10
ข้าเป็ห่วงเ้าอย่างไรล่ะ
"คุณหนูเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ" สาวใช้คนสนิทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเป็ห่วงเป็ใย อยู่ ๆ ผู้เป็นายก็ล้มป่วยหลังจากตกบ่อบัวก็ผ่านมาเกือบเจ็ดวันแล้วเหตุใดนายของตนเองจึงมาป่วยเอาตอนนี้ได้
"ข้าไม่เป็ไร เ้าไม่ต้องห่วงมากนัก อีกสองสามวันข้าก็หายแล้ว เ้าไปเอาน้ำที่ข้าทำไว้เมื่อวานมาให้ที" น้ำเสียงหวานแหบแห้งบอกกล่าวแก่สาวใช้คนสนิท ผู่เย่ว์พยักหน้ารับคำแล้วเดินไปเอาน้ำในกาที่ผู้เป็นายทำไว้ราวกับนางรู้ล่วงหน้าว่าตนเองจะล้มป่วย
"ผู้เย่ว์ นายเ้าอยู่ที่ใด ยามนี้นางต้องอยู่ในควรไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงไม่เห็นนางหรือนางอยู่ที่แปลงผัก" อันอี้เฉินกล่าวจบก็หมุนตัวหมายจะไปทางแปลงผักข้างเรือน แต่ถูกผู่เย่ว์เรียกไว้เสียก่อน
"คุณหนูป่วย นอนอยู่ในเรือนเ้าค่ะคุณชาย"
"เหตุใดจึงกะทันหันเช่นนี้ แล้วนี่นางเป็อย่างไรบ้าง ตามหมอแล้วหรือ" ผู้มาใหม่ถามด้วยความเป็ห่วงจิตใจกระวนกระวาย กลัวนางจะสิ้นลมดังคราวตกบ่อบัว ยังไม่ทันที่ผู่เย่ว์จะตอบอันอี้เฉินก็ตรงไปยังห้องพักของเจียงถิงถิง โดยมีผู่เย่ว์ถือกาน้ำวิ่งตามมาติด ๆ
"เดี๋ยวเ้าค่ะคุณชาย"
"ท่านมาทำสิ่งใดในห้องของข้ากัน" เจียงถิงถิงหรี่ตาสู้แสงสว่างที่สาดส่องมายังห้องนอนมองบุรุษตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยถามอย่างงุนงงว่าเหตุใดจึงมีบุรุษบุกห้องนอนตนเองเช่นนี้ นางหยัดกายลุกนั่งเชื่องช้าเมื่อจำได้ว่าตนเองไม่ได้สวมใส่อาภรณ์ชั้นนอกก็รีบดึงผ้าห่มบนเตียงมาคลุมกาย
"ข้าขออภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจเสียมารยาทเช่นนี้" อันอี้เฉินยืนหันหลังให้ผู้เป็เ้าของห้อง จากนั้นจึงกล่าวขอโทษที่ใจร้อนถือวิสาสะเข้ามาในห้องส่วนตัวไม่บอกไม่กล่าวเช่นนี้
"แค่ก ๆ ผู่เย่ว์น้ำข้าเล่า"
"อยู่นี่เ้าค่ะคุณหนู" รินน้ำเสร็จนางจึงขยับไปยืนชิดริมเตียงใหญ่ของผู้เป็นายเพื่อรอรับคำสั่งอื่นต่อ
"ท่านมีธุระอันใดงั้นหรือจึงรีบร้อนเช่นนี้" น้ำเสียงแหบแห้งเอ่ยถามพร้อมกันก็หย่อนขาสองข้างลงบนพื้น สวมรองเท้าแล้วเรียกผู่เย่ว์มาประคองหมายจะออกไปพูดคุยกับอันอี้เฉินนอกห้อง
"ข้าก็เป็ห่วงเ้าอย่างไรล่ะ ถามแปลกเสียจริง"
"ท่านมาห่วงข้าด้วยเื่อันใดกัน" คนล้มป่วยถามกลับ ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าทั้งคู่เป็สหายกันแต่ก็คิดว่าเขาใจร้อนเกินเหตุไปเสียหน่อย ขนาดลืมไปว่าเขาและนางอยู่ในฐานะน้องสามีและพี่สะใภ้
