ััได้ถึงเสียงกรีดของสายลม ขณะลอยตัวแหวกว่ายอยู่บนท้องนภา ภาพหอคอยก็ค่อยๆใหญ่ขึ้น หลังจากผ่านแม่น่้ำขนาดใหญ่นี้ไป และข้ามูเาที่มองไกลก็ยังเตี้ยกว่าหอคอยอีกหลายลูก ผมก็
“มาถึงแล้วสินะ”
โห..มากันเยอะมากเลยแหะด้านล่างมองเห็นผู้คนมากมายน่าจะมีสักเกือบห้าพันคนได้ ที่สำคัญคือแต่งชุดหลายแบบมากยืนคอยกันที่หน้าหอคอย บางคนแต่งตัวราวกับบุตรหลานขุนนาง และบางคนก็แต่งตัวธรรมดาคล้ายๆผม หลังจากมองจนทั่วแล้วผมจึงค่อยๆร่อนลงพื้นอย่างเบาๆ
“สำหรับคนที่มาถึงแล้วอย่าลืมต่อคิวนะครับ เรียงตามแถวเลย” เ้าหน้าที่ที่พูดแต่งชุดดูเป็ทางการมาก ไม่ถึงกับเป็ทหาร แต่น่าจะเป็เ้าหน้าที่ ส่วนกลางของเมืองจัดมามากกว่า เพราะวันนี้เป็พิธีสำคัญนี่เนอะ
“เอาล่ะ มาทันเฉียดฉิวแหะ ” ผมมองดูนาฬิกาไอเท็มเวทย์มนต์ที่พกติดตัวตอนนี้เป็เวลา 11 โมงพอดี
“ถึงเวลาแล้วทุกคนค่อยๆทยอยเดินเข้าไปทางประตูหอคอยเลยครับ" เ้าหน้าที่กล่าวแบบนั้น พร้อมกับใช้ไอเท็มเวทย์มนต์ช่วยขยายเสียงให้ดังขึ้น
หลังจากที่คนที่อยู่แถวด้านหน้าเดินเข้าไป ก็ถึงตาผม และตอนที่ผมเดินเข้าไปในหอคอยนั่นเอง
“โอ้โห..”
ผมอุทานด้วยความรู้สึกตื่นตลึง ภายในสิ่งก่อสร้างนี้มีขนาดมหึมากว่าที่มองจากภายนอกมาก ถึงขนาดที่บรรจุคนได้หลายพันคน ภายในมองเห็นรูปปั้นเทพธิดาขนาดใหญ่สวมมงกุฎ พร้อมกับตั้งท่ายื่นสองมือมาด้านหน้า และในมือทั้งสองนั้นถือลูกโลกเปล่งแสงสีฟ้าม่วงอยู่ นอกจากนี้รอบข้างผนังยังตกแต่งตกด้วยลวดลายสวยงามวิจิตรการตามาก มีภาพวาดเื่ราวทางประวัติศาสตร์ต่างๆตอนกำเนิดโลกใบนี้ไว้อยู่ด้วย พร้อมกันนั้นยังมีอักขระเทพไฮโรกริฟและอักขระรูนที่ไม่ว่ามองยังไงก็ไม่เข้าใจ เขียนประกอบภาพนั้นอยู่เต็มไปหมด และใจกลางตรงใต้เท้าของรูปปั้นนั้นมีลานกว้างพร้อมกับเ้าหน้าที่ประจำหอคอยยืนเรียงกันเป็วงกลม เพื่อกันที่ว่างไว้ตรงกลาง และที่ว่างตรงนั้นก็มีเวทีสำหรับการขึ้นมาพูดของคนผู้หนึ่ง
“ฮัลโหล เทส..” ชายแก่สวมผ้าคลุมและหมวกแม่มดพร้อมกับไว้หนวดยาวสีขาวยืนพูดอยู่บนนั้นพร้อมกับอุปกรณ์เวทย์ขยายเสียงทรงกลมที่ลอยอยู่ใกล้ปาก
“เอาล่ะ ข้าชื่อกิเลน อัลฟอร์ด เป็หัวหน้าเ้าหน้าที่ดูแลประจำหอคอยเทพธิดาแห่งนี้ และวันนี้ก็เป็วันสำคัญที่จะให้เหล่าหนุ่มสาวที่อายุครบ15 ทุกคนได้มีโอกาสเข้าพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้ นั่นคือพิธีรับมอบอาร์ติเฟกซ์นั่นเอง และไม่ต้องบอกก็คงรู้ ว่าใช่ว่าทุกคนที่มาที่แห่งนี้แล้วจะได้รับเลือกจากอาร์ติเฟกซ์กันทุกคน เพราะที่นี่จะมีเพียงผู้ถูกเลือกเท่านั้นที่จะได้รับ และที่สำคัญในประวัติศาตร์ที่ผ่านมาของเนอันแห่งนี้ ยังไม่เคยมีใครสอบเข้า รร.อัศวินเวทย์มนต์ได้มาก่อน ข้าเองก็หวังว่าพวกเ้าในที่นี้จะมีสักคนที่เป็คนแรกที่เข้าได้นะ”
ทุกคนตั้งใจฟังอย่างใจจดใจจ่อ ราวกับว่าพิธีครั้งนี้จะเป็พิธีกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ซึ่งรวมถึงตัวผมด้วยเช่นกัน
ตอนนี้ัั ได้ถึงเสียงหัวใจเต้นแรงของตัวเอง พร้อมความรู้สึกร้อนผ่าวตรงฝามือที่เริ่มเหงื่อไหลออกมา ไม่ว่ายังไงผมต้องเป็ผู้ถูกเลือกโดยอาร์ติเฟกซ์ประเภทอาวุธให้ได้ !!!
