บุปผาคืนชะตา หมื่นิญญาคำนับนาง
ตอนที่ 9 เงาใต้เมืองหลวง
บันไดหินทอดยาวลงไปใต้ศาลร้างท้ายตลาดตะวันตก
เสิ่นเยว่หลันก้าวตามหลังฉีหลิงอ๋อง หลี่เฟิงเหยียน ลงไปทีละขั้น ความเย็นจากใต้ดินซึมผ่านพื้นรองเท้าขึ้นมาถึงกระดูก นางได้ยินเสียงประตูหินด้านหลังปิดลงอย่างแ่เบา แสงจันทร์และลมหายใจของโลกเบื้องบนถูกตัดขาดในพริบตา เหลือเพียงความมืด กลิ่นธูปเย็น และเสียงกระซิบของิญญานับไม่ถ้วนที่ดังคล้ายคลื่นน้ำไกล ๆ
ชิงหลัวไม่ได้ตามลงมา
หลี่เฟิงเหยียนสั่งให้คนของเขาพานางกลับจวนเสิ่นอย่างปลอดภัย แม้ชิงหลัวจะไม่ยินยอมและแทบจะคุกเข่าขอตามคุณหนูลงมา แต่เยว่หลันรู้ดีว่าสถานที่นี้ไม่ใช่ที่ที่คนธรรมดาควรย่างเท้าเข้ามา เด็กสาวผู้ซื่อสัตย์คนนั้นกล้าพอจะปกป้องนางจากคนเป็ แต่สิ่งใต้ดินนี้ไม่ใช่สิ่งที่มีดสั้นในแขนเสื้อจะป้องกันได้
และแม้เยว่หลันเองจะมองเห็นิญญา นางก็ไม่แน่ใจว่าตนพร้อมจะเห็นสิ่งที่รออยู่เบื้องล่างหรือไม่
แสงสีฟ้าอ่อนลอยขึ้นจากโคมหินเล็ก ๆ ตามผนังบันไดโดยไม่มีผู้ใดจุด เมื่อหลี่เฟิงเหยียนเดินผ่าน เปลวไฟเ่าั้ก็ลุกขึ้นทีละดวง ราวกับสถานที่นี้จดจำเขาได้ เงาของเขาทอดยาวบนผนังหิน ชุดดำพลิ้วไหวเล็กน้อยตามลมใต้ดินที่ไม่ควรมีอยู่จริง ด้านหลังของเขาสงบนิ่ง เ็า และมั่นคงจนน่าหงุดหงิด ราวกับไม่ว่าข้างล่างจะมีนรกหรือ์รออยู่ เขาก็เดินผ่านมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
“ที่นี่คือที่ใดกันแน่” เยว่หลันถาม
เสียงของนางสะท้อนก้องในช่องบันได แล้วถูกเสียงกระซิบรอบข้างกลืนหายไปอย่างรวดเร็ว
หลี่เฟิงเหยียนไม่หันกลับมา “ทางผ่านเก่า”
“ทางผ่านไปที่ใด”
“ระหว่างเมืองหลวงกับเขติญญา”
เยว่หลันชะงักฝีเท้าเล็กน้อย
“ใต้เมืองหลวงมีทางเช่นนี้อยู่จริงหรือ”
“เมืองหลวงสร้างทับเืของคนตายมาหลายราชวงศ์ เ้าคิดว่าดินผืนนี้เงียบเพราะไม่มีเสียง หรือเพราะไม่มีใครฟัง”
คำตอบของเขาทำให้เยว่หลันเงียบไป
นางเคยเห็นเมืองหลวงในมุมของคุณหนูจวนแม่ทัพ ถนนหินกว้าง พระราชวังสูงตระหง่าน รถม้าขุนนาง แพรพรรณงดงาม ร้านค้าแน่นขนัด และข่าวลือที่ลอยไปทั่วเหมือนกลิ่นดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ แต่ในชาติก่อน เมืองหลวงเดียวกันนี้ก็กลายเป็ที่ปะาตระกูลเสิ่น กลายเป็ที่ที่ผู้คนยืนดูเืของบิดานางไหลบนพื้นแล้วกระซิบว่า “สมควรแล้ว”
บางทีใต้ความรุ่งเรืองของเมืองหลวง อาจมีความตายฝังอยู่มากกว่าที่คนเป็อยากจดจำจริง ๆ
เมื่อลงมาถึงขั้นสุดท้าย ทางเดินหินแคบ ๆ ก็เปิดออกสู่โถงใต้ดินขนาดใหญ่
เสิ่นเยว่หลันหยุดหายใจไปชั่วขณะ
