โดนจับได้ว่าพูดจาว่าร้ายคนอื่นโอวอิ่งก็กระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
อีซวี่ก้าวเท้ายาวๆ เข้ามาใช้เสียงพูดที่ได้ยินกันเพียงสามคน “เธอคิดว่าเธอแสดงดีแล้วหรือ ถ้าไม่ใช่เพราะเสี่ยเลี้ยงของเธออยากให้เธอเป็นางเอกให้ได้ฉันก็ไม่ถามหาเธอหรอกนะ!”
“นายว่าอะไรนะ” โอวอิ่งลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว สีหน้าเปลี่ยนไปจนไม่น่ามอง“เสี่ย เสี่ยเลี้ยงอะไร พูดจามั่วซั่วแบบนี้ได้หรือ นายต้องขอโทษฉันนะ!”
อีซวี่กวาดตามองเธอขึ้นลงอย่างดูิ่พูดเย้ยหยัน “เธอรู้ตัวเองดี”
“นาย!”โอวอิ่งโกรธจนสั่นไปทั้งตัว
อีซวี่เห็นเธอโกรธและอับจนหนทางก็ยิ้มน้อยๆ เดินจากไปก่อนเดินไปก็จ้องมาที่หลิงหาน ในดวงตามีความเยือกเย็นเล็กน้อย
โอวอิ่งกัดริมฝีปาก โกรธจนน้ำตาจะไหล “เขาพูดกับฉันอย่างนี้ได้อย่างไรพูดจาเหลวไหล!”
ในเวลานี้หลิงหานทำได้เพียงแค่ปลอบใจเธอ “อย่าโกรธไปเลยอย่าไปโกรธเพราะคนแบบนี้เลย”
ทันใดนั้นโอวอิ่งก็ตระหนักได้ว่าหลิงหานเป็คนที่เพิ่งจะเคยพบกันได้ไม่นานยังอยู่บริษัทเดียวกับอีซวี่อีก คำที่ตัวเองพูดอาจจะแพร่ออกไปข้างนอกจึงเก็บสีหน้าเอาไว้แล้วฝืนพูด “ฉันไม่ได้โกรธ เขาพูดโกหก”
“อืมผมรู้แล้ว” หลิงหานพูด
ผู้ช่วยน้องสาวของโอวอิ่งเดินถือของเข้ามา โอวอิ่งทิ้งท้ายไว้ว่า“ฉันไปก่อนนะคะ” แล้วเดินจากไป
รอยยิ้มน้อยๆ ของหลิงหานหายไปไม่เหลือร่องรอยเมื่อเธอเดินจากไปอีซวี่รังแกกระทั่งผู้หญิง คนคนนี้ใจแคบถึงขนาดนี้ จูเป่ยเสียนชอบอะไรในตัวเขาหรือ
ฮ่าคิดอะไรล่ะ จูเป่ยเสียนชอบเขาแล้วเกี่ยวอะไรกับตัวเองตรงไหนหรือ
ตอนบ่ายคือการเข้าบทคู่กันของพระเอกและพระรองแน่นอนว่าหลิงหานไม่ปล่อยให้โอกาสใดๆ หลุดลอยไปใช้ความแข็งแกร่งของตัวเองบดขยี้เขา อีซวี่แสดงได้แย่ยิ่งกว่าเดิมเห็นได้ชัดว่าละครนั้นเขามีหนทางแสดงความสามารถออกมาได้มากที่สุดแต่ผลคือกระทั่งนักแสดงตัวประกอบเขาก็ยังสู้ไม่ได้เลย
อีซวี่เองก็ไม่รู้ตัวเองเป็อะไรไปอีกฝ่ายเป็แค่นักแสดงหน้าใหม่คนหนึ่งชัดๆแต่ตอนเผชิญหน้ากับเขามักมีความรู้สึกเหมือนโดนกดขี่ ราวกับเขาเป็จักรพรรดิของโลกใบนี้และตัวเองเป็คนรับใช้ผู้ต่ำต้อย สำหรับเขาแล้วความรู้สึกอย่างนี้ยากที่จะทนแต่ก็ไม่มีอะไรที่ให้พูดออกมาได้
ในเวลาเดียวกันเขารู้สึกคุ้นเคยกับคนคนนี้อยู่รางๆเขามักรู้สึกว่าคนคนนี้เหมือนใครคนหนึ่ง
คนคนนั้นคือใคร
ชื่อๆนั้นติดอยู่ในหัว แต่ไม่ว่าจะนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
“จากนี้ฉันดูแลเข่อซินเอง”สายตาหลิงหานมองเขาอย่างหนักแน่น
อีซวี่“...”
