เมื่อพ้นจากกำแพงวังทักษะแรกที่ชายหนุ่มได้เรียนจากนางเซียนคือท่าร่างย่างก้าวเงาสนทยา นางได้อธิบายเอาไว้ว่ามันคือทักษะเคลื่อนที่ที่รวดเร็วที่สุดในสายความมืดหากฝึกจนชำนาญการเคลื่อนที่แต่ละครั้งจะทิ้งร่างเงาเอาไว้ด้านหลังเพื่อหลอกตาศัตรูได้ ทักษะที่น่าพิศวงเช่นนี้ถูกดัดแปลงมาจากย่างเก้ามารลวงตาของเ้าหญิงมาร มันเป็ทักาะท่ารางที่ใช้ลอบสังหารอย่างเยี่ยมยอด
ลั่วอู่หลินด้วยความที่กระหายในการฝึกวิชามานาน ชายหนุ่มเริ่มทำความเข้าใจในตัววิชาทันที และเป็ที่น่าแปลกใจมากๆที่ชายหนุ่มสามารถมันเพียงสามครั้งเท่านั้นก็ผ่านขั้นแรกของทักษะแล้ว ทุกๆย่างก้าวของเขาราวกับแผ่เงาสีดำบางๆออกมาเล็กน้อย
การพัฒนาและเรียนรู้ที่เร็วเช่นนี้ทำให้นางเซียนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงและยังไม่หมดเพียงเท่านั้น นอกจากเงาสีดำที่แผ่อกมามันยังมีสายฟ้าสีดำปะปนอยู่ด้วย ทำให้ความเร็วในการเคลื่อนที่ของลั่วอู่หลินรวดเร็วกว่าทักษะย่างก้าวเงาสนทยาแบบปกติถึงสองเท่าด้วยกัน
นางที่อยู่ในทะเลแห่งจิตใจอดไม่ได้ที่จะหันมองไปยังราชันัสายฟ้าที่ยังคงหลับไหลแต่กลับมีพลังบางส่วนที่รั่วออกมา สายฟ้าที่ผสานเข้ากับทักษะเงาสนทยามาจากราชันัสายฟ้าไม่ผิดแน่ นี่ขนาดหลับไหลอยู่ยังสามารถมอบพลังความเร็วและอำนาจทะลุทะลวงได้มากถึงเพียงนี้หากว่าตื่นขึ้นมาเต็มตานางไม่อยากจะคิดเลยว่าเด็กหนุ่มจะทรงพลังขนาดไหน
"พี่สาวข้าฝึกทักษะท่าร่างสำเร็จแล้วต่อไปคืออะไรขอรับ"ขณะที่ทะยานไปตามต้นไม้ในป่าใหญ่ ลั่วอู่หลินราวกับกระหายไคร่ในวิชาความรู้จึงได้กล่าวถาม
"ทักษะต่อไปคือการหล่อหลอมเหมันต์ เ้าต้องหลอมรวมพลังปราณธาตุน้ำแข็งเพื่อสรรค์สร้างอาวุธออกมาให้ได้และอาวุธที่ข้ากำหนดให้คือหอกน้ำแข็ง"นางเซียนกล่าว หากถามว่าทำไมถึงให้เลือกหอกเหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะหอกสำหรับนางแล้วเป็อาวุธระยะประชิดที่มีอำนาจเจาะทะลวงมากที่สุด หากในอนาคตจะต้องผสานพลังกับดวงจิตอสูรเทวะราชันัสายฟ้ามันจะส่งเสริมกันได้อย่างดี
ลั่วอู่หลินหยุดเคลื่อนไหวในทันทีและพยายามเรียกปราณน้ำแข็งมาไว้ที่มือและเริ่มหล่อหลอมศาสตรา ในตอนแรกมันดูเหมือนว่าจะง่ายดายแต่มันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด
"วาบ"
เเสงสีฟ้าเจิดจ้าแผ่ออกมาจนบริเวณรอบตัวของเด็กหนุ่มกลายเป็น้ำแข็ง ในมือของเขาถือสิ่งที่คล้ายกับแท่งกระบองสีฟ้าใสแต่ไร้ซึ่งคมมีดบนปลายของกระบองนั้น
"ฮ่าๆๆข้าบอกให้เ้าสร้างหอกแล้วสร้างกระบองมาทำไม"นางเซียนหัวเราะอย่างขบขันแต่ทว่าในใจกลับตะลึงลานไม่น้อย ต้องบอกก่อนว่าแม้จะเป็นางเองก็ตามก็ยังต้องใช้เวลาถึงสามวันด้วยกันกว่าจะสรรค์สร้างกระบองเช่นลั่วอู่หลินได้ แต่ที่นางต้องกล่าวออกไปอย่างนั้น หนึ่งเพราะกลัวว่าเด็กหนุ่มจะหลงระเริงในพร์ของตนเองมากเกินไป สองคืออยากจะกระตุ้นให้เด็กหนุ่มมีแรงใจที่จะเอาชนะคำกล่าวของนาง
และมันก็เป็อย่างที่นางคิด ลั่วอู่หลิน ที่ได้ยินก็ทำสีหน้าบึ้งตึงเเละจริงจังขึ้นมา และเริ่มที่จะฝึกฝนการสรรค์สร้างศาสตราวุธต่อ จนเวลาผ่านไปเกือบถึงสามชั่วยามด้วยกัน
"วาบ"
"ฟิ้ง"
"สำเร็จ!!"เด็กหนุ่มอุทานออกมาอย่างดีใจ หอกน้ำแข็งในมือเปร่งประกายไอเย็นราวกับจะแช่แข็งได้ทุกสรรพสิ่ง ลวดลายและรูปลักษณ์ของมันไม่รู้ทำไมแต่กลับคล้ายเกล็ดและเขี้ยวเล็บของัยิ่งนัก
"เป็ไงบ้างพี่สาวข้าทำได้ยอดเยี่ยมเลยใช่หรือไม่"ลั่วอู่หลินหันไปส่งยิ้มอย่างมีเลศนัย นางเซียนค่อยๆลอยมาหาเขาและลูบไปที่หอกน้ำแข็งเบาๆแต่หอกนั้นกลับแตกร้าวไม่มีชิ้นดี
"เพล้ง!"
"รูปลักษณ์ถือว่าผ่าน แต่การควบแน่นลมปราณยังไม่มากพอ ทำใหม่จนกว่าข้าจะแตะแล้วมันไม่หัก"เมื่อได้ยินเช่นนั้นลั่วอู่หลินถึงกับหน้าซีดเซียว ให้นางแตะแล้วไม่หัก!! แล้วใครจะรู้กันว่านางจะใช้แรงเเตะเท่าไร หากนางอยากจะกลั่นแกล้งเขาแล้วใช้แรงระดับจักรพรรดิขึ้นไปแตะมัน เขาไม่ต้องนั่งหล่อหลอมหอกทั้งวันเลยหรือ นี่มันดูน่าเบื่อเกินไปแล้ว
"เห้อ พี่สาวกว่าจะทำได้ตามเกณฑ์ของท่านมีหวังต้องใช้เวลาทั้งวันแน่ๆ เราไม่มีการฝึกฝนอย่างอื่นมาเปลี่ยนบรรยากาศบ้างหรือ"เด็กหนุ่มนั่งลงอย่างเบื่อหน่าย
"ก็ได้ๆ เช่นนั้นก็เอาเรียนรู้วิธีการบ่มเพาะพลังก็แล้วกัน"เด็กหนุ่มเมื่อได้ยินคำว่าบ่มเพาะพลังก็บังเกิดความสนใจขึ้นมาในทันที ดวงตาสีแดงจับจ้องไปที่นางเซียนราวกับอยากจะเรียนรู้มันเร็วๆอย่างไรอย่างนั้น