เบื้องหน้านางคือพื้นที่กว้างใหญ่ราวถ้ำธรรมชาติ แต่ผนังและเสาหินถูกแกะสลักด้วยอักขระโบราณที่ซับซ้อนจนมองแล้วเวียนหัว โคมไฟสีฟ้านับร้อยดวงลอยอยู่กลางอากาศโดยไม่มีเชือกแขวน แสงของมันส่องให้เห็นสะพานหินหลายสายทอดข้ามร่องลึกสีดำด้านล่าง ร่องลึกนั้นไม่เห็นก้น มีเพียงหมอกสีเทาลอยขึ้นมาเป็ระยะ และในหมอกนั้นมีเงาคนจำนวนมากเคลื่อนไหวอยู่เงียบ ๆ
บางร่างสวมชุดชาวบ้าน
บางร่างสวมเกราะแตกหัก
บางร่างไร้ใบหน้า
บางร่างเหลือเพียงเงาดำที่คล้ายถูกไฟเผา
พวกเขายืนอยู่ใต้สะพาน ในร่องหมอก ในซอกเสาหิน และตามขั้นบันไดที่พังทลาย ดวงตานับไม่ถ้วนหันมามองนางพร้อมกัน
เยว่หลันรู้สึกเหมือนเืทั้งร่างเย็นลง
เสียงกระซิบที่เคยฟังไม่ชัดเริ่มรวมตัวกันเป็คำเดียว
“นายหญิง…”
คำเรียกนั้นดังขึ้นเบา ๆ ในตอนแรก ก่อนจะค่อย ๆ แพร่กระจายไปทั่วโถงใต้ดิน
“นายหญิง…”
“นายหญิงกลับมาแล้ว…”
“นางได้ยินเรา…”
“นางมองเห็นเรา…”
เสิ่นเยว่หลันถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
หลี่เฟิงเหยียนยกมือขึ้นเพียงเล็กน้อย
ทันใดนั้น เสียงทั้งหมดก็เงียบลงราวกับถูกมีดตัด
ิญญานับร้อย นับพัน หรืออาจมากกว่านั้น ก้มหน้าลงพร้อมกัน ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้สะพานที่เขายืนอยู่
เยว่หลันหันไปมองเขา
“พวกเขากลัวท่าน”
“ควรกลัว”
คำตอบนั้นสั้นและเ็า แต่เยว่หลันกลับได้ยินความเหนื่อยล้าอยู่ลึก ๆ
นางมองิญญาเ่าั้อีกครั้ง หลายร่างจ้องนางด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวัง บางร่างมีความอาฆาต บางร่างร้องไห้โดยไม่มีเสียง บางร่างยื่นมือมาหานางราวกับคนจมน้ำเห็นฝั่ง นางเคยคิดว่าการได้ยินิญญาของหลัวมามากับเสี่ยวถงก็หนักพอแล้ว แต่ที่นี่ต่างออกไป
ที่นี่ไม่ใช่ิญญาหนึ่งหรือสองตน
ที่นี่คือความตายทั้งเมืองที่ถูกกักไว้ในที่เดียว
“พวกเขาเป็ใคร” นางถามเสียงเบา
“เศษิญญาที่หลงอยู่ระหว่างประตูผนึก” หลี่เฟิงเหยียนตอบ “บางตนตายอย่างไม่เป็ธรรม บางตนถูกสังเวย บางตนถูกบังคับให้กลายเป็ส่วนหนึ่งของผนึก และบางตนถูกคนเป็ใช้เป็เครื่องมือ”
เยว่หลันมองลงไปในร่องหมอกสีดำ “พวกเขาออกไปไม่ได้หรือ”
“ไม่ได้ทั้งหมด” เขากล่าว “ประตูยังปิดอยู่ แต่ผนึกเริ่มร้าว ิญญาอ่อนแอบางตนจึงลอดออกไปได้ เหมือนหลัวมามา เสี่ยวถง และิญญาบางตนในจวนเสิ่น”
“แล้วเหตุใดพวกเขาจึงเรียกข้าว่านายหญิง”
หลี่เฟิงเหยียนพานางเดินข้ามสะพานหิน
สะพานนั้นแคบกว่าที่คิด ไม่มีราวกั้น ด้านล่างเป็หมอกดำลึกไร้ก้น เสิ่นเยว่หลันพยายามไม่มองลงไปมากเกินไป แต่ิญญาบางร่างกลับลอยขึ้นมาตามขอบสะพาน ดวงตาของพวกเขาติดตามนางทุกก้าว
“เพราะเืของเ้าสืบมาจากผู้เฝ้าผนึกเดิม” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว “และเพราะตราผนึกในตัวเ้าเป็สิ่งเดียวที่สามารถสั่งให้พวกเขาสงบ หรือปลุกให้พวกเขาทำลายทุกสิ่ง”
เยว่หลันหยุดเดิน
“ทำลายทุกสิ่ง?”