ไม่นึกเลยว่าเขาจะเหม่อจนลืมบท!
ไม่ต้องมองก็รู้ว่าสีหน้าของฟูจิอิคงไม่น่ามองเอามากๆ
“ขอโทษครับผมรู้สึก...ไม่ค่อยดี” เขาขอโทษอย่างลำบาก
“ถ้าอย่างนั้นพักสักหน่อยเถอะ แสดงฉากถัดไปต่อ”ฟูจิอิโบกมืออย่างใจร้อนให้เขาออกไป ในใจไม่พอใจเขามากขึ้นไปอีก
หลังจากที่อีซวี่เดินออกมา ความรู้สึกที่ถูกกดดันนั้นก็พลันหายไปต่อไปเป็การเข้าบทกันของโอวอิ่งกับหลิงหาน อีซวี่นั่งมองทั้งสองคนอยู่ด้านหนึ่งไม่รู้ว่าเป็ผลทางจิตวิทยาหรือไม่ เขาค่อยๆรู้สึกว่าสายตาท่าทางของหลิงหานดูคุ้นเคยมากขึ้นเรื่อยๆ
ความประทับใจเรือนลาง ในหัวเริ่มแจ่มชัดขึ้นมาใบหน้าหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในหัว
ไป๋จื่อเช่อ!
ใช่เป็เขา! เป็ไป๋จื่อเช่อ!
อีซวี่ลุกยืนพรวดจากเก้าอี้ทันที ลำคอตีบตัน ไม่ผิดแน่ๆความรู้สึกนั้นคือความรู้สึกที่ไป๋จื่อเช่อเคยมอบให้เขา สูงส่งเหนือผู้อื่นไม่เห็นเขาในสายตา ราวกับตัวเองเป็เพียงมดปลวก
พินิจดูอย่างละเอียดหน้าตาหลิงหานมีความคล้ายคลึงกับไป๋จื่อเช่ออยู่หลายส่วน
ไป๋จื่อเช่อ...
“คุณอีคะ”ผู้ช่วยมองเขาอย่างประหลาดใจ ถามอย่างระมัดระวัง
อีซวี่สูดลมหายใจเข้าลึกๆพูดอย่างเ็า “ไม่เป็ไร”
ตราบใดที่พบไป๋จื่อเช่อก็ไม่ใช่เื่ดีคนคนนี้ตายไปแล้วยังไม่ปล่อยเขาไป ไม่กี่วันก่อนเปิดงานรำลึกถึงไม่นึกเลยว่าจูเป่ยเสียนจะไปร่วมงานด้วยเขารู้ว่าในใจของจูเป่ยเสียนนั้นไป๋จื่อเช่อไม่เหมือนคนทั่วไปแต่คนคนนั้นตายไปเป็ปีแล้วนะ!
กระทั่งตัวเองก็ยังต้องให้เขาจัดการหรือ
คิดได้ถึงตรงนี้ อีซวี่หัวเราะเยียบเย็น โยนเล่มบทในมือให้ผู้ช่วยก้าวยาวไปยังที่เงียบๆ ล้วงโทรศัพท์มือถือออกมา
หลังเสียงโทรศัพท์ดังอยู่ไม่กี่ทีเสียงนุ่มนวลอ่อนโยนจากปลายสายก็ลอดเข้ามา “มีอะไรหรือ”
“เป่ยเสียน ยุ่งหรือเปล่า”
“ถึงจะยุ่ง ฉันก็หาเวลารับโทรศัพท์นายได้นะ”ฝ่ายตรงข้ามหยิบยกคำหวานมาพูดเรื่อยเปื่อย
ความโกรธที่ท่วมท้นของอีซวี่ลดลงไปมาก เขายิ้มขึ้นมา“ไม่ได้อยากทำนายเสียเวลานะ แค่อยากถามนายหน่อย หลิงหานคนนั้นเป็ใครหรือ”
ปลายสายราวกับใ“หลิงหานหรือ”
“คนที่ถ่ายMV กับฉัน ทำไมบริษัทถึงส่งเขามา”
“เขาทำไมล่ะ”
“ฉันไม่ชอบเขาเปลี่