หญิงชราผมสีดอกเลา มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพินิจ ถ้าเห็นด้วยตานางอาจไม่เชื่อแต่มือของนางยังคงจับข้อมือของคนตรงหน้าไว้ ชีพจรเต้นดังเช่นนี้คงไม่ผิดแน่
หญิงสาวตรงหน้าแตกต่างจากที่นางเคยเห็น แม้นางยังคงงดงามราวกับไม่ใช่สาวชาวบ้าน แต่กลิ่นอายต่างจากเดิม นางไม่มองผู้อื่นด้วยหางตาอย่างเหยียดหยาม นางเพียงมองด้วยความสงสัย ใบหน้ายังคงไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมาเหมือนเดิม
หลินเว่ยเว่ยคิดไว้ว่า ถ้ายายเฒ่าตรงหน้ายังไม่ปล่อยนางภายในหนึ่งลมหายใจ นางคงต้องทำอะไรสักอย่าง แต่ในที่สุดหญิงชราก็เอ่ยปากอีกครั้ง “เ้าใช่ภรรยาของหลวนซีห่าวหรือไม่”
หลินเว่ยเว่ยหันไปมองเด็ก ๆ ทุกคนไม่มีใครพูดอะไรออกมา มีเพียงหลินลี่ที่ส่งสายตามาทางนางราวกับบอกว่า ถ้าป้ารองให้สัญญาณเราจะรีบออกไปจากตรงนี้
“อย่าพูดอย่างนี้ต่อหน้าเด็ก ๆ สิเ้าคะท่านยาย ถึงสามีข้าจะตายไปแล้ว แต่เด็ก ๆ คงใถ้าท่านเอ่ยถึงบุรุษคนอื่นแบบนี้” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความตำหนิ
“ทั้งสามเป็บุตรของเ้าหรือ” หญิงชราที่ยอมปล่อยมือถามหญิงสาวตรงหน้าอย่างใ
“ใช่เ้าค่ะ บุตรสาวคนโตของข้าก็ใกล้ถึงวันปักปิ่นแล้ว วันนี้เลยออกมาซื้อปิ่นดี ๆ ให้นางสักอัน” หลินเว่ยเว่ยตอบไปตามปกติ
หญิงชราพยักหน้างึกงักอยู่คนเดียว แววตาราวกับยอมรับไม่ได้ “เ้า…หน้าเ้าคล้ายนางมาก แต่นางป่วยตายไปแล้ว”
หลินลี่เมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็เบิกตากว้าง นางจึงลองเอ่ยถามหญิงชราตรงหน้าบ้าง “ท่านแม่ข้าหน้าตาคล้ายใครหรือท่านยาย เพราะว่าตระกูลเรามีสายรองเยอะมาก อาจมีคนหน้าคล้ายกันเป็ธรรมดา”
หญิงชราได้ยินเช่นนั้น ก็คิดว่าเป็ไปได้ สตรีผู้นั้นแค่พูดคุยนางยังไม่เคย นางไม่เคยเห็นผู้อื่นในสายตาแม้แต่น้อย
“นางชื่อหลินเว่ยเว่ยมาจากเมืองต้าหลางนี้แหละ ข้าก็มาจากเมืองหนานหยางใกล้ ๆ นี้เอง” หญิงชราตอบเด็กสาวตรงหน้าไป
หลินลี่เมื่อเห็นป้ารองไม่เอ่ยอะไร นางจึงสอบถามข้อมูลกับหญิงชราเพิ่ม “โอ้ ท่านยาย พวกเรารู้จักบ้านตระกูลหลินดี หลินเว่ยเว่ยพวกเราเหมือนเคยได้ยินชื่อมาก่อนเช่นกัน ท่านช่วยเล่าเื่ของนางได้หรือไม่”
หญิงชราเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็กระตือรือร้นขึ้นมา “ได้ ๆ หลินซื่อผู้นี้ นางมักเก็บตัว ทั้งยังชอบมองดูผู้อื่นอย่างเหยียดหยาม ทั้งที่เป็สาวเทื้ออยู่นาน แต่กลับไม่เป็งานบ้านงานเรือน แต่งมาปีแรก ตาเฒ่าหลวนก็อาการทรุดหนัก ได้ยินมาว่าบ้านนางก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร มาอยู่ก็มาแต่ตัว แต่ไม่รู้ทำไมบ้านหลวนถึงยอมแต่งนางเข้ามา ทั้งนางยังเก็บเงินที่สามีหามาไว้คนเดียว พอหลัง ๆ มานางก็ล้มป่วย นางป๋ายแม่สามีนางก็เชิญเซียนตาบอดมาดูให้ ก็บอกว่านางเลี้ยงผีไว้ จึงทำให้พ่อสามีของนางป่วยหนัก ทั้งยังพบของสกปรกไว้ในห้อง นางป๋ายก็ยังใจดีส่งนางกลับบ้านเดิม โดยไม่ลงโทษนางสักนิด แต่คนที่ไปส่งนางก็บอกว่านางตายเสียก่อนจะถึงบ้านเดิม”
เมื่อเห็นทุกคนเงียบไป หญิงชราจึงเอ่ยขึ้นมาอีก “พอนางจากไป อาห่าวก็ได้เป็ถึงทั่นฮวา นางช่างเป็ตัวซวยแท้ ทั้ง ๆ ที่บ้านหลวนก็ไม่ได้ลำบากอันใด สามารถแต่งเด็กสาวดี ๆ เข้าบ้านได้ด้วยซ้ำ”
แม้หญิงชรายังอยากจะเล่าเื่อะไรเพิ่มอีก แต่เมื่อพบญาติของตน ก็รีบขอตัว และจากไปโดยเร็ว ทิ้งทั้งสี่คนมองหน้ากันสลับไปมา
“ท่านป้า ท่านป่วยเพราะแพ้ท้องตั้งหาก ทั้งสินเดิมท่าน บิดาเล่าว่า มันสามารถอยู่สบาย ๆ ได้ทั้งชีวิต ป้ารองไม่ใช่คนนิสัยโลภของผู้อื่นแม้แต่น้อย ทำไมท่านไม่บอกไปว่าท่านยังมีชีวิตอยู่ ทั้งยังมีทายาทให้ตระกูลหลวนอีก” หลินฮวาเอ่ยอย่างแค้นใจ ชีวิตสตรี ถ้าโดนทำลายชื่อเสียงแบบนี้จะมีชีวิตอยู่อย่างสงบได้อย่างไร
“ถ้าบอกไปแล้วอย่างไร ยายเฒ่านั่นจะให้ความเป็ธรรมกับข้าได้รึ ลูกไม้ตื้น ๆ ของนางป๋ายก็หลอกได้แค่คนโง่เท่านั้นแหละ เขาเป็ถึงทั่นฮวา ถ้าโดนนางป๋ายหลอกได้ ข้อสอบขุนนางนั่นคงเป็ของเด็กเล่นแล้ว ถ้าเขาสืบดูก็จะรู้ว่าข้าขายที่ดิน ขายสินเดิมตัวเอง ข้าก็ยังคงอยู่หมู่บ้านต้าหนิวไม่ไปไหน แต่ทำไมถึงเลือกปล่อยผ่านมาเกือบสี่เดือนละ เ้าเข้าใจเื่ทั้งหมดแล้วใช่หรือไม่” หลินเว่ยเว่ยรู้ว่า หลินฮวาไม่ใช่คนที่จะยอมอะไรง่าย ๆ ถ้าไม่พูดให้นางเข้าใจั้แ่ตอนนี้ นางอาจหาเื่ราวเพิ่มได้
หลินฮวาแม้จะเข้าใจแล้ว แต่จิตใจนางยังคงยอมไม่ได้ นางสงสารป้ารอง สงสารเ้าก้อนแป้งที่ยังไม่เกิดมา ทำไมต้องเป็แบบนี้ ป้ารองสิ้นทั้งบิดามารดา เหมือนพวกนาง ลุงใหญ่แทนที่จะโต้แย้งอะไรให้ป้ารองบ้าง กลับไม่พูดถึง ป้าสะใภ้ยังมาพูดว่าเป็สาวเทื้อดีกว่าเป็ม่าย ถ้าท้องโตกว่านี้จะทำอย่างไรละ หลินฮวานางคิดไปถึงอนาคตแล้ว
“ฮวาเอ๋อร์อย่าพึ่งพูดอะไรเถอะ แค่นี้ป้ารองก็เสียใจจะแย่แล้ว” หลินลี่ที่เงียบไปไม่ใช่นางยินยอม แต่นางกลัวหลินเว่ยเว่ยจะลำบากใจ
“พอเถอะ ข้าไม่ได้เสียใจอันใด วันนี้เรายังต้องไปพบคนอีกมากเร่งมือเถอะ” หลินเว่ยเว่ยที่ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเื่นี้ตอบปัด ๆ แต่เด็กกับเข้าใจว่าป้ารองเสียใจมาก และจะไม่พูดเื่นี้ขึ้นมาอีก
...