เขาหันกลับมามองนาง “ิญญาอาฆาตไม่ใช่คนดีเพียงเพราะพวกเขาเคยถูกทำร้าย ความเ็ปที่ถูกขังไว้นานเกินไปสามารถกลายเป็ไฟ หากประตูเปิดโดยไม่มีผู้ควบคุม ิญญาเหล่านี้จะไหลออกไปสู่เมืองหลวง คนเป็นับหมื่นอาจตายภายในคืนเดียว”
หัวใจของเยว่หลันหนักขึ้น
นางคิดถึงเสียงเรียก “นายหญิง” บนลานปะา คิดถึงความแค้นที่ตนแบกกลับมา คิดถึงความปรารถนาที่อยากให้คนทรยศทุกคนได้รับผลกรรม
แต่หากความแค้นของนางกลายเป็ไฟที่เผาคนบริสุทธิ์ไปด้วย นั่นยังเรียกว่าการทวงคืนความยุติธรรมได้หรือไม่
“ท่านจึงเตือนไม่ให้ขุดประตูใต้กระดูกเสี่ยวถง”
“ใช่”
“แล้วคนที่้ากุญแจ ้าเปิดประตูนี้เพื่ออะไร”
“อำนาจ” หลี่เฟิงเหยียนตอบ “ิญญาจำนวนมากสามารถใช้เป็อาวุธได้ ใช้สาปแช่ง ใช้ทำลายกองทัพ ใช้ควบคุมคนเป็ หรือใช้เปลี่ยนชะตาแผ่นดิน”
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง
ชะตาแผ่นดิน
นี่ไม่ใช่เพียงการแก่งแย่งเรือนใน ไม่ใช่เพียงน้องสาวต่างมารดาอยากแย่งคู่หมั้น ไม่ใช่เพียงฮูหยินรองอยากควบคุมจวนแม่ทัพ
หากมีคน้าใช้ิญญาใต้เมืองหลวงเป็อาวุธ การล่มสลายของตระกูลเสิ่นในชาติก่อนอาจเป็เพียงหมากหนึ่งเพื่อแย่งชิงตราผนึกจากนาง
“ชาติก่อน…” นางกล่าวช้า ๆ “พวกเขาใส่ร้ายตระกูลเสิ่นเป็ฏ เพราะ้าให้ข้าตายหรือ”
หลี่เฟิงเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง
“ส่วนหนึ่ง”
“ส่วนอื่นคืออะไร”
“้าเืของคนตระกูลเสิ่นจำนวนมากพอจะทำให้ผนึกสั่นคลอน”
โลกทั้งใบเหมือนหยุดนิ่ง
เสียงิญญาในโถงใต้ดินเบาลงจนแทบหายไป
เยว่หลันรู้สึกเหมือนมีมือเย็น ๆ บีบหัวใจนางอย่างแรง ภาพลานปะาซ้อนขึ้นมาอีกครั้ง บิดา ญาติพี่น้อง บ่าวไพร่ คนในตระกูลเสิ่นทั้งหมดถูกลากไปตายภายใต้ข้อหาฏ เืของพวกเขาไหลบนหิมะ นางเคยคิดว่านั่นคือจุดจบของแผนการทางการเมือง แต่แท้จริงเืเ่าั้อาจถูกใช้เป็ส่วนหนึ่งของพิธีบางอย่าง
พวกเขาไม่ได้เพียงถูกฆ่า
พวกเขาถูกใช้
ความแค้นในอกเยว่หลันลุกขึ้นจนเกือบกลืนสติ นางได้ยินเสียงิญญารอบตัวเริ่มดังขึ้นอีกครั้ง เหมือนตอบรับความโกรธของนาง หมอกดำด้านล่างสะพานหมุนวนเร็วขึ้น โคมไฟสีฟ้าสั่นไหว ิญญาหลายร่างเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน
“เื…”
“ความแค้น…”
“นายหญิง…”
“สั่งเรา…”
“ให้เราฉีกพวกมัน…”
เสียงเ่าั้แทรกเข้ามาในหัวนางราวกับเข็มนับพัน
เสิ่นเยว่หลันยกมือกุมศีรษะ ร่างเซเล็กน้อย
หลี่เฟิงเหยียนก้าวเข้ามาคว้าข้อมือนางทันที
“เสิ่นเยว่หลัน มองข้า”
เสียงของเขาเข้มขึ้น
แต่นางแทบไม่ได้ยิน เสียงิญญาดังเกินไป ความแค้นของพวกเขาไหลเข้ามาปะปนกับความแค้นของนาง เหมือนแม่น้ำสีดำหลายสายพุ่งเข้าหาหัวใจเดียว นางเห็นภาพไม่เป็ลำดับ เห็นสนามรบ เห็นกองศพ เห็นเด็กถูกฝัง เห็นหญิงสาวถูกเผา เห็นนักโทษถูกตัดลิ้น เห็นมารดานางนอนซีดบนเตียง เห็นบิดาถูกกดคุกเข่าบนลานปะา
“ฆ่า…”
“เปิดประตู…”
“คืนเืด้วยเื…”
“นายหญิง…”
“สั่งเรา…”
ตราใต้หัวใจนางร้อนวาบ ราวกับดอกเหมยไฟกำลังบานอยู่ใต้ิั
หลี่เฟิงเหยียนจับไหล่นางทั้งสองข้าง บังคับให้นางเงยหน้ามองเขา
ดวงตาของเขาเย็นจัด แต่มั่นคง
“เสิ่นเยว่หลัน!”