"เ้ารู้ใช่ไหมว่า ทุกคนจะต้องใช้ทักษะในการบ่มเพาะพลัง"นางกล่าวถาม ลั่วอู่หลินก็พยักหน้าตอบรับ เื่พวกนี้เขาเองก็รู้มาบ้างคนของราชวงศ์ลั่วส่วนใหญ่นั้นจะใช้ทักษะเกี่ยวกับลมและมีทักษะบ่มเพาะประจำราชวงศ์คือ ทักษะวายุสบั้นฟ้า ส่วนองค์ราชินีหรือสะใภ้ของราชวงศ์นั้นก็จะใช้ทักษะที่แตกต่างกันออกไปตามตระกูลที่พวกนางจากมา
"นี่แหละคือข้อได้เปรียบของผู้มีจิตอสูรเทวะ เพราะผู้มีจิตอสูรเทวะไม่จำเป็ต้องใช้ทักษะบ่มเพาะหรือเม็ดยาใดๆ และสามารถที่จะดูดซับแกนอสูรโดยตรงได้ ยิ่งมีแกนอสูรที่ธาตุตรงกับเส้นลมปราณหรือจิตอสูรเทวะของตนเองยิ่งทำให้การบ่มเพาะรวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น"
"นะ นี่!! มันไม่โกงไม่หน่อยหรือ แบบนี้มันดูไม่ค่อยยุติธรรมกับคนที่พยายามเท่าไรเลยนะเนี้ย"
"เหอะๆเ้ายังเด็กเกินไปจริงๆทั้งอายุและก็ความคิด บนโลกนี้ไม่มีอะไรยุติธรรมหรอก ไม่เช่นนั้นจะมีสิ่งที่เรียกว่าชนชั้นหรือ แน่นอนความพยายามเป็เื่ดีแต่จะมีสักกี่คนกันที่ใช้ความพยายามอย่างเดียวจนประสบความสำเร็จได้ เอาละได้เวลาล่าสัตว์อสูรแล้วทักษะที่ข้าสอนไปน่าจะเพียงพอที่จะฆ่าสัตว์อสูรระดับนักรบขั้นปลายๆหรือไม่ก็แม่ทัพขั้นต้นได้อย่างสบายๆอยางน้อยวันนี้เ้าต้องล่าให้ได้สิบตัว"นางเซียนกล่าวตั้งเงื่อนไข
ลั่วอู่หลินที่ได้ยินก็ดวงตาเป็ประกายและใช้ท่าร่างพุ่งออกไปราวลูกศรที่ถูกปล่อยออกจากคัน ดวงตาสีทัมทิมกวาดมองไปรอบข้าง ในเมื่อเตรียมการผสานหอกน้ำแข็งเอาไว้ เผื่อเจอเข้ากับสัตว์อสูรจะได้จู่โจมในทันที
"เจอแล้ว!!"เมื่อออกพุ่งทะยานมาได้ไม่นานสายตาของเด็กหนุ่มพลัมองไปเห็นฝูงหมาป่าจำนวนสิบตัวพอดีที่กำลังกัดกินซากสัตว์อสูรตัวอื่นอยู่
ไม่รู้ว่าเป็ความแค้นส่วนตัวหรืออย่างไร เด็กหนุ่มหันกายไปทางพวกมันในทันทีในมือปรากฏหอกน้ำแข็งลวดลายงดงาม เท้าใช้ย่างก้าวเงาสนทยาพุ่งตรงไปและปลิดชีพหมาป่าตัวแรกตายอย่างไม่ทันรู้ตัว ทั่วทั้งร่างถูกแช่แข็งฉับพลัน ลั่วอู่หลินยังไม่หยุดเพียงเท่านั้นควงหอกในมือฟาดเข้าใส่หมาป่าอีกตัวและะโขึ้นต้นไม้ไป
"หมาป่าพวกนี้น่าจะระดับนักสู้ขั้นปลาย ส่วนตัวจ่าฝูงอยู่ในระดับนักรบขั้นต้น"เด็กหนุ่มประเมิณสถานการณ์ก่อนที่จะะโลงไปอีกครั้งไปด้านหลังของหมาป่าอีกสองตัวแล้วฆ่ามันอย่างไร้ปราณี