“พิธีมอบอาร์ติเฟกซ์เริ่มได้”
ปรากฎแสงสว่างจ้าอย่างรุนแรงออกมาจากลูกโลกบนฝ่ามือของรูปปั้นเทพธิดา ทุกคนยกมือบังแสงสว่างจ้านั้นพร้อมกับชะเง้อมอง ตรงลูกโลกมีอาร์ติเฟกซ์หลายประเภทไม่ว่าจะเป็หนังสือ แว่นตา กาน้ำ ดาบ หอก มีด ปืน มีดคู่ คฑา และอื่นๆอีกมากมายไม่นับทวน พร้อมออร่าแสงสีต่างๆเปล่งออกมาจากอาร์ติเฟกแต่ละอันด้วย ซึ่งมีทั้ง แดง เหลือง เขียว ดำ ขาว น้ำเงิน ม่วง ทอง เงิน และอื่นๆอีกมากมายเช่นกัน อาร์ติเฟกซ์เ่าั้ต่างพุ่งไปหามือผู้ใช้ พร้อมกับเสียงดีใจมากมาย แต่ว่า
“ทำไมผมไม่ได้ล่ะ!!" ความรู้สึกสิ้นหวังกลืนกินในพริบตา ปรากฎทั้งความใ ความเศร้า และน้ำตาปนอยู่ในนั้นด้วย
‘ทำไม ทำไม ทำไมล่ะ ทำไมเราถึงไม่ถูกเลือก’ น้ำตาเริ่มไหลอาบแกม ปรากฎเสียงของบุคคลผู้หนึ่งดังกังวานขึ้นในจิตใจ
“ไม่ว่ายังไง ชั้นเองก็ชอบคนอย่างนายไม่ลงจริงๆ ไปซะเถอะ ตัวชั้นไม่อยากเห็นหน้านายอีก” น้ำตาไหลอาบแก้ม ปรากฎภาพที่ผมวิ่งหนีออกจากคฤหาสน์แห่งนั้นพร้อมกับน้ำตาแห่งความเศร้าขึ้นมาในจิตใจ
“โอโห นายได้คฑางั้นหรอ!! ” มีเสียงชายปริศนาพูดขึ้นมา
“แถมคฑานั้นยังใช้เวทย์รักษาได้ด้วย”
“จริงดิ!! เวทย์รักษาซึ่งเป็เวทย์มนต์ที่หายากและคน้ามากที่สุดในทวีปแห่งนี้เนี่ยนะ”
ทุกสายตาต่างจับจ้องลงไปที่เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง เด็กหนุ่มคนนั้นมีผมสั้นสีน้ำตาลเหลืองออกสีทองเล็กน้อย ใบหน้าดูอ่อนเยาว์ ตัวเล็กน่ารักราวกับเด็กรับใช้ประจำประสาทในนิทาน และคฆาที่เด็กหนุ่มถืออยู่นั้นเป็คฑาแบบสั้นยาวประมาณหนึ่งศอกของคนทั่วไป ปลายบนคฑามีลูกแก้วอัญมณีแสงสีเขียว ที่แค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าถ้าสีนี้ปรากฎที่คฑา ไม่ว่ายังไงก็ต้องเป็เวทย์รักษาแน่ แถมรอบอัญมณียังมีเหล็กรูปตาข่ายคล้ายกรงเรียงกันเป็สี่เหลี่ยมจัตุรัสสม่ำเสมอ ล้อมรอบอัญมณีไว้อีก
“นายโชคดีชะมัดเลยแหะ ยินดีด้วยนะ”
“เอ๋..เอ่อ..คครับ” เด็กหนุ่มกล่าวด้วยท่าทีตกตะลึง พร้อมกับอาการที่เพิ่งช็อกไม่หายเล็กน้อย