เสียงนั้นดังเหมือนฟ้าผ่าในหัวนาง
นางสะดุ้ง หายใจเฮือก ดวงตากลับมาจับภาพใบหน้าของเขาได้ในที่สุด
หลี่เฟิงเหยียนมองนางอย่างไม่ละสายตา “ความแค้นเป็ของเ้า แต่อย่าให้มันกลายเป็ปากของพวกเขา”
เยว่หลันหอบหายใจ มือกำแขนเสื้อเขาแน่นโดยไม่รู้ตัว
เสียงิญญายังอยู่ แต่เบาลงแล้ว
นางค่อย ๆ หลับตา สูดลมหายใจลึก แล้วบังคับตนเองให้นึกถึงสิ่งที่ต้องปกป้อง ไม่ใช่สิ่งที่อยากทำลาย
บิดาที่ยังมีชีวิต
ชิงหลัวที่ยังยืนข้างนาง
เสี่ยวถงที่เพิ่งได้ชื่อคืน
หลัวมามาที่รอความยุติธรรม
มารดาที่ถูกผนึกิญญาและยังรอให้นางไปพบ
นางไม่ได้กลับมาเพื่อเผาโลกทั้งใบ
นางกลับมาเพื่อเลือกใหม่
เพื่อตัดสินด้วยสติ ไม่ใช่ถูกความแค้นจูงเหมือนหุ่นเชิด
ความร้อนในอกค่อย ๆ ลดลง หมอกดำใต้สะพานสงบลงทีละน้อย ิญญารอบข้างก้มหน้าลงอีกครั้ง เสียงกระซิบแตกกระจายกลับเป็เสียงเบา ๆ ไร้รูป
เมื่อเยว่หลันลืมตาอีกครั้ง นางพบว่าตนเองยังจับแขนเสื้อของหลี่เฟิงเหยียนอยู่
นางรีบปล่อยมือ
“ขออภัย”
“ยังรู้จักขออภัย แปลว่ายังไม่ถูกกลืน” เขากล่าว
น้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบ แต่คราวนี้เยว่หลันได้ยินความผ่อนลงเล็กน้อย
“นี่คือเหตุผลที่ท่านไม่อยากให้ข้าขุดประตู” นางกล่าว
“หนึ่งในเหตุผล” เขาตอบ “ตราผนึกเพิ่งตื่นในตัวเ้า เ้าควบคุมเสียงเหล่านี้ไม่ได้ หากเข้าใกล้ประตูจริง ๆ โดยไม่มีการป้องกัน เ้าจะถูกความแค้นของิญญานับหมื่นกลืน แล้วสิ่งที่เดินออกมาจากสวนเหมยจะไม่ใช่เสิ่นเยว่หลันอีกต่อไป”
นางเงียบลง
คำเตือนนั้นน่ากลัว แต่จำเป็
“แล้วข้าต้องทำอย่างไร”
หลี่เฟิงเหยียนหันหลังเดินต่อ “เรียนรู้ที่จะฟังโดยไม่ตอบรับทุกเสียง”
“พูดง่ายกว่าทำ”
“แน่นอน” เขากล่าว “หากง่าย ข้าคงไม่ต้องใช้เวลาครึ่งชีวิตอยู่กับคนตาย”
ประโยคนั้นทำให้เยว่หลันมองแผ่นหลังของเขาอีกครั้ง
ครึ่งชีวิตอยู่กับคนตาย
นางไม่รู้ว่าเขาเริ่มเห็นิญญาั้แ่เมื่อไร ไม่รู้ว่าเหตุใดอ๋องสูงศักดิ์ผู้หนึ่งจึงกลายเป็ผู้เฝ้าประตูิญญา ไม่รู้ว่าเขาเสียอะไรไปบ้างเพื่อยืนอยู่ตรงนี้ด้วยใบหน้าเ็าเช่นนี้ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น นางรู้สึกว่าข่าวลือเื่อ๋องปีศาจอาจปิดบังความจริงอีกแบบหนึ่ง
บางทีเขาไม่ใช่ปีศาจที่กินิญญา
แต่อาจเป็คนที่ถูกบังคับให้ฟังเสียงิญญาจนคนเป็หวาดกลัว
ทั้งสองเดินมาถึงกลางโถงใต้ดิน
ตรงนั้นมีแท่นหินกลมขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนพื้นลายวงแหวนซ้อนกันหลายชั้น อักขระโบราณส่องแสงจาง ๆ เหมือนลมหายใจสุดท้ายของบางสิ่ง รอบแท่นหินมีเสาหินแปดต้น แต่ละต้นพันด้วยโซ่สีดำสนิท โซ่เ่าั้ทอดลงไปในร่องหมอกด้านล่าง และทุกครั้งที่หมอกขยับ โซ่ก็สั่นเบา ๆ ราวกับมีบางสิ่งมหึมากำลังดึงจากใต้ดิน
ที่ใจกลางแท่นหิน มีเงาของประตูบานหนึ่ง
ไม่ใช่ประตูจริง ๆ แต่เป็รอยแยกสีดำในอากาศ รูปร่างคล้ายบานประตูโบราณที่ปิดสนิท บนผิวเงาดำมีลายดอกเหมยและตราอักขระจาง ๆ เหมือนสิ่งที่เคยสว่างไสวแต่บัดนี้เริ่มแตกร้าว
เสิ่นเยว่หลันรู้ทันทีโดยไม่ต้องมีใครบอก
นี่คือเงาของประตูผนึกิญญา
เพียงเงาของมันก็ทำให้นางรู้สึกเหมือนยืนอยู่หน้าความตายของคนทั้งเมือง
“ประตูจริงอยู่ที่จวนเสิ่น?” นางถาม
“ใช่” หลี่เฟิงเหยียนตอบ “สิ่งนี้เป็เพียงเงาที่เชื่อมกับประตูหลัก ใช้เฝ้าดูรอยร้าวและแรงสั่นของผนึก”
เยว่หลันมองลายดอกเหมยบนบานประตูเงา “เหตุใดประตูหลักจึงอยู่ใต้สวนเหมยของจวนข้า”
“เพราะตระกูลเสิ่นไม่ได้เป็เพียงตระกูลแม่ทัพมาแต่แรก” เขากล่าว “บรรพบุรุษของเ้าคือผู้เฝ้าผนึก ก่อนที่ราชสำนักจะมอบตำแหน่งแม่ทัพเพื่อให้ตระกูลเสิ่นมีเหตุผลถือกองกำลังและปกป้องเมืองหลวงจากสิ่งที่อยู่ใต้ดิน”
เยว่หลันนิ่งไป
ตระกูลเสิ่นปกป้องแผ่นดินทั้งบนดินและใต้ดินมาตลอด แต่สุดท้ายกลับถูกใส่ร้ายว่าเป็ฏ
ช่างน่าขัน
และช่างเ็ป
“ฮ่องเต้รู้เื่นี้หรือไม่”
หลี่เฟิงเหยียนเงียบไปครู่หนึ่ง “ฮ่องเต้รู้เพียงบางส่วน คนในวังบางคนรู้มากกว่าที่ควร”
“ฮองเฮา?”