ด้วยทักษะย่างก้าวเงาสนทยาบวกกับพลังสายฟ้าทมิฬที่ดวงจิตอสูรเทวะราชันัสายฟ้าปล่อยออกมาให้เด็กหนุ่มได้ใช้ ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นจนหมาป่าหาตัวเข้าไม่ได้ เมื่อมันรู้ตัวก็ตายตกเสียแล้ว ตายในสภาพแช่แข็งทั้งที่ตัวอื่นในฝูงยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าฝูงของพวกมันโดนโจมตีจากเด็กหนุ่ม
ลั่วอู่หลินโจมตีเช่นนี้ไปเรื่อยๆซ้ำๆนางเซียนที่อยู่ในทะลจิติญญาถึงกับอึ้งในทักษะของชายหนุ่มเป็อย่างมาก นี่ใช่เด็กอายุสิบห้าปีคนหนึ่งจะทำได้จริงๆหรือ หากไม่รู้มาก่อนว่าเด็กคนนี้ไร้รากปราณและเคยเป็เพียงคนไร้ค่าต้องบอกเลยว่าทักษะการฆ่าอย่างเงียบงันของลั่วอู่หลินนั้นถือได้ว่าเยี่ยมยอดเป็อย่างมาก
"แบบนี้คงต้องให้ฝึกมีดสั้นด้วยเสียแล้ว"นางเซียนครุ่นคิดและกล่าวออกมา ในเวลาเดียวกันนั้นหมาป่าตัวสุดท้ายก็ถูกลั่วอู่หลินสังหารลงได้อย่างง่ายดาย เด็กหนุ่มสบัดหอกของตนเองเบาๆคลื่นกระแทกพลันทำให้เหล่าหมาป่าที่ถูกแช่แข็งสลายหายเหนือไว้เพียงแกนอสูรสีขาวสิบชิ้น
"ยอดเยี่ยมมากการเคลื่อนที่ของเ้านับว่าไม่สูญเปล่าเลยแม้แต่น้อยเอาละไปล่าต่อเถอะ แต่หากพบระดับแม่ทัพขั้นกลางให้ถอยหนีทันทีเข้าใจหรือไม่"ลั่วอู่หลินพยักหน้ารับคำของนาง กล่าวตามตรงการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ของเขานั้นแทบจะไม่ได้ใช้ความคิดเลยเหมือนกับว่ามันเป็สัญชาตญาณเสียมากกว่า แม้แต่ตัวของเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้เช่นไร
เด็กหนุ่มสลัดความคิดทั้งหมดออกไปและล่าสัตว์อสูรต่อทันที บริเวณรอบนอกของป่าบัดนี้กลายเป็แหล่งทรัพยากรณ์อันมหาศาลให้กับลั่วอู่หลินได้ใช้งาน ชายหนุ่มบ้างก็ใช้การลอบสังหารบ้างก็สู้ซึ่งหน้าจนทำให้เหล่าสัตว์อสูรพากันกู่ร้องคำรามจนชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณชายป่าพากันหวาดวิตกกันยกใหญ่
ลั่วอู่หลินยังคงดำเนินการล่าต่อไปเมื่อเขารู้ตัวอีกทีเวลามันก็ดึกมากแล้ว ชายหนุ่มจึงต้องจำใจกลับวังไปพร้อมกับแกนอสูรหลากหลายสีสันต์นับร้อยชิ้น