"เอ่อ…ก็เ้าเป็สหายข้า ข้าห่วงกลัวเ้าจะหมดลมมันแปลกอย่างไรเล่า แล้วนี่เ้าเป็อย่างไรบ้าง"
"ข้าไม่ได้เป็หนัก อีกเพียงวันสองวันก็หายแล้ว ท่านไม่ต้องห่วงมากไป" เจียงถิงถิงบอกด้วยความมั่นใจผ่านน้ำเสียงแหบแห้ง
อันอี้เฉินเดินตามเจียงถิงถิงออกไปที่โต๊ะหินอ่อนหน้าห้อง จากนั้นจึงนั่งลงฝั่งตรงข้ามนางสายตาคู่คมจับจ้องร่างอวบอิ่มที่ตอนนี้ดูซูบลงกว่าเดิม แม้ไม่ได้มากมายแต่ก็ยังเห็นได้ชัด ริมฝีปากที่เคยแห้งแตกกลับดูชุ่มชื้นขึ้นมาก น่าแปลกใจนักนางทำได้อย่างไรให้ตนเองป่วยแต่กลับดูงดงามขึ้นเช่นนี้
ไม่รู้เผลอคิดในใจนานเท่าใด สตรีตรงหน้าจึงเคาะโต๊ะหินอ่อนเรียกสติเขาเบา ๆ
"ว่าอย่างไร"
"ข้าต้องถามท่านต่างหากเล่า มีสิ่งใดจึงมาหาข้า"
"ข้าก็มาที่นี่ทุกวันเ้าจะถามไปทำไม" อันอี้เฉินตอบเสียงเบาแล้วหลบตานาง เขาไม่รู้ว่าทำไปทำไม หากแต่รู้สึกว่าตนเองยังไม่อาจสู้สายตานางในตอนนี้ได้
"หากหิวท่านต้องไปกินที่อื่นแล้ว ข้าไม่มีอารมณ์มาทำอาหารหรอก แค่ก ๆ "
ในเมื่อไม่มีธุระใดต้องอยู่ต่อเขาจึงยื่นซองสีขาวที่ญาติผู้พี่ฝากมาให้นาง จะได้รีบกลับเพื่อให้นางได้พักผ่อน เจียงถิงถิงมองซองสีขาวตรงหน้าด้วยความสงสัยหยิบมามันพลิกไปพลิกมาพินิจอยู่ครู่เดียว
"ท่านพี่ฝากข้ามาให้เ้า"
"งั้นเหรอ งั้นนี่ก็หนังสือหย่าน่ะสิ โอ้ย ดีใจจริง ๆ เธอเป็อิสระแล้วนะถิงถิง" คนป่วยพรั่งพรูวาจาออกมาอย่างตื่นเต้น และวาจาเ่าั้ผิดแปลกจากเดิมมากนักคล้ายนางลืมตัวไปชั่วขณะว่าตนเองป่วยอยู่
"เ้าว่าหนังสือหย่างั้นหรือ" คำถามจากสหายทำให้นางคิดหนักไม่รู้จะโกหกหรือบอกความจริงเขาไปตรง ๆ แต่ก็พลันนึกขึ้นมาได้ว่าตนได้มาอยู่ในร่างนี้ก็เพราะเคยกล่าววาจาโกหกผู้อื่น
"ใช่ ข้ากับญาติผู้พี่ของท่านเราหย่ากันแล้ว เพียงแต่ข้าต้องอยู่ที่นี่อีกหนึ่งปีจึงจะเป็อิสระจริง ๆ" นางตัดสินใจว่าจะไม่โกหกสหายเพียงคนเดียว และตัดสินใจจะไม่ผลักไสบุรุษผู้นี้หากไม่ได้เขานางคงอยู่อย่างเดียวดายจนตายคาเรือน
"เช่นนั้นก็ดี ดีแล้ว ฮ่า ๆ" อันอี้เฉินกล่าวจบก็หัวเราะขบขัน จนผู่เย่ว์และเจียงถิงถิงมองตามแววตาขุ่นข้องไม่เข้าใจว่าเขาหัวเราะมากมายด้วยเื่อันใด
"ข้าหย่า ไม่ใช่ท่านหย่าเสียหน่อย เหตุใดจึงดีใจเช่นนั้น"
"ขะ..ข้าก็ดีใจแทนเ้าอย่างไรล่ะ เ้าไม่เคยอยากอยู่ที่นี่ต่อไปจะได้ไม่ต้องทนถูกรังแกอีก" เสียงนุ่มคุ้นหูกล่าวด้วยรอยยิ้มละมุน เขาดีใจแทนนางจากใจแต่ก็ไม่มั่นใจว่าเหตุใดดีใจแทนนางถึงเพียงนี้
"ตอนนี้ก็ไม่มีใครกล้ารังแกข้าแล้วเช่นกัน ยกเว้นก็แต่ท่านเท่านั้น"
"ข้าหรือ ข้าไปรังแกเ้าเมื่อใดกัน" จากจะได้พักผ่อนนางจำต้องนั่งถกเถียงกับอันอี้เฉินอีกเกือบสองเค่อ