เขามองนาง “เ้าเดาได้เร็ว”
“ในจดหมายที่เสี่ยวถงซ่อนไว้มีตราหงส์ครึ่งปีก” เยว่หลันกล่าว “มารดาข้าถูกวางยา ซูเหลียนเป็คนส่งยา แต่เื้ัย่อมไม่ใช่ฮูหยินรองคนเดียว”
หลี่เฟิงเหยียนพยักหน้าเบา ๆ “ตราหงส์ครึ่งปีกเป็ตราลับของตำหนักคุนหนิง แต่ไม่ใช่ทุกคำสั่งที่ออกจากตรานั้นจะมาจากฮองเฮาโดยตรง”
“ท่านหมายความว่า มีคนใช้ตราของฮองเฮา?”
“หรือฮองเฮาใช้คนอื่นให้รับผิดแทน” เขากล่าว “วังหลวงไม่มีคำตอบง่าย ๆ”
เยว่หลันกำมือแน่น
องค์ชายสาม หลี่จวินเฉิง เป็โอรสที่ฮองเฮาผลักดันหรืออย่างน้อยก็เกี่ยวข้องกับอำนาจฝ่ายนางในชาติก่อน เขาแต่งกับนางเพราะอำนาจตระกูลเสิ่น แล้วหักหลังนางเมื่อหมดประโยชน์ หากฮองเฮาเกี่ยวข้องกับการตายของมารดานางั้แ่ต้น แปลว่าแผนนี้วางมานานกว่าที่นางเคยคิดมาก
“พวกเขา้าปิ่นเหมยทองเพราะมันเป็กุญแจเปิดประตู” นางกล่าว
“ถูกต้อง”
“แล้วเหตุใดถึงต้องฆ่ามารดาข้า”
“เพราะนางรู้ว่าปิ่นหายไปหนึ่งส่วน และเริ่มสงสัยว่าคนในวัง้าใช้มันทำอะไร” หลี่เฟิงเหยียนกล่าว “ก่อนตาย นางพยายามส่งข่าวถึงจวนฉีหลิง แต่ข่าวมาถึงช้าเกินไป”
หัวใจเยว่หลันเจ็บแปลบ
มารดาไม่ได้เพียงตายอย่างไม่รู้เื่
นางต่อสู้แล้ว
พยายามเตือนแล้ว
แต่ไม่มีใครมาช่วยทัน
“ท่านพบิญญาของนางหลังจากนั้นหรือ”
“ใช่” เขากล่าว “ิญญาของนางาเ็หนัก ถูกผนึกบางส่วน แต่ยังฝืนบอกข้าว่า ลูกสาวของนางต้องมีชีวิตอยู่”
เยว่หลันหลับตาลงช้า ๆ
น้ำตาไม่ได้ไหลออกมา แต่ความเจ็บลึกจนแทบไม่มีที่วาง
มารดาของนาง แม้ตายแล้วก็ยังคิดถึงนางก่อนสิ่งอื่น
“ตอนนี้นางอยู่ที่ใด” นางถามเสียงเบา
หลี่เฟิงเหยียนมองเงาประตูตรงหน้า “หลังประตูอีกชั้นหนึ่ง ไม่ใช่เขตที่เ้าจะเข้าไปได้ตอนนี้”
“แล้วข้าจะช่วยนางได้อย่างไร”
“หาปิ่นเหมยทองให้ครบ อย่าให้ตราผนึกในตัวเ้าถูกชิง และอย่าไว้ใจคนที่ยื่นความรักให้เ้าง่ายเกินไป”
ประโยคสุดท้ายทำให้เยว่หลันเงยหน้ามองเขา
“ท่านหมายถึงองค์ชายสาม”
“ข้าหมายถึงทุกคน” เขากล่าว “รวมถึงข้า”
เยว่หลันยิ้มบางอย่างเ็า “ท่านชอบเตือนให้ข้าไม่ไว้ใจท่านเหลือเกิน”
“เพราะคนที่อยากอยู่รอดไม่ควรไว้ใจผู้ใดเพียงเพราะเขาช่วยไว้ครั้งหนึ่ง”
“แล้วถ้าช่วยหลายครั้งเล่า”
คราวนี้หลี่เฟิงเหยียนนิ่งไปเล็กน้อย
เยว่หลันเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงถามออกไปเช่นนั้น บางทีเพราะนางเหนื่อยเกินไปกับการระวังทุกลมหายใจ หรือบางทีเพราะบุรุษตรงหน้า แม้จะเ็า น่ากลัว และเต็มไปด้วยความลับ แต่เขายังเป็คนที่ดึงนางออกจากความตาย เป็คนเตือนเื่ประตู และเป็คนเดียวที่ไม่ใช้คำหวานปลอบนางอย่างหลอกลวง
เขาไม่ตอบในทันที
บนแท่นหิน เงาประตูผนึกสั่นไหวเล็กน้อย รอยร้าวสีแดงจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมหนึ่งของบานประตู
หลี่เฟิงเหยียนหันไปมองทันที
สีหน้าของเขาเย็นลง
“มีคนแตะประตูหลัก”
เยว่หลันหัวใจหดวูบ “ที่จวนเสิ่น?”
