ค่ำคืนในหุบเหวเร้นลับดำเนินไปอย่างเชื่องช้า และเคร่งเครียด ความมืดภายนอกถ้ำดำสนิทไร้แสงดาว มีเพียงเสียงหยาดน้ำที่ยังคงหยดต้องแผ่นหิน และเสียงลมหวีดหวิวที่ลอดผ่านช่องผาเป็ครั้งคราว
สร้างบรรยากาศวังเวงชวนขนลุก ภายในถ้ำเล็กๆ อันเป็ที่พักพิงชั่วคราว ความหนาวเย็น และความชื้นจากพื้นดินแทรกซึมผ่านเสื้อผ้าที่ยังไม่แห้งสนิทนัก แม้จะอยู่รวมกันถึงสี่ชีวิต แต่ความอบอุ่นก็ยังนับว่าน้อยนิด
ทุกคนต่างพยายามข่มตาหลับด้วยความอ่อนเพลียจากการผจญภัยและการาเ็ อาไค่นั่งพิงผนังถ้ำใกล้ปากทางเข้า คอยเงี่ยหูฟังเสียงภายนอกตามสัญชาตญาณ
ส่วนเหล่าหยวนนั้น แม้จะหลับตาลง แต่ประสาทััยังคงตื่นตัวอยู่เสมอ เขานอนขวางอยู่ใกล้ๆ ทางเข้าอีกด้าน ไม่ห่างจากจุดที่คุณชายและถิงถิงนอนเบียดกันเพื่ออาศัยไออุ่น
แรกเริ่มนั้น ถิงถิงรู้สึกเพียงแค่ปวดศีรษะตุบๆ และเมื่อยล้าไปทั้งตัว นางคิดว่าเป็เพราะความเหนื่อยอ่อน และอาการาเ็จากการตกหน้าผา จึงพยายามข่มทนไม่ส่งเสียงรบกวนผู้ใด แต่เมื่อรัตติกาลผ่านไป ความรู้สึกหนาวเย็นกลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างประหลาด ทั้งที่อากาศภายในถ้ำไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
นางเริ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ฟันกระทบกันเบาๆ แม้จะพยายามห่อตัวให้ชิดกับคุณชายมากขึ้นแล้วก็ตาม เปลือกตาที่พยายามปิดสนิทกลับรู้สึกร้อนผ่าว
อาการของนางไม่ได้รอดพ้นสายตาที่แม้จะพร่าเลือนด้วยความทรงจำที่หายไป แต่ยังคงอ่อนไหวต่อความรู้สึกของจ้าวมู่เฉินไปได้ เขานอนพลิกตัวกระสับกระส่ายอยู่ข้างๆ รู้สึกถึงแรงสั่นสะท้านจากร่างของบ่าวสาวใช้ที่เขาคุ้นเคย และได้ยินเสียงครางแ่ๆ ในลำคอของนาง ในความเข้าใจอันจำกัดแบบเด็กน้อย เขารู้เพียงว่า “พี่สาวถิงถิง” กำลังไม่สบาย และหนาวสั่น
“พี่ถิงถิง... ท่านหนาวหรือ...” เสียงเล็กๆ นั้นพึมพำถามเบาๆ ในความมืด ถิงถิงสะดุ้งเล็กน้อย พยายามฝืนตอบ
“มะ...ไม่เป็ไรเ้าค่ะ คุณชาย... นอนเถอะเ้าค่ะ” แต่น้ำเสียงนั้นสั่นพร่าและแหบแห้งอย่างเห็นได้ชัด
จ้าวมู่เฉินขมวดคิ้วด้วยความเป็ห่วงตามประสาเด็ก เขามองไม่เห็นทางอื่น นอกจากจะขยับตัวเข้าไปเบียดชิดนางมากขึ้นอีก ใช้ร่างของตนเองพิงซ้อน หวังจะมอบไออุ่นเท่าที่เด็กคนหนึ่งจะทำได้ แขนเล็กๆ ข้างหนึ่งพาดกอดร่างนางไว้หลวมๆ ราวกับตุ๊กตาตัวโปรด “ข้า... ข้ากอดพี่นะ... จะได้อุ่นๆ...”
ถิงถิงน้ำตาซึมด้วยความตื้นตันระคนสงสารในชะตากรรม แม้จะรู้สึกร้อนเหมือนไฟเผา แต่ไออุ่นเล็กๆ จากร่างของคุณชายที่พยายามปกป้องนาง ก็เป็ดั่งน้ำทิพย์ชโลมใจในยามยาก นางทำได้เพียงลูบหลังมือคุณชายเบาๆ เป็การตอบรับ
ตลอดทั้งคืน อาการของถิงถิงมีแต่ทรงกับทรุด นางเริ่มหายใจหอบ ตัวร้อนจัดจนแทบไม่มีสติสัมปชัญญะ มีเสียงละเมอแ่เบาหลุดออกมาเป็ครั้งคราว จ้าวมู่เฉินก็พลอยนอนไม่หลับไปด้วย เขาคอยกอดนางอยู่เช่นนั้น เปลี่ยนจากความพยายามให้ความอบอุ่น เป็ความรู้สึกอยากปกป้อง 'พี่สาว' คนนี้อย่างสุดกำลังเท่าที่เด็กน้อยคนหนึ่งจะพึงมี
จนกระทั่งแสงอรุณแรกเริ่มสาดส่องเข้ามาทางปากถ้ำ ขับไล่ความมืดมิดให้จางหายไป เหล่าหยวนลืมตาขึ้นทันทีราวกับตั้งเวลาไว้ เขาลุกขึ้นนั่งอย่างเงียบกริบ และสิ่งแรกที่สังเกตเห็นคือสภาพของถิงถิงที่นอนหน้าแดงก่ำ หายใจหอบถี่ และจ้าวมู่เฉินที่นอนกอดนางอยู่ไม่ห่าง
เขารีบเข้าไปตรวจดูอาการ ใช้หลังมืออังหน้าผากของถิงถิงก็พบว่าร้อนจัดเหมือนไฟ เขามองพิจารณาอาการอื่นๆ อย่างรวดเร็ว ไข้สูง หนาวสั่น หายใจติดขัด อาจมีอาการเพ้อเล็กน้อย นี่คืออาการของไข้ป่า หรือไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อหลังตากฝน และาเ็ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย หากปล่อยไว้ อาจเป็อันตรายถึงชีวิตได้
“อาไค่!” เหล่าหยวนเรียกเสียงเบาแต่เฉียบขาด
“เฝ้าปากถ้ำไว้ให้ดี อย่าให้ใครเข้ามาหรือออกไปโดยข้าไม่อนุญาต จับตาดูคุณชายกับถิงถิงไว้ ข้าจะไปหาสมุนไพร”
“ขอรับ ท่านลุง!” อาไค่รับคำอย่างแข็งขัน ลุกขึ้นมายืนคุมเชิงอยู่หน้าถ้ำทันที
เหล่าหยวนหยิบมีดสั้นคู่ใจที่ซ่อนไว้ในรองเท้าบูท ตรวจดูความเรียบร้อยของเสื้อผ้า แล้วจึงก้าวออกจากถ้ำไปอย่างรวดเร็วแต่เงียบเชียบ อากาศยามเช้าในหุบเหวสดชื่นแต่เย็นะเื หมอกยังคงลงจัด แต่ก็พอจะมองเห็นทางได้บ้าง
เขาหวนนึกถึงความรู้เื่สมุนไพรที่เคยร่ำเรียนมาสมัยเป็ทหาร และจากประสบการณ์เดินป่าล่าสัตว์ มันอาจไม่เทียบเท่ายอดหมอ แต่สมุนไพรแก้ไข้ ลดความร้อนพื้นฐานนั้นพอจะหาได้ตามแหล่งน้ำหรือที่ชื้นแฉะ
เขาเดินลัดเลาะไปตามทางที่เคยสำรวจเมื่อวาน มุ่งหน้าไปยังลำธารเล็กๆ ที่พวกเขาพบน้ำสะอาด ดวงตาคมกริบคอยสอดส่ายมองหาพืชที่้า ขณะเดียวกันก็ระแวดระวังภัยรอบด้าน ไม่ใช่แค่สัตว์ป่า แต่รวมถึง 'เงา' ที่เขาสงสัยว่ามีอยู่จริง
ริมลำธารที่ชุ่มชื้นไปด้วยมอสและเฟิร์น เหล่าหยวนพบเถาวัลย์ชนิดหนึ่งที่ใบมีลักษณะคล้ายคลึงกับสมุนไพรลดไข้ที่เขารู้จัก เขาก้มลงพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้แน่ใจ
ฉับพลันนั้นเอง..!
ขณะที่มือของเขากำลังจะเอื้อมไปเด็ดเถาวัลย์นั้น…!
เงาดำทะมึนสายหนึ่งก็พุ่งวาบออกมาจากพงหญ้าข้างก้อนหิน! งูพิษสีดำเหลือมลายเขียวตัวเขื่อง อ้าปากกว้างเผยเขี้ยวแหลมคม ฉกเข้าใส่แขนของเขาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ..!
ด้วยสัญชาตญาณที่ฝึกฝนมานานปี เหล่าหยวนเบี่ยงตัวหลบพร้อมกับสะบัดแขนออกอย่างฉับไว! เขี้ยวพิษนั้นเฉียดผิวเนื้อเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด! ยังไม่ทันที่อสรพิษร้ายจะทันได้ตั้งตัว มีดสั้นเล่มงามในมือเหล่าหยวนก็ตวัดวาบ! คมมีดอันคมกริบ ปาดผ่านลำคอของงูร้ายอย่างแม่นยำ! ร่างของมันบิดเกร็งชั่วครู่ ก่อนจะแน่นิ่งไป
เหล่าหยวนถอนหายใจแ่เบา เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม เขามองซากงูพิษที่พื้นด้วยแววตาเรียบเฉย แต่ในใจรู้ดีว่าหากช้าไปเพียงเสี้ยววินาที ชะตากรรมของทุกคนคงจะเปลี่ยนไปตลอดกาล เขาใช้ปลายมีดเขี่ยดูให้แน่ใจว่างูตายสนิทแล้ว จึงใช้เถาวัลย์เส้นเล็กๆ ร้อยตัวมัน เก็บไว้เป็เสบียงในสถานการณ์เช่นนี้ เนื้อสัตว์ทุกชนิดล้วนมีค่า
จากนั้น เขาก็หันกลับมาสนใจสมุนไพร เด็ดใบและเถาตามจำนวนที่้าอย่างระมัดระวัง ตรวจสอบให้แน่ใจอีกครั้งว่าไม่ใช่เถาวัลย์พิษที่มีลักษณะคล้ายกัน ก่อนจะเก็บใส่ห่อผ้าเล็กๆ ที่เตรียมมา แล้วรีบเดินทางกลับถ้ำทันที
เมื่อกลับถึงถ้ำ อาไค่เบิกตากว้างเมื่อเห็นงูที่เหล่าหยวนโยนลงพื้น ส่วนจ้าวมู่เฉินมองด้วยความสงสัยใคร่รู้ปนหวาดๆ เล็กน้อย มีเพียงถิงถิงที่ยังคงไม่ได้สติ เหล่าหยวนไม่รอช้า เขานำสมุนไพรที่ได้มาล้างด้วยน้ำสะอาดจากลำธาร ที่เขากรอกน้ำเก็บไว้ในกระบอกไม้ไผ่ แล้วใช้หินสองก้อนบดขยี้ใบและเถาให้ละเอียด เติมน้ำลงไปเล็กน้อย คนให้เข้ากันเป็ยาข้นๆ สีเขียวเข้ม กลิ่นเหม็นเขียวค่อนข้างแรง
“ถิงถิง... ดื่มยาเสียหน่อย” เขาประคองศีรษะนางขึ้น ค่อยๆ ป้อนยาขมนั้นเข้าปากอย่างยากลำบาก นางขมวดคิ้วด้วยรสชาติฝาดเฝื่อน แต่ก็ยอมกลืนลงไปแต่โดยดีเพราะเรี่ยวแรงจะขัดขืนแทบไม่มี
เหล่าหยวนให้นางดื่มยาเป็ระยะๆ ตลอด่สาย ควบคู่ไปกับการใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวลดความร้อน เวลาผ่านไปหลายชั่วยาม ในที่สุดอาการของถิงถิงก็เริ่มทุเลาลง การหายใจเริ่มสม่ำเสมอขึ้น ความร้อนที่หน้าผากลดลง แม้จะยังอ่อนเพลีย แต่ก็ดูเหมือนจะพ้นขีดอันตรายแล้ว
ตกบ่าย เหล่าหยวนตัดสินใจจัดการกับงูที่ได้มา เขาก่อไฟกองเล็กๆ อย่างระมัดระวังที่สุด เลือกใช้ไม้แห้งสนิทเพื่อลดควัน และหาทำเลในซอกหินลึกเข้าไปในถ้ำเพื่อพรางแสงไฟให้มากที่สุด ก่อนจะลงมือแล่เนื้องู ย่างด้วยความชำนาญ กลิ่นเนื้อย่างหอมๆ ช่วยกระตุ้นความหิวโหยของทุกคนได้เป็อย่างดี แม้จะเป็อาหารที่ไม่คุ้นเคย แต่ในยามนี้ มันคืออาหารทิพย์ที่ช่วยประทังชีวิต
พวกเขาแบ่งปันเนื้อ งู ย่างกันเงียบๆ แม้จะยังหวาดกลัวและไม่แน่นอนกับอนาคต แต่การที่ถิงถิงอาการดีขึ้น และการได้ลิ้มรสอาหารร้อนๆ ก็ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจขึ้นมาได้บ้างไม่มากก็น้อย
ทว่า ในขณะที่คนอื่นๆ เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย สายตาของเหล่าหยวนยังคงจับจ้องไปยังความมืดนอกปากถ้ำ การพบงูพิษย้ำเตือนถึงอันตรายที่มีอยู่จริงของหุบเหวแห่งนี้ และร่องรอยของผู้มาเยือนลึกลับก็ยังคงเป็ปริศนาที่รอการคลี่คลาย ค่ำคืนนี้พวกเขาอาจปลอดภัย แต่พรุ่งนี้... ยังคงเป็เื่ที่ไม่อาจคาดเดาได้เลย.