หน้าเหลาอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีบุรุษผู้หนึ่ง นั่งดื่มสุราเพียงคนเดียว อาหารมากมายบนโต๊ะก็แทบไม่เหลือแล้ว ถ้าไม่เฝ้าดูอยู่คงคิดว่า ผู้อื่นพึ่งลุกออกไป เพราะเขาไม่น่าจะกินได้มากถึงเพียงนี้
หลินเว่ยเว่ย นั่งลงฝั่งตรงข้ามโดยไม่ขออนุญาต บุรุษตรงหน้ามีหน้าตาเกลี้ยงเกลา ทั้งยังอวบอ้วนตามค่านิยม เขาไม่สนใจสตรีตรงหน้าแม้แต่น้อย
“กงสือ ท่านเลิกเป็นายหน้าแล้วหรือ ก็ดีข้าจะไปหาคนใหม่” หลินเว่ยเว่ยตั้งท่าจะลุกขึ้น
“เดี๋ยวก่อน” เขาวางตะเกียบลงและเงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“เว่ยเว่ย” กงสือเอ่ยอยากใ และขยี้ตามองอีกครั้ง
“ข้าเอง”
“ข้านึกว่าเ้าตายไปแล้ว ข้ายังคิดหนักว่ารายงานเื่นี้ได้อย่างไร” หลินเว่ยเว่ยเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ รายงานกับใคร อดีตนายอำเภอสหายตาเฒ่าหลินน่ะเหรอ เพราะเขาเคยเป็คนสนิทของอดีตนายอำเภอนี่น่า
แล้วเมื่อครู่ ยายเฒ่านั่นก็ว่านางตายไปแล้วอีกคน “ทำไมใคร ๆ ก็คิดว่าข้าตายไปละ”
“ข้าได้ข่าวว่าสามีเ้า ได้เป็ขุนนาง แต่ทำไมไม่มีคนพูดถึงเ้าเลย ก็เลยไปถามที่บ้านหลวนแต่ไม่มีใครอยู่ ชาวบ้านก็บอกว่าเ้านั้นได้ตายไปแล้ว” กงสือตอบ
“ข้ายังอยู่หมู่บ้านต้าหนิวเหมือนเดิม ที่นั่นห่างจากที่นี่เพียง 10 ลี้ ใกล้กว่าบ้านหลวนตั้งเยอะ”
“ข้าก็ไม่คิดว่าชาวบ้านจะโกหกนี่น่า ใคร ๆ ก็บอกว่าเ้าตายไปแล้ว อีกอย่างหมู่บ้านต้าหนิว ข้าไม่อยากไปเฉียดใกล้ พี่ชายของเ้าชอบทำราวกับว่าข้ากับเขาสนิทสนมกัน ตระกูลหลินตอนนี้ก็มีแต่เ้าที่พอคบหาได้” กงสือเมื่อนึกถึงท่าทางของหลินเฉินก็มีแต่ความรังเกียจอยู่ในแววตา
“เขาไม่ได้โกหกหรอก ใคร ๆ ในหมู่บ้านนั้นก็เข้าใจว่าข้าตายไปแล้ว”
“คุณชายโม่คงดีใจมากกว่าใคร ตอนนี้เขาพึ่งได้รับตำแหน่งใหม่อาจวุ่นวายไม่น้อย ถึงเขาจะได้สมรสพระราชทานกับบุตรสาวขุนนางเป็ภรรยาเอก แต่เ้าก็รู้ว่าเ้าสำคัญสำหรับคุณชายโม่ที่สุด…” หลินเว่ยเว่ยฟังกงสือที่พล่ามออกมาไม่หยุด แต่นางไม่อาจได้ยินสิ่งใดอีก
ในนิยายหลินลี่จัดการกับบ้านใหญ่และเข้าเมืองหลวงในฐานะผู้ช่วยเหลือกองทัพ ทั้งยังเป็เ้าของร้านรวงมากมาย แต่ยังคงต้องรับมือกับป้ารอง เพราะนางเป็อนุคนสำคัญของโม่เฉียน เสนาบดีอายุน้อยที่สุดในตอนนั้น
หรือจอหงวนคนปัจจุบัน…