ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 68 โด่งดังชั่วข้ามคืน

            “พวกเจ้าว่าอะไรนะ ปรมาจารย์เฟิ่ง อย่างนั้นหรือ?”

            “ใช่ พวกเรามาส่งของให้กับปรมาจารย์เฟิ่งหยู” ผู้นำขบวนการกค้าตอบ

            งั้นสิ่งที่เฟิ่งหยูกล่าวออกมาก็เป็นความจริงเขาคือนักปรุงโอสถระดับเจ็ดที่ว่าอย่างนั้นหรือ ?....... เด็กอายุสิบห้าสิบหกปีจะเป็นปรมาจารย์นักหลอมโอสถเป็นไปได้อย่างนั้นหรือ?.... แต่สิ่งที่พวกเขาสงสัยกลับถูกคำตอบฟาดหัวอย่างแรงเมื่อมีผู้นำการค้าเอ่ยออกมาเอง

            “สมาคมการค้ามังกรดำตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลฉีอย่างนั้นหรือ”พ่อบ้านตระกูลฉีพึมพำ

            “เป็นการเข้าใจผิด หรือเปล่าท่านผู้นำพวกข้าไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวกับพวกท่านเลย ไฉนจะมาตัดความสัมพันธ์ง่าย ๆ แบบนี้ได้”

            “ไม่ใช่พวกเจ้าหรอก แต่เป็นพวกตระกูลฉีเมืองซานเป่าที่ดันไปเตะเอาแผ่นเหล็กเข้าให้รู้สึกว่าจะเป็นแผ่นเหล็กชิ้นหนาเสียด้วย ฮ่า ๆๆๆ” ผู้นำขบวนสินค้ากล่าวออกมาพร้อมกับหัวเราะ

            “พวกเจ้าก็เช่นกัน หาเรื่องไปทั่วระวังจะโดนเข้าสักวันแล้วอย่าหาว่าพวกข้าไม่เตือนก็แล้วกัน เหนือฟ้ายังมีฟ้าอยู่เจ้าไม่เคยได้ยินหรืออย่างไร...”

            ตระกูลฉีทุกคนต่างนิ่งเงียบ ไม่รู้จะพูดอย่างไรดีจวบจนกระทั่งได้ยินเสียงคำสั่ง

            “ถอนตัวกลับ พวกเรากลับกันก่อน......”

            เพียงเวลาไม่นาน ตระกูลฉีที่ยกขบวนมาต่างเร่งรีบกลับไปยังตระกูลพร้อมกับรายงานเรื่องนี้ให้ผู้นำตระกูลทราบพร้อมกับรีบพานายน้อยของพวกเขาไปรักษาแขนที่ขาดก่อนเป็นอันดับแรกแต่ก็ไม่สามารถที่จะทำการรักษาแขนที่ขาดของฉีเจิ้นจิวได้

            “บัดซบ พวกมันจะบังอาจกันมาเกินไปแล้วข้าจะต้องจัดการกับพวกมันให้สิ้นซาก” หรือว่านี่จะเป็นจุดตกต่ำของตระกูลฉีของพวกเรากันแน่รีบส่งคนติดต่อไปยังตระกูลหลัก โดยด่วน ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นพวกเราจะได้ระวังตัวไว้

            แต่คนที่รับหน้าที่ติดต่อยังไม่ทันได้ก้าวออกไปไหนกลับมีคนของตระกูลฉีวิ่งเข้ามารายงานอย่างเร่งด่วน

            “ท่านผู้นำตระกูล ทางตระกูลหลักแจ้งมาว่าให้พวกเราตามสืบเด็กหนุ่มชื่อเฟิ่งหยู หญิงสาวที่ชื่อจื่อฮุ่ย และ ชายวัยกลางคนชื่อจื่อซ่ง เป็นการด่วนพร้อมกำชับให้ทำดีกับพวกเขา ห้ามใครทำให้เขาไม่พอใจเป็นอันขาดขอรับ”  

            “เจ้าว่าเขาชื่ออะไรนะ เฟิ่งหยู จื่อฮุ่ย จื่อซ่งอย่างนั้นหรือนั่นมันไม่ใช่พวกร้านพฤกษาสวรรค์หรอกหรือ”