“โอ้ ดูเหมือนจะมีคนได้อาร์ติเฟกซ์หายากปรากฎขึ้นแหะ เด็กน้อยดูท่าทางเ้าอาจะเป็คนแรกในเนอันแห่งนี้ที่เข้า รร.อัศวินเวทย์มนต์ได้ก็ได้ ยังไงก็ขอให้โชคดี แล้วใช้พลังนี้ในทางทีถูกต้องด้วยนะ” กิแลน หัวหน้าประจำหอคอยกล่าวว่าอย่างนั้น
“..” ตัวผมมองเขาด้วยใบหน้าตกตลึง พร้อมกับรู้สึกสิ้นหวังเป็ที่เท่าไรไม่รู้ในโลกอันบิดเบี้ยวนี้ ราวกับจะฉีกความพยายามตลอดสิบปีของผมจนแหลกละเอียด
เมื่อพิธีรับเสร็จสิ้น ทุกคนต่างก็ทยอยเดินออก ซึ่งแต่ละคนก็มีใบหน้าที่แฝงแววทั้งดีใจและผิดหวัง ส่วนตัวผมเดินออกมาด้วยท่าทีอันไร้เรี่ยวแรง พร้อมกับเดินไปเรื่อยๆจนไปถึงใต้โคนต้นไม้ใหญ่ที่ห่างจากหอคอยสักประมาณ2-3ร้อยเมตรได้ จากนั้นผมจึงนั่งลงตรงพื้นหญ้า พลางเอาหลังพิงต้นไม้ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ตอนนี้เวลาเกือบเที่ยง พระอาทิตย์เปร่งประกายทอแสงจ้าพร้อมกับหมู่เมฆอันสดใส และนกต่างโบยบินกันอย่างอิสระ ซึ่งบรรยากาศดูไม่เข้ากับอารมณ์อันเศร้าและสิ้นหวังของผมในตอนนี้เลย
“เห้อ..จากนี้จะเอายังไงต่อดีล่ะ” ผมถอนหายใจอย่างรุนแรง พร้อมพลางคิดไปขณะนั่ง เส้นทางที่พอมีหลังจากนี้ ก็พอจะมี
1.กลับไปอยู่ที่บ้านกับพี่อันนา แล้วก็คุณลุง คุณป้าเหมือนเดิม
2.ไปรับอาร์ติเฟกซ์อีกครั้งที่เมืองอื่น
ในตอนที่ความคิดข้อที่2 เล่นเข้ามาในหัว
“ใช่แล้วล่ะ โอกาสยังมีอีกนี่นา ในเมื่อคนที่อายุครบ15ปี มันก็มีอยู่เรื่อยๆนี่หว่าฉะนั้นพิธีมอบอาร์ติเฟกซ์มันก็มีอยู่เรื่อยๆเหมือนกัน เื่อะไรจะมายอมแพ้กันแค่นี้ล่ะ ถ้าหากยังไม่ได้รับเลือกอีก ก็แค่ฝึกฝนจนแข็งแกร่งเรื่อยๆ จนกว่าจะมีอาร์ติเฟกซ์สักชิ้นที่จะยอมเลือกเรา ”
ใช่แล้ว ใช่แล้ว ตอนนี้ก็กำหนดเป้าหมายใหม่ได้แล้ว เป้าหมายต่อไป ผมจะลองไปเข้าพิธีมอบอาร์ติเฟกอีกครั้งที่เมืองอื่นดู ถ้าหากยังไม่ได้ ก็แค่กลับบ้านไปอยู่กับพี่อันนา แล้วฝึกฝนอีกครั้ง เอาล่ะไปกันเลย
“แต่ก่อนไปขอนอนพักสักหน่อยดีกว่า” หลังตื่นค่อยใช้เวทย์เอเรียลบินไปหาเมืองใหม่ละกัน ผมคิดพลางพิงหลังไปที่ต้นไม้อีกครั้งแล้ว คล้อยหลับไป