“ใช่”
“แต่ข้าสั่งให้พ่อบ้านเฉินเฝ้าสวนเหมยแล้ว”
“คนที่แตะประตู ไม่จำเป็ต้องยืนอยู่หน้าประตู” เขากล่าว “หากมีเศษปิ่นอีกส่วนหนึ่ง พวกเขาสามารถสะกิดผนึกจากระยะไกลได้”
เยว่หลันนึกถึงฮูหยินรอง ซูเหลียน ฮองเฮา และองค์ชายสามทันที
“พวกเขารู้แล้วหรือว่าข้าเริ่มสืบเื่ปิ่น”
“ไม่แน่” หลี่เฟิงเหยียนยกมือแตะอากาศตรงหน้า แสงสีฟ้าไหลออกจากปลายนิ้วไปยังรอยร้าวบนเงาประตู “แต่พวกเขารู้ว่าผนึกขยับ”
เสียงิญญาในโถงดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เสียงเรียกนาง แต่เป็เสียงคร่ำครวญด้วยความเ็ป โซ่สีดำรอบเสาหินสั่นแรงขึ้น หมอกในร่องลึกพวยพุ่งขึ้นมาเหมือนคลื่น
เยว่หลันยกมือกดอก ตราผนึกใต้หัวใจร้อนขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้นางเตรียมใจไว้แล้ว นางไม่ปล่อยให้เสียงเ่าั้ทะลักเข้ามาอย่างไร้ทางต้าน นางหลับตาลง สูดลมหายใจ และนึกถึงคำของหลี่เฟิงเหยียน
ฟังโดยไม่ตอบรับทุกเสียง
นางได้ยินเสียงร้องของิญญา แต่ไม่ปล่อยให้มันกลืนความคิด
ได้ยินความแค้น แต่ไม่ยื่นมือไปรับทั้งหมด
ได้ยินคำว่า “นายหญิง” แต่ไม่สั่งการใด ๆ
เมื่อเปิดตาขึ้นอีกครั้ง นางเห็นรอยแสงสีแดงบนเงาประตูชัดเจนขึ้น มันเหมือนเส้นเืบาง ๆ ที่กำลังถูกปลุก
“ข้าช่วยได้หรือไม่” นางถาม
หลี่เฟิงเหยียนหันมามองนาง
“เ้าพร้อมหรือ”
“ถ้าไม่พร้อมแล้วปล่อยให้มันร้าวต่อไป จะเกิดอะไรขึ้น”
“ิญญาบางส่วนจะหลุดออกไปมากขึ้น และคนที่ถือเศษปิ่นจะรู้ว่าตราผนึกตอบสนองจากที่ใด”
“นั่นแปลว่าพวกเขาจะรู้ว่าข้าคือกุญแจ”
“ใช่”
เยว่หลันเดินขึ้นไปบนแท่นหิน
หลี่เฟิงเหยียนขมวดคิ้ว “เสิ่นเยว่หลัน”
“ท่านบอกให้ข้าเรียนรู้ไม่ใช่หรือ” นางกล่าว “เช่นนั้นก็สอนข้า”
เขามองนางอยู่นาน ก่อนก้าวเข้ามายืนข้างนาง
“วางมือบนสัญลักษณ์กลางแท่น”
เยว่หลันทำตาม สัญลักษณ์ดอกเหมยใต้ฝ่ามือนางเย็นจัดในตอนแรก ก่อนค่อย ๆ ร้อนขึ้นราวกับรับรู้เืของนาง
“หลับตา” เขากล่าว “อย่าฟังทุกเสียง เลือกฟังเพียงเสียงของประตู”
“เสียงของประตูเป็อย่างไร”
“เหมือนลมหายใจที่กำลังแตก”
คำอธิบายนั้นประหลาด แต่เมื่อเยว่หลันหลับตาลง นางกลับเข้าใจ
ท่ามกลางเสียงิญญานับไม่ถ้วน มีเสียงหนึ่งแตกต่างออกไป มันต่ำ ลึก และหนัก เหมือนหินใหญ่ที่มีรอยร้าวอยู่ข้างใน เหมือนลมหายใจของสัตว์ร้ายที่หลับมานานใต้ดิน นางค่อย ๆ เพ่งไปที่เสียงนั้น แยกมันออกจากเสียงร้องไห้ เสียงสาปแช่ง เสียงเรียกหา
ตราใต้หัวใจนางร้อนขึ้น
นางรู้สึกถึงมือของหลี่เฟิงเหยียนวางลงเหนือหลังมือนาง
ไม่ใช่การจับแน่น ไม่ใช่การฉวยโอกาส แต่เป็การกดพลังของนางไม่ให้ไหลออกไปเกินควบคุม
ความเย็นจากมือเขาตัดกับความร้อนในอกนางพอดี
“อย่าผลักมัน” เขากล่าวข้างหู “เพียงสั่งให้มันหลับต่อ”
เยว่หลันสูดลมหายใจลึก
ในความมืดหลังเปลือกตา นางเห็นประตูบานหนึ่งจริง ๆ มันใหญ่โต สูงจนมองไม่เห็นยอด บนประตูมีลายดอกเหมยสีเื เศษโซ่สีดำพันอยู่รอบบาน และหลังประตูนั้นมีดวงตานับไม่ถ้วนจ้องออกมา
บางดวงตาอ้อนวอน
บางดวงตาอาฆาต
บางดวงตาหิวโหย
เยว่หลันรู้สึกถึงแรงดึงจากอีกฟากหนึ่ง ราวกับมือจำนวนมากกำลังเอื้อมมาจับิญญาของนาง