            ฉีเจิ้นกวง พ่อบ้านและเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลายต่างหน้าซีดกันเป็นแถวหรือนี่จะเป็นหายนะที่แท้จริงของพวกเขา ฉีเจิ้นจิว บาดเจ็บมาแถมยังต้องพิการเพราะพวกร้านพฤกษาสวรรค์แต่ยังไม่ทันได้แก้แค้นให้กับลูกชายกลับได้รับคำสั่งที่ย้อนแย้งแบบนี้ฉีเจิ้นกวงก็แทบจะอดรนทนไม่ไหวเช่นกัน

            “ตระกูลหลักแล้วยังไง พวกเขาเคยมาสนใจพวกเราอย่างนั้นหรือได้แต่สั่งโน่น สั่งนี่ ให้พวกเราทำตาม ตอนนี้ลูกข้าต้องพิการแต่พวกมันกลับมีคำสั่งให้พวกเราปฏิบัติกับศัตรูอย่างเอาใจใส่แบบนี้ มันไม่กลั่นแกล้งกันมากไปหน่อยหรือ”ฉีเจิ้นกวงบ่นพร้อมกับตบลงบนโต๊ะอย่างรุนแรง

            “ปั้งงง!!”

            “เป็นตระกูลหลักเสียเปล่าแต่ทำตัวกลัวเด็กตัวเล็ก ๆ เพียงคนเดียว อย่างนี้ไม่เท่ากับว่าตระกูลฉีของพวกเราต้องยอมจำนนให้กับเด็กอายุสิบห้าสิบหกเพียงคนนั้นอย่างนั้นหรือ”

            ฉีเจิ้นกวงพลันมองไปยังเหล่าผู้อาวุโสทั้งหลาย

            “พวกท่านมีความคิดเห็นอะไรบ้าง  พวกเราต้องทำอย่างไรกันดี” ฉีเจิ้นกวงกล่าว

            “กว่าพวกเราจะยึดอำนาจจากตระกูลซู ได้ข้าก็ไม่เห็นพวกตระกูลหลักจะมาช่วยเหลือพวกเรา เมืองหลิวโจวแห่งนี้ก็ยกให้กับคนของตระกูลหลักเป็นเจ้าเมือง ส่วนพวกเราตระกูลสาขาจะทำอะไรก็ต้องฟังคำสั่งจากตระกูลหลัก”

            “ พวกเราจะกลัวอะไรกันนักหนากับพวกตระกูลหลักอีกพวกเขาไม่เคยสนใจพวกเราด้วยซ้ำไป หากพวกเรายอมจำนนให้กับเด็กเมื่อวานซืน แล้วพวกเราจะมีหน้าไปมองหน้าตระกูลอื่นได้อย่างไร  พวกเราจะกลายเป็นตัวตลกให้ทุกคนหัวเราะอย่างนั้นหรือ?”

            “พวกเราถึงจะเป็นตระกูลสาขา แต่ก็ทำความดีความชอบมามากมาย พวกเขาเองก็ไม่เคยเห็นค่าของพวกเราอยู่แล้วพวกเราจะมัวไปกลัวพวกเขาอีกทำไมหากพวกเรายอมตระกูลหลักอีกพวกเราก็ต้องเป็นเบี้ยล่างของพวกเขาตลอดไป ท่านผู้นำตระกูลพิจารณาด้วย” เหล่าผู้อาวุโสต่างพากันเห็นพ้องต้องกัน

            ฉีเจิ้นกวงพลันนิ่งอึ้งไปสักครู่หนึ่งพลันเอ่ยออกมา

            “แล้วหากพวกเราพลาดหละ” ฉีเจิ้นกวงถามขึ้นมา

            “หากพวกเราพลาด ก็เพียงแค่กลับไปเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ในเมืองอื่นนำทรัพย์สินของพวกเราไปเริ่มต้นใหม่ก็ยังได้อยู่ แต่หากพวกเราทำสำเร็จ  พวกเราก็จะมีอำนาจมากกว่าพวกตระกูลหลัก พวกตระกูลหลักที่กดขี่พวกเรามานานจะเป็นพวกเราบ้างที่มีโอกาสเอาคืนพวกเขา”

            “กะแค่เด็กคนเดียว พวกเราจัดการคงไม่ยากเย็นเท่าไหร่ อีกอย่างเพื่อเป็นการแก้แค้นให้กับนายน้อยอีกทางหนึ่งด้วย”ผู้อาวุโสคนหนึ่งพลันกล่าวออกมา

            “ไม่ได้หรอกหากพวกเราทำอย่างนั้นก็เท่ากับว่าพวกเราเป็นแมงเม่าที่บินเข้ากองไฟเอง ความเห็นของข้าพวกเราควรที่จะแสร้งยอมแพ้และยอมจำนน ถ้ายอมแพ้แก่พวกเขาพร้อมทั้งมอบสมบัติบางอย่างให้กับพวกมัน จากนั้นพวกเราก็คอยตลบหลังพวกมันอีกทีตอนนี้เรารู้แล้วว่าเฟิ่งหยูเป็นนักหลอมโอสถระดับเจ็ด หากพวกเราจับตัวเฟิ่งหยูได้พวกมันย่อมต้องยอมทำตามพวกเราทุกอย่างอย่างแน่นอน “ฉีเจิ้นจิวที่แขนขาดไปข้างหนึ่งเดินมาพร้อมกับผู้ติดตาม

            “ส่วนพวกตระกูลหลักข้าจะทำให้พวกมันต้องยอมจำนนอยู่ใต้เท้าของข้าสักวัน”

            ฉีเจิ้นจิวเอ่ยด้วยความเครียดแค้น

            “ข้ารู้สิ่งที่พวกมันกำลังจะทำอยู่ แต่ข้าเองย่อมไม่อยากให้พวกมันได้สมดังหวังง่าย ๆ หรอก” ฉีเจิ้นจิวกล่าว

            “เรื่องนี้พวกเราต้องวางแผนอย่างรอบคอบแล้วหละ หากผิดพลาดเพียงนิดพวกเราจะไม่มีที่ยืนในอาณาจักรตะวันฉายแห่งนี้อีกต่อไป”

            นับว่าเป็นความเสี่ยงมากที่สุดของตระกูลฉี(สาขา)ที่นำโดยฉีเจิ้นกวงดังนั้นเขาจึงต้องตัดสินใจให้รอบคอบก่อนจะทำอะไรที่สำคัญตอนนี้พวกเขาหันหลังให้ไม่ได้แล้วเพราะพวกเขาดันไปทำให้เฟิ่งหยูไม่พอใจเข้าให้แล้วถึงแม้ฉีเจิ้นจิวจะแขนขาดไปข้างหนึ่ง แต่หากพวกร้านพฤกษาสวรรค์ไม่ยอมเสียอย่างพวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลยทำได้เพียงแต่ยอมรับความจริงเท่านั้น

            ฉีเจิ้นจิวเดินไปใกล้กับบิดาของเขาพร้อมกับกระซิบบางอย่างให้บิดาของเขาฟังมันคือแผนการที่ตระกูลฉีแทบไม่ต้องทำอะไรเลยเพียงแต่ปล่อยเป็นเรื่องของสมาคมการค้ามังกรดำและเฟิ่งหยูตัดสินใจเองว่าจะสนับสนุนใคร(เหล่าองค์ชายทั้งหลายของอาณาจักรตะวันฉาย)

            “เยี่ยมเอาตามแผนการที่เจ้าเสนอมาก็แล้วกัน”ฉีเจิ้นกวงกล่าวด้วยรอยยิ้มไปทางฉีเจิ้นจิวถึงแม้จะพ่ายแพ้และบาดเจ็บกลับมา แต่เขาก็ไม่ได้ขาดสติมุ่งแต่จะแก้แค้นเพียงอย่างเดียว

            เฟิ่งหยูใช้เวลาในการเดินชมตลาดเกือบสองชั่วยามก่อนจะพากันกลับที่พัก

            ทางด้านตระกูลฉี ในเมืองซานเป่า พวกเขาพยายามกู้ภาพพจน์ที่ดีให้กลับมาอีกครั้ง

            ซึ่งร้านของพวกเขาต่างเปิดกิจการมานานหลายปีลูกค้าที่จับจ่ายใช้สอยซื้อของร้านของพวกเขาแต่เดิมมีจำนวนมาก ในปัจจุบันกลับแทบไม่มีคนเดินเข้าร้านของตระกูลฉี

               ในความเป็นจริงเหล่าจอมยุทธ์ทุกคนต่างเสาะหาสถานที่ต่างๆที่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้โดยไม่ต้องกังวนเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เมื่อก่อนตระกูลฉีเคยข่มขู่พวกเขาเคยเอารัดเอาเปรียบการค้ากับพวกเขาพวกเขาเสียเปรียบตระกูลฉีมาหลายปีแล้ว  ตอนนี้พวกเขามีอิสระในการจับจ่ายซื้อของโดยไม่ต้องเกรงกลัวใครอีกต่อไปเพราะหากมีปัญหากับทางร้านตระกูลฉี สมาคมการค้ามังกรดำ จะเป็นอันดับต้น ๆ ที่มาจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาให้กับพวกเขาด้วยความยุติธรรม

            เฟิ่งหยูหาได้เกรงใจไม่ เขาบอกให้คนในร้านพฤกษาสวรรค์รับซื้อที่เหล่าจอมยุทธ์ทั้งหลายค้นพบทั้งหมดด้วยราคาที่เป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย ผู้ที่นำสินค้ามาขายจากเหล่าจอมยุทธ์ที่มีสังกัดและไร้สังกัดทั้งหมด

            ในเมื่อทุกคนต่างได้รับผลประโยชน์กันอย่างถ้วนหน้าจึงเป็นกระแสความนิยมขึ้น เหล่าจอมยุทธ์ที่มีของล้ำค่าที่หามาได้พวกเขาจะนึกถึงสมาคมมังกรดำและร้านพฤกษาสวรรค์เป็นอันดับแรกเพราะให้ราคาสูงและยุติธรรมสำหรับบุคคลทั่วไปอย่างเท่าเทียมกันดังนั้นชื่อเสียงของสมาคมการค้ามังกรดำและร้านพฤกษาสวรรค์ของเฟิ่งหยูจึงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

            “โอสถทางนี้หมดแล้ว ให้คนนำโอสถมาเติมด้วย”

            การค้าขายที่เป็นไปอย่างราบรื่นขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่าเกิดขึ้นภายในร้านพฤกษาสวรรค์ทุกคนต่างยุ่งและวุ่นวายไปหมด ยกเว้นเพียงแต่เฟิ่งหยูเพียงคนเดียวที่ว่างอยู่

            เฟิ่งหยูเดินดูรอบ ๆ ร้านพฤกษาสวรรค์ มองดูผู้คนหลากหลายที่ต่อคิวซื้อโอสถพลันทำให้เฟิ่งหยูคิดถึงตอนที่ตระกูลของเขาต้องออกไปเก็บสมุนไพรด้วยความยากลำบาก  พลันคิดถึงเรื่องของตระกูลซูขึ้นมา เฟิ่งหยูให้คนเรียกจื่อซ่งมาพบเขาซึ่งนั่งรอบอยู่บนชั้นสองของร้าน

            ไม่นานนักเมื่อจื่อซ่งรับรู้จึงรีบมาหาเฟิ่งหยู

            “ท่านผู้อาวุโส ข้ามีเรื่องถามท่านอยู่หลายเรื่อง ช้าไม่บังคับให้ท่านผู้อาวุโสตอบทุกเรื่องของข้าเพียงแต่ว่าข้าอยากจะทำในบางเรื่องบางอย่างที่ต้องใช้ข้อมูลจากผู้อาวุโสเป็นการตัดสินใจ”เฟิ่งหยูกล่าว

            “มีเรื่องอะไรหรือนายน้อย หากข้าตอบได้ ข้าจะไม่ปิดบังท่านเลย”

            “ข้าต้องการทราบเรื่องของท่านเจ้าเมืองคนเก่าท่านพอจะเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่”

            หากเป็นเมื่อก่อนจื่อซ่งคงไม่ยินยอมที่จะเผยเรื่องของเจ้าเมืองคนเก่าอย่างแน่นอนแต่ตอนนี้เหตุการณ์เปลี่ยนไปแล้ว อนาคตของตระกูจื่อ (ตระกูลซู)แทบจะเรียกได้ว่าอยู่ในมือของเฟิ่งหยูแล้ว

            “ได้ ข้าจะบอกเรื่องที่ข้ารู้ให้ท่านฟังเอง” จื่อซ่งกล่าว

            “ท่านเจ้าเมืองหรือผู้นำของพวกเราตระกูลซู ตอนนี้ที่พวกเราสืบทราบมายังมีชีวิตอยู่เพียงแต่ถูกตระกูลฉี ที่เป็นตระกูลหลักจองจำไว้ที่ไหนสักแห่งซึ่งพวกเราพยายามจะสืบหามานานแต่ยังไม่มีข่าวอะไรแต่พวกเรายังยืนยันได้ว่าท่านเจ้าเมืองยังมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอนเพราะทางตระกูลของเรามีวิธีที่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครยังอยู่หรือจากไปแล้วได้เพียงแต่เป็นความลับที่ข้ามิอาจจะบอกกับท่านได้”

            จื่อซ่งเล่าเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาให้เฟิ่งหยูฟังอย่างละเอียด พร้อมกับกำชับให้เฟิ่งหยูระมัดระวังตระกูลฉีเพราะพวกเขายังคงตั้งความหวังไว้กับเฟิ่งหยูมาก

            “ท่านพอจะให้คนไปสืบเรื่องราวของตระกูลฉีให้ข้าได้หรือไม่”เฟิ่งหยูเอ่ย

            “นายน้อยอยากรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับตระกูลฉีบ้าง”

            “ทุกเรื่อง” เฟิ่งหยูตอบ

            “งั้นข้าก็จะเล่าเรื่องที่ข้าได้รับรู้มาตอนนี้ตระกูลฉีกำลังร่วมมือกับทางราชสำนัก ของอาณาจักรตะวันฉาย พวกเขาได้ส่งคนไปสู่ขอองค์หญิงเมืองอัสตาน่าอาณาจักรเมฆาหวนซึ่งพวกเขาได้สืบทราบมาว่าองค์หญิงได้ทรงหมั้นกับสามัญชนคนธรรมดาคนหนึ่งซึ่งพวกเขาจะอาศัยโอกาสนี้ในการรวบอาณาจักรเมฆาหวนมารวมกับอาณาจักรตะวันฉาย”

            “เท่าที่ข้ารู้มา กษัตริย์ของอาณาจักรเมฆาหวนนั้นเป็นคนหัวแข็งยอมหักไม่ยอมงอ ดังนั้นพวกเขาจะอาศัยโอกาสนี้ประกาศสงครามก็เป็นได้นี่เป็นเพียงความคิดของข้าเองนะ เจ้าไม่ต้องเก็บไปใส่ใจ” จื่อซ่งกล่าว

            “ส่งคนไปขอหนิงเอ๋ออย่างนั้นหรือ พวกเจ้ามันหาที่ตายกันชัด ๆ”เฟิ่งหยูคิดอยู่ในใจ

            “ท่านพอจะส่งคนไปสืบต่อได้หรือไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรต่อหรือมีแผนอะไรต่อจากนี้หรือไม่”

            “พวกเราแทรกซึมมานานแล้ว และคาดว่าคงอีกไม่นาน พวกมันคงจะเริ่มเคลื่อนไหว หากพวกมันเคลื่อนไหวข้าจะเป็นคนบอกกับนายน้อยเอง นายน้องไม่ต้องกังวลไป”

            “หากมีสงครามระหว่างอาณาจักรท่านจะอยู่กับข้าหรือว่าท่านจะช่วยอาณาจักรตะวันฉาย”เฟิ่งหยูเอ่ยถามจื่อซ่ง

            “พวกเราทั้งหมดจะขอติดตามนายน้อย บุกน้ำลุยไฟไปร่วมกันพวกข้าพร้อมจะสนับสนุนนายน้อยอย่างเต็มที่ พวกเราไม่มีอะไรที่จะเสียอีกต่อไปแล้วนายน้อยคือความหวังของพวกเรา ข้าในนามของตระกูจื่อ (ตระกูลซู) ขอติดตามร่วมทุกข์ร่วมสุขกับนายน้อย พวกเราหากใครทรยศนายน้อย ข้า จะเป็นคนสังหารคน คนนั้นกับมือเองแม้ว่าจะเป็นครอบครัวของข้าเอง”

            จื่อซ่งกล่าวด้วยความจริงใจและสัตย์ซื่อ

            “ได้ข้าไว้ใจพวกท่านหากข้าสามารถทำให้พวกเราเจริญรุ่งเรืองต่อไปข้างหน้าข้าจะไม่ลืมว่าใครที่สนับสนุนข้าใครที่เป็นศัตรูของข้า ใครที่สนับสนุนข้า ข้าจะตอบแทนพวกเขาอีกร้อยเท่าพันเท่าแต่หากใครเป็นศัตรูกับข้า แม้ข้าตายข้าก็จะนำพวกเขาติดตามข้าไปด้วย”เฟิ่งหยูกล่าวอย่างจริงจัง

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน