ่งสือนอนลงตามเดิมอย่างว่าง่ายทั้งยังนึกโชคดีที่ยาโถวเมื่อครู่ไม่บิดพวงสืบตระกูลของมันติดมือไปด้วย บัณฑิตหนุ่มเหลียวมองซ้ายขวาพอคาดเดาได้ว่าบัดนี้ตนอยู่ในสถานพยาบาล ทั้งยังมีเข็มที่ปักตามตัว กล่าวขึ้น “ขอบคุณต้าอี มิทราบว่าผู้น้อยมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
เหวินสงไม่ตอบคำและเริ่มลงมือลูบตามจุดชีพจรตามร่างกายก่อนหยุดยังจุดตันเถียน (ใต้ท้องน้อย) พอดีกับอิ่งเอ๋อร์เข้ามาวางเสื้อผ้าที่ถูกพับอย่างเรียบร้อยลงปลายเตียงก่อนหมุนตัวรีบเดินออกจากห้อง กล่าวว่า “เป็หวังหู่แบกร่างของท่านมา ทั้งยังมาแบบสภาพเปลือยเปล่า” พูดจบเหวินสงหยิบเสื้อคลุมมาปิดท่อนล่างของเมิ่งสือเอาไว้
“บอกต่อเรา เ้าพบเจอกับสิ่งใดในศาลร้างแห่งนั้น” หมอเฒ่าเหวินสงถามขึ้น
เมิ่งสือมีท่าทีอึกอักจนเข็มทั้งร่างเกิดสั่นไหว มันนึกถึงหวงหนี่และสตรีอาภรณ์ดำที่พลันเข้าจู่โจมตน แต่คล้ายว่าสตรีทั้งสองรู้จักมักคุ้นกันเป็อย่างดี ไม่ทราบต้องตอบอย่างไรจึงจะหลีกหนีความวุ่นวายไม่ให้กระทบต่อหวงหนี่ได้
เหวินสงเห็นการแสดงออกที่ปิดบังของเมิ่งสือจึงมิกล่าวอะไรต่อเพียงลงมือดึงเข็มออกจากร่างของมัน เมื่อเข็มเล่มสุดท้ายถูกถอนและเก็บไว้ในม้วนผ้าเรียบร้อย พูดว่า “ท่านยังไม่ต้องตอบเวลานี้ก็ย่อมได้ สักครู่มือปราบก็จะมาแล้ว”
เหวินสงเก็บชุดเข็มเดินออกจากห้องทิ้งให้เมิ่งสืออยู่ลำพัง ฝ่ายบัณฑิตหนุ่มเริ่มคิดปั้นเื่ราวหวังให้เกิดความเสียหายต่อหวงหนี่ให้น้อยที่สุดบอกเพื่อบอกแก่บุคคลอื่น กระนั้นมันยังคงมิสามารถแต่งนิทานให้รัดกุมไร้ช่องโหว่ได้
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ (15 นาที) เมิ่งสือที่กำลังขบคิดอย่างเหม่อลอยได้ยินเสียงฝีเท้าดังทำลายความเงียบจึงจัดแจงผ้าคลุมเบื้องล่างให้มิดชิดก่อนพบดรุณีน้อยถือถาดไม้เข้ามาในห้องแล้ววางลงต่อหน้ามัน
อิ่งเอ๋อร์พยายามหลบสายตาของเมิ่งสือผู้กำลังจับจ้องนางคล้ายโจรใจหวาด นางค่อย ๆ วางชามข้าวและจัดวางด้วยมือที่สั่นกระตุกจนน้ำแกงในมือเริ่มกระฉอกรดลงเสื่อ
เมิ่งสือเห็นท่าทางติดขัดของนางกระนั้นก็มิกล่าวสิ่งใด แต่หลังจากที่นางจัดวางถาดอาหารใกล้เสร็จสิ้นชายหนุ่มได้เอ่ยขึ้น “ช้าก่อนเสี่ยวกูเหนียง”
เสียงของเมิ่งสือสะกดให้อิ่งเอ๋อร์ชะงักมือลง ทันใดนั้นนางค่อย ๆ หันหน้าทางมันก่อนก้มหน้าหลบสายตาพูดด้วยเสียงตะกุกตะกักว่า “ขออภัยเซียนเซิง นั่น.. นั่นเป็วิธีการตรวจร่างกาย”
อิ่งเอ๋อร์กล่าวอย่างติดขัดพร้อมก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิมจนคางแทบจรดทรวงอกทั้งหัวใจยังเต้นตึกตักแทบทะลุออกด้านนอก กว่าจะคิดได้ว่าเมิ่งสือยังมิทันได้เอ่ยถามสิ่งใดแต่นางกลับกล่าวเหลวไหลเผยพิรุธราวทารกแอบรับประทานขนมแล้วถูกผู้ปกครองจับได้กำลังแก้ตัววุ่นวาย
เมิ่งสือได้ยินดังนั้นร้องอ้อขึ้นแล้วพูด “เป็เช่นนั้น ขอบคุณท่านมาก” ก่อนประสานมือคารวะ
อิ่งเอ๋อร์รีบวางตะเกียบและช้อนแล้วเสือกถ้วยใบเล็กมีน้ำสีเขียวขุ่นไปยังเบื้องหน้าเมิ่งสือ พูดขึ้นด้วยเสียงที่สดใสแม้จะยังติดขัดอยู่เล็กน้อย “เชิญท่านรับประทานอาหาร แกงร้อนจะช่วยอบอุ่นร่างกาย”
เมิ่งสือกล่าวขอบคุณอีกครั้งก่อนเริ่มลงมือจัดการอาหารด้วยความสงบ อิ่งเอ๋อร์ลอบส่งสายตาชำเลืองบุรุษด้านหน้าพบกิริยาท่าทางที่ดูเรียบร้อยผิดกับคนทั่วไป ผิวกายละเอียดอ่อนนุ่มชวนมองของเมิ่งสือชักพาดวงตาซุกซนของนางไล่สำรวจจากท่อนแขนแข็งแรงกระทั่งมาถึงหน้าอกที่มีมัดกล้ามเนื้อแน่นเต็มเกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา
ไม่นานหลังจัดการข้าวในถ้วยจนเกลี้ยงเรียบ เมิ่งสือเงยหน้าขึ้นใช้ท่อนแขนเช็ดปากพลันสบสายตาของอิ่งเอ๋อร์ที่แอบสำรวจมันอย่างไม่รู้ตัว เอ่ยขึ้น “จะตรวจร่างกายอีกรอบหรือ”
อิ่งเอ๋อร์ที่ถูกคำพูดของเมิ่งสือปลุกให้ตื่นจากภวังค์สะดุ้งตัวขึ้นเล็กน้อย จากนั้นกล่าวขึ้นด้วยความอับอาย “ให้แหยแหยเราตรวจให้เถอะ” ก่อนรีบเก็บถ้วยชามและหมุนกายหนีออกไปด้วยความเร็ว
เมิ่งสือมิทราบกล่าวผิดที่ใดรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง ทั้งยังนึกภาพตามว่าหากมีหมอชราผมขาวกำลำเอ็นของมันขึ้นลงจะเกิดรสชาติเช่นใดจึงสลัดศีรษะเพื่อขับไล่ความคิดฟุ้งซ่าน และเมื่อบัณฑิตหนุ่มลบล้างใบหน้าของเหวินสงออกจากจินตนาการได้แล้วจึงลุกขึ้นสวมใส่เสื้อผ้าผูกสายรัดเอวเสร็จคิดอยากเดินเพื่อขยับร่างกาย ขณะก้าวขาเหยียบพื้นมันรับรู้ว่าทั่วร่างเกิดความหนักอึ้งคล้ายถูกถ่วงด้วยตะกั่วนับพันชั่งไว้ที่ขา
เมิ่งสือทดลองะโเพื่อตรวจสอบให้แน่ใจ ทันทีที่ย่อกายดีดตัวร่างของมันสูงขึ้นจากพื้นเพียงสองคืบ หากเทียบกับเมื่อก่อนแล้วความสูงเช่นนี้แม้ต้องใช้แรงสำหรับเบ่งผายลมยังสามารถส่งตัวได้สูงกว่า
เมิ่งสือประหลาดใจจึงทดลองะโอย่างต่อเนื่องจนเหงื่อเริ่มไหลซึม ทันในนั้นด้านนอกเกิดเสียงของฝีเท้าจำนวนหนึ่งมุ่งตรงมายังทิศทางของห้องน้อย
กลุ่มคนนำโดยหวังหู่ ตามด้วยเหวินสง หม่าเหวินเต๋อ จางซินเป่า และอิ่งเอ๋อร์ ทุกคนหยุดอยู่เบื้องหน้าประตูพบกับบัณฑิตหนุ่มกำลังะโเหยาะแหยะไปมาคล้ายกระต่ายในทุ่งกว้าง ทหารเคราครึ้มเห็นดังนั้นจึงร้องถามขึ้น “ท่านฟื้นแล้วหรือ”
เมิ่งสือที่มิทราบว่าบุคคลเหล่านี้มาั้แ่เมื่อใด หยุดะโก่อนนั่งลงแล้วกล่าว “ผู้น้องฟื้นแล้ว ขอบคุณพี่หวังที่ช่วยเหลือ” พลางประสานมือคารวะ
มือปราบหม่าที่เป็วรยุทธสังเกตเห็นทรวงอกของเมิ่งสือยุบขยายเพียงเล็กน้อยเหมือนหายใจไม่เต็มปอด ลักษณะเช่นนี้ดูคล้ายถูกบางอย่างปิดกั้น กล่าวถามขึ้น “ท่านสบายดีหรือ มีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่”
เมิ่งสือกล่าวต่อมือปราบ “ผู้น้องสบายดี เพียงแต่รู้สึกหนักไปทั่วทั้งร่าง”
เหวินสงได้ยินเมิ่งสือกล่าวจึงเดินแหวกกลุ่มคนออกมา พูดว่า “เช่นนี้ให้เราผู้เฒ่าตรวจร่างกายดู”
เมิ่งสือได้ยินหมอชรากล่าวรู้สึกลังเลใจ ถามต่อเหวินสง “ตรวจตอนนี้เลยหรือ”
เหวินสงตอบกลับ “ตรวจตอนนี้”
เมิ่งสือเกิดความกระอักกระอ่วนพร้อมก้มหน้าถามหมอเฒ่าด้วยเสียงที่เบาราวแมลงหวี่ตีปีก “ให้คนออกไปได้หรือไม่ ผู้น้อยรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง”
เหวินสงได้ยินดังนั้นกล่าวขึ้นอย่างมินำพาใส่ใจ “จะเขินอายอันใด เป็เพียงการตรวจร่างกายเท่านั้น”
สิ้นเสียงของหมอเฒ่า เมิ่งสือพลันหลับตากัดฟันถกชายเสื้อก่อนกระตุกกางเกงลง พริบตานั้นท่อนเนื้อใต้ร่มผ้าพลันดีดตัวชี้ตระหง่านออกอวดโฉมต่อสายตากลุ่มคนสร้างความปั่นป่วนจนเสียงโวยวายดังลั่นทั่วสถานพยาบาลอีกครา
เมิ่งสือพูดขณะทั้งหลับตา “เช่นนี้ก็รบกวนท่านหมอตรวจแล้ว”
เหวินสงเห็นการกระทำที่นอกเหนือความคาดหมายของเมิ่งสือต้องะโขึ้นด้วยความแตกตื่นก่อนระดมภาษาดอกไม้พรั่งพรูออกมา “ไสหัวไปให้บิดาของเ้าตรวจ มีที่ใดในโลกตรวจรักษาคนไข้เช่นนี้”
กล่าวจบหมอเฒ่าหันไปยังหวังหู่ด้วยอาการเป่าหนวดถลึงตาพร้อมชี้หน้า “เ้าบอกว่ามันเป็บัณฑิตซิ่วไฉมิใช่หรือ เหตุใดมันจึงคลุ้มคลั่งราวคนเสียสติ เราเอะใจั้แ่เห็นมันะโโลดเต้นจนทั่วห้องแล้ว”
เมิ่งสือคล้ายถูกกำปั้นใหญ่ต่อยเข้ากลางกระหม่อมพลันเกิดพุทธิปัญญาว่าถูกอิ่งเอ๋อร์หลอก คาดไม่ถึงทารกหญิงเพิ่งแตกสาวทว่ากลับมีขวัญกล้าเทียมฟ้าลักลอบลูบคลำของลับมันสร้างความอับอายให้เกียรติภูมิบัณฑิตซิ่วไฉต้องย่อยยับในพริบตาจนแทบชำแรกพสุธาหนี
ในใจเมิ่งสือนึกอยากบอกเหวินสงว่าบิดาของมันก็มิตรวจแบบนี้เช่นกัน มีเพียงหลานสาวของหมอเฒ่าเท่านั้นที่กล้ากระทำ แต่เมื่อดึงกางเกงขึ้นผูกและตระเตรียมกล่าวชี้แจงพบว่าอิ่งเอ๋อร์กำลังปั้นสีหน้าอย่างยากลำบากพร้อมส่งสายตาวิงวอนก่อนจะวิ่งหนีหายไปทางหลังบ้าน อย่างไรหม้อก้นดำ (มลทิน) นี้เป็มันที่ต้องแบกรับเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
หวังหู่เห็นสถานการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายจึงวิ่งเข้ามายังเมิ่งสือพร้อมทั้งเขย่าไหล่มันด้วยความรุนแรง ถามว่า “เมิ่งซิ่วไฉ ศีรษะท่านไม่ได้ถูกกระทบมาใช่หรือไม่”
เมิ่งสือฝืนส่งยิ้มที่แห้งผากคล้ายดินแตกระแหงในทุ่งนาฤดูแล้งต่อหวังหู่ จากนั้นตอบกลับ “ศีรษะของผู้น้องยังอยู่ดี”
เหวินสงยืนลูบเครายาวสีขาวขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยปากกับหม่าเหวินเต๋อ “มือปราบหม่า เ้าลองไปตรวจสอบมันดู บางทีอาการคลุ้มคลั่งของมันอาจเป็ผลจากลมปราณปั่นป่วนจนธาตุไฟเข้าแทรกทำลายสติไป”
หม่าเหวินเต๋อรับคำหมอเฒ่าก่อนเดินเข้าหาเมิ่งสือเพื่อชักนำให้มันนั่งขัดสมาธิบนเตียงโดยมีหวังหู่จับตาดูอย่างใกล้ชิด จากนั้นมือปราบนั่งลงด้านหลังแล้วเหยียดแขนตรงทาบฝ่ามือทั้งสองลงกลางแผ่นหลังของบัณฑิตหนุ่มพร้อมกล่าวเตือน “อดทนให้ได้มากที่สุด หากทนไม่ได้นั่นหมายถึงความตาย”
เมิ่งสือเกิดความกริ่งเกรงขึ้นมา ไฉนเพียงตรวจร่างกายต้องทำให้ถึงตาย หวนนึกถึงการเดินทางครั้งนี้ยังไม่ทันได้ประสบความสำเร็จ ต้องหันหลังกลับไปพูดว่า “ถึงตายเลยหรือ ผู้น้องยังไม่อยากตาย”
“หากมิอยากตายก็ต้องทนให้ได้” หม่าเหวินเต๋อตอบกลับด้วยถ้วยคำที่สั้นห้วน
รับทราบดังนั้นเมิ่งสือจึงหลับตาลงไม่คิดสอบถามสิ่งใดอีก เมื่อหลับตาลงเพียงชั่วครู่บัณฑิตหนุ่มรับรู้ได้ถึงพลังความร้อนสายหนึ่งแล่นเข้ามาจากฝ่ามือของหม่าเหวินเต๋อที่ทาบบนแผ่นหลังของมันกำลังโคจรคล้ายมดคันไฟนับหมื่นกำลังกัดแทะเส้นเืให้ร้อนรุ่มไปทั้งกายจนต้องสะดุ้งตัวขึ้นมาเฮือกใหญ่ก่อนข่มใจกลับสู่ความสงบอีกครั้ง
ครู่เดียวบนศีรษะมันพลันเกิดควันขาวคล้ายไอน้ำลอยโชยออกมาพร้อมทั้งเหงื่อที่เริ่มผุดพรายทั่วใบหน้าและลมหายใจที่เริ่มกระชั้นขึ้นปานคนเหนื่อยหอบ
กลุ่มคนรอบข้างต่างกลั้นใจรับชมอย่างเงียบสงบแม้จะตื่นเต้นที่ได้พบเห็นความประหลาด วิธีนี้เป็การปรับลมปราณตามแบบฉบับของผู้ฝึกวรยุทธโดยอาศัยกำลังภายในถ่ายโอนเข้าช่วยควบคุมกระแสพลังที่ปั่นป่วนในร่างของอีกฝ่ายคล้ายเติมน้ำจืดเพื่อเจือจางน้ำทะเล ขั้นตอนดังกล่าวหากมีสิ่งใดรบกวนให้เสียสมาธิแม้เพียงวูบเดียวอาจทำให้เืลมเดินไม่สะดวกกระทบถึงอวัยวะภายใน ซึ่งหากเคราะห์ดียังคงกระอักเืตายทันทีไม่เ็ปปานใด หากโชคร้ายต้องพิการเป็อย่างต่ำหรือเสียสติจากการถูกธาตุไฟเข้าแทรกทำลายอวัยวะ ต่อให้มิตายก็เท่ากับตายไปแล้วครึ่งตัวเกิดเป็ความทรมานไม่รู้จบสิ้น
ความร้อนที่พุ่งสูงกำลังวิ่งพล่านไปทั่วจุดชีพจรต่าง ๆ ในตัวของเมิ่งสือจนร่างเกิดสั่นสะท้านจากการกัดฟันข่มความเ็ป ขณะนี้บัณฑิตหนุ่มเข้าสู่ห้วงเวลาของความเป็ตายที่สำคัญเปรียบเสมือนการยืนบนขอบเหว หากขยับตัวเพียงน้อยนิดต้องตกลงสู่ห้วงนรกเตรียมแจ้งชื่อแซ่กับหัววัวหน้าม้า (ยมบาล) อย่างแน่นอน
พริบตาที่กลุ่มความร้อนรุ่มได้เคลื่อนเข้าไปสู่จุดตันเถียน เมิ่งสือรู้สึกแสบร้อนคล้ายมีกองไฟกำลังลุกโชนในร่าง นับว่าเป็ความเ็ปอย่างถึงที่สุดจนน้ำตาของบุรุษเช่นมันต้องไหลพราก แต่เมื่อกระแสพลังหยุดลงความทรมานแสนสาหัสพลันค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็ความอบอุ่น บัณฑิตหนุ่มจึงชักนำลมปราณไปตามจุดต่าง ๆ ทั่วร่างเกิดเป็ความสบายอย่างที่มิเคยััมาก่อน
ควันขาวเหนือศีรษะเมิ่งสือค่อย ๆ จางลงพร้อมกับใบหน้าของมันที่แดงก่ำราวเทพเ้ากวนอู บัณฑิตหนุ่มนั่งหอบหายใจคล้ายคนเพิ่งผ่านการวิ่งเป็ระยะทางไกล
หม่าเหวินเต๋อผ่อนลมหายใจออกทีละน้อยกระทั่งกลับเข้าสู่การหายใจที่ลึกยาวเช่นเดิม กล่าวต่อเมิ่งสือเบื้องหน้า “ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจแล้วลืมตา”
เมิ่งสือผ่อนลมหายใจลงทีละน้อยพร้อมกับลืมตาขึ้นจากห้วงของความเป็ตาย ทันทีที่มันเห็นแสงสว่างจากภาพตรงหน้ารู้สึกสายตาแจ่มแจ้งราวเปลี่ยนดวงตาใหม่ กระทั่งความหนักอึ้งทั่วร่างเมื่อแรกฟื้นคืนสติยังมิทราบว่าหายไปที่ใด
เหวินสงกับหวังหู่ที่รับชมเหตุการณ์อย่างตื่นตะลึงต้องระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ดีที่ทหารเคราครึ้มขับไล่จางซินเป่าออกไปด้านนอกมิเช่นนั้นคนขวัญอ่อนอาจส่งเสียงร้องรบกวนขณะพบเจอเหตุการณ์ประหลาดจนทำลายสมาธิของหม่าเหวินเต๋อกับเมิ่งสือ
เหวินสงค่อย ๆ นั่งลงข้างกายเมิ่งสือแล้วคว้าข้อมือของมันขึ้นมาเพื่อสำรวจชีพจรพบว่าการเต้นของหัวใจเกิดความมั่นคงสม่ำเสมอผิดกับครั้งแรกอย่างลิบลับ กล่าวขึ้น “ชีพจรมันเต้นเป็ปกติแล้ว”
เมิ่งสือลุกขึ้นอย่างช้าทว่าฝีเท้ากลับมั่นคง กล่าวต่อคนในห้อง “ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยเหลือ” พลางประสานมือคารวะไปทุกคนรอบทิศ
หวังหู่เห็นดังนั้นรู้สึกคล้ายยกูเาหนักอึ้งออกจากทรวงอก แต่กระนั้นยังมิอาจวางใจเต็มที่จึงคิดสอบถามเมิ่งสือเพื่อทดสอบสติสติสัมปชัญญะ พูดว่า “บอกเรา ท่านเป็ใคร มาจากที่ใด มาเมืองนี้เพื่ออะไร”
เมิ่งสือตอบคำถามทุกคำอย่างฉะฉาน เป็ที่แน่ชัดว่ามันมิใช่คนที่สติเลอะเลือนเช่นที่หมอเฒ่ากล่าวหา
หม่าเหวินเต๋อใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อบนใบหน้า จากนั้นลุกขึ้น พูดว่า “หากสติครบถ้วนแล้วจงบอก ท่านพบสิ่งในศาลเ้าร้าง”
เมิ่งสือที่คิดเื่ราวตระเตรียมไว้ล่วงหน้ากล่าวขึ้น “เมื่อคืนนี้มีคนร้ายใส่ชุดสีดำบุกมาจู่โจมขณะผู้น้องกำลังนอนหลับพักผ่อน”
“ผู้ร้ายมากันกี่คน”
“ผู้ร้ายมาเพียงคนเดียว”
หม่าเหวินเต๋อได้ยินดังนั้นจึงเน้นเสียงขึ้น “ขอถามย้ำอีกครั้ง ผู้ร้ายมีเพียงผู้ใส่ชุดดำคนเดียวใช่หรือไม่” กล่าวจบมันจับจ้องเมิ่งสือด้วยสายตาที่คมกริบสะกดให้บัณฑิตหนุ่มต้องรู้สึกขนลุกเกรียวขึ้นมา
“มี.. มีเพียงคนเดียวเท่านั้น”
หลังจบคำพูดของเมิ่งสือ หม่าเหวินเต๋อพลันหยิบผ้าสีเหลืองออกมาจากอกเสื้อโบกสะบัดต่อหน้าบัณฑิตหนุ่ม พูดขึ้น “เช่นนั้นแล้วเศษผ้าชิ้นนี้มาจากที่ใด”