“ปล่อยเรา…”
“เปิดประตู…”
“นายหญิง…”
“เราจะฆ่าศัตรูให้ท่าน…”
“เราจะคืนเืให้ท่าน…”
หัวใจของนางสั่นไหว
เพียงแค่คิดว่าพวกเขาสามารถฉีกคนที่ทำลายตระกูลนางได้ ความแค้นในอกก็เกือบตอบรับ แต่ก่อนความคิดนั้นจะกลายเป็คำสั่ง เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในความทรงจำ
ความแค้นเป็ของเ้า แต่อย่าให้มันกลายเป็ปากของพวกเขา
เยว่หลันกัดฟัน
“หลับต่อ”
เสียงของนางดังขึ้นในความมืด
ิญญาหลังประตูชะงัก
“ข้ายังไม่ได้สั่งให้พวกเ้าออกมา”
เสียงร้องไห้กลายเป็เสียงคร่ำครวญ เสียงอาฆาตกลายเป็เสียงโหยหวน ประตูสั่นะเืรุนแรงขึ้น รอยร้าวสีแดงแผ่ขยาย
เยว่หลันรู้สึกเหมือนเืในอกกำลังถูกดูดออกไป นางแทบทรุด แต่มือเย็นของหลี่เฟิงเหยียนกดหลังมือนางไว้มั่นคง พลังเย็นไหลผ่านเข้ามาราวน้ำแข็งหุ้มเปลวไฟ
“พูดอีกครั้ง” เขากล่าว
เยว่หลันลืมตาขึ้นครึ่งหนึ่ง ดวงตาของนางสะท้อนแสงสีแดงของประตู
“ในนามของเสิ่นเยว่หลัน ผู้ถือเืตระกูลเสิ่นและตราผนึกเหมยโลหิต…”
คำเหล่านี้นางไม่เคยเรียน แต่เหมือนมันอยู่ในเืมานานแล้ว
“ข้าสั่งให้ประตูหลับต่อ”
ทันใดนั้น แสงสีแดงบนเงาประตูวูบดับลง
โซ่สีดำหยุดสั่น
หมอกใต้สะพานจมลง
เสียงิญญานับไม่ถ้วนเงียบลงพร้อมกันราวถูกดึงกลับไปหลังม่านหนา
เสิ่นเยว่หลันหายใจเฮือก ร่างทรุดลงเล็กน้อย หลี่เฟิงเหยียนประคองแขนนางไว้ทัน ก่อนนางจะล้มลงบนแท่นหิน
นางรู้สึกเหมือนแรงทั้งร่างถูกสูบออกไปในพริบตา ใบหน้าซีดลง เหงื่อเย็นซึมตามขมับ
“นี่เรียกว่าเรียนรู้หรือเกือบตายกันแน่” นางถามเสียงแ่
หลี่เฟิงเหยียนมองนาง สีหน้าเหมือนอยากตำหนิ แต่สุดท้ายกลับตอบเพียงว่า “ทั้งสองอย่าง”
เยว่หลันหลุดหัวเราะเบา ๆ ทั้งที่แทบไม่มีแรง
เสียงหัวเราะนั้นแ่มาก แต่ทำให้บรรยากาศหนักอึ้งรอบตัวเบาลงเพียงเล็กน้อย
หลี่เฟิงเหยียนชะงักไปชั่ววูบ
นางในตอนนี้ใบหน้าซีด เหนื่อยล้า และยังดื้อรั้นจนน่าปวดหัว แต่ดวงตากลับสว่างอย่างประหลาด เหมือนคนที่เดินผ่านความตายมาแล้วจึงไม่ยอมให้ความมืดพรากตนไปง่าย ๆ อีก
“เ้าควรกลัวมากกว่านี้” เขากล่าว
“ข้ากลัว” นางตอบตามตรง “แต่ข้าเคยกลัวจนไม่ทำอะไรมาแล้ว ครั้งนี้ข้าจะกลัวไปด้วย แล้วเดินต่อไปด้วย”
หลี่เฟิงเหยียนเงียบ
คราวนี้เขาไม่ได้เยาะ ไม่ได้เตือน ไม่ได้พูดว่าดีหรือไม่ดี
เพียงปล่อยมือจากแขนนางช้า ๆ เมื่อแน่ใจว่านางยืนได้เอง
“คืนนี้พอเท่านี้” เขากล่าว “เ้าต้องกลับจวน ก่อนคนของพ่อเ้าจะรู้ว่าเ้าไม่ได้อยู่ในเรือน”
เยว่หลันพยักหน้า แม้ยังมีคำถามอีกมาก แต่นางรู้ว่าร่างกายตนเองถึงขีดจำกัดแล้ว หากฝืนต่อ อาจเป็ภาระมากกว่าประโยชน์
ก่อนออกจากแท่นหิน นางหันกลับไปมองเงาประตูอีกครั้ง
มันสงบลงแล้ว แต่ลายดอกเหมยบนบานประตูเหมือนชัดขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย
“ตราผนึกเหมยโลหิต” นางทวนเบา ๆ “นี่คือชื่อของมันหรือ”
“ใช่”
“เหตุใดไม่มีใครเคยบอกข้า”
หลี่เฟิงเหยียนเดินนำกลับไปทางสะพาน “เพราะคนที่รู้ตายไปมากแล้ว ส่วนคนที่ยังไม่ตายก็เลือกเงียบเพื่อรักษาชีวิต”
“แล้วท่านเลือกพูดกับข้าเพราะอะไร”
เขาหยุดเล็กน้อย แต่ไม่ได้หันกลับมา
“เพราะหากเ้าไม่รู้ เ้าจะตายอีกครั้ง”
คำตอบนั้นเรียบง่ายเกินไป แต่กลับทำให้เยว่หลันเงียบลง
บางทีสำหรับเขา การช่วยนางอาจเป็เพียงหน้าที่ของผู้เฝ้าประตู
บางทีอาจไม่ใช่
นางยังไม่รู้
แต่ตอนนี้ นางรู้เพียงว่าเส้นทางของตนไม่อาจแยกจากบุรุษผู้นี้ได้ง่าย ๆ อีกแล้ว
เมื่อทั้งสองกลับขึ้นมาถึงศาลร้าง ท้องฟ้าด้านนอกยังมืดสนิท แต่กลิ่นลมเปลี่ยนไปเล็กน้อย เหมือนใกล้ยามรุ่งสาง ชายชุดดำที่หมดสติหน้าศาลหายไปแล้ว คงถูกคนของหลี่เฟิงเหยียนจัดการไปเงียบ ๆ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ เหลือเพียงดอกเหมยสีแดงดอกหนึ่งที่วางอยู่หน้ารูปปั้นเทพเ้าเหมือนเดิม
หลี่เฟิงเหยียนส่งนางขึ้นรถม้าสีดำเรียบง่ายที่จอดรออยู่หลังศาล
“คนของข้าจะส่งเ้าถึงประตูข้างจวนเสิ่น”
เยว่หลันหันมามองเขา “คืนนี้ขอบคุณท่านอ๋อง”
“ข้าบอกแล้ว คำขอบคุณเก็บไว้ใช้เมื่อรอดถึงเช้า”
“เช่นนั้นไว้ข้ารอดถึงเช้าแล้วจะขอบคุณอีกครั้ง”
มุมปากของเขาขยับเพียงเล็กน้อย
“ดื้อ”
คำเดียว สั้นมาก แต่กลับไม่มีความเย็นเหมือนคำพูดก่อนหน้า
เยว่หลันขึ้นรถม้า ก่อนม่านจะปิดลง นางได้ยินเขากล่าวเสียงต่ำ
“ระวังคนในจวนของเ้า คืนนี้ผนึกสั่น พวกเขาอาจรู้ว่าเ้ามีส่วนเกี่ยวข้องเร็วกว่าที่คิด”
เยว่หลันจับม่านรถไว้ “ท่านหมายถึงฮูหยินรอง?”
“ไม่ใช่แค่นาง”
รถม้าเริ่มเคลื่อนตัวก่อนนางจะถามต่อ
เสิ่นเยว่หลันนั่งอยู่ในรถม้ามืด ๆ มือกำป้ายหยกสีดำไว้แน่น หัวใจยังเต้นแรงจากสิ่งที่ได้เห็นใต้เมืองหลวง ภาพประตูผนึก ิญญานับหมื่น และความจริงเื่เืตระกูลเสิ่นวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด
แต่เหนือสิ่งอื่นใด ประโยคสุดท้ายของหลี่เฟิงเหยียนยังคงก้องอยู่ในใจ
ไม่ใช่แค่นาง
เมื่อรถม้าจอดใกล้ประตูข้างจวนเสิ่น ท้องฟ้ายังไม่สว่างดี คนของฉีหลิงอ๋องหายไปในเงามืดอย่างรวดเร็วราวไม่เคยอยู่ เสิ่นเยว่หลันใช้เส้นทางลับกลับเข้าเรือนหลันฮวา ทว่าเมื่อนางเปิดประตูห้องชั้นใน กลับพบว่าชิงหลัวกำลังยืนรอนางด้วยใบหน้าซีดขาว
“คุณหนู…”
“เกิดอะไรขึ้น”
ชิงหลัวรีบเข้ามาปิดประตู น้ำเสียงสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“เมื่อครู่มีคนจากเรือนตะวันออกส่งข่าวมาว่า ซูเหลียนมามา…ตายแล้วเ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันชะงัก
“ตายอย่างไร”
ชิงหลัวกลืนน้ำลาย “นางผูกคอตายในห้องขังชั่วคราว แต่พ่อบ้านเฉินบอกว่า ก่อนตายนางใช้เืเขียนคำหนึ่งไว้บนพื้น”
“คำว่าอะไร”
ชิงหลัวมองนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“คำว่า…เหมยโลหิตเ้าค่ะ”
เสิ่นเยว่หลันรู้สึกเหมือนความเย็นจากใต้เมืองหลวงย้อนกลับมาจับหัวใจอีกครั้ง
ตราผนึกเหมยโลหิต
ชื่อนี้นางเพิ่งได้ยินจากปากหลี่เฟิงเหยียนใต้ศาลร้าง
แต่ซูเหลียนรู้ได้อย่างไร
หรือก่อนตาย มีใครบางคนบังคับให้นางเขียนคำนี้ไว้
นอกหน้าต่าง ฟ้าเริ่มมีแสงสีเทาจาง ๆ ของรุ่งอรุณ
แต่สำหรับเสิ่นเยว่หลัน เช้าวันใหม่ไม่ได้พาความสว่างมาให้
มันพาเงาของศัตรูที่ลึกกว่าเดิมเข้ามาถึงเรือนหลันฮวา
และครั้งนี้ ศัตรูไม่ได้ซ่อนอยู่เพียงในเรือนตะวันออกอีกต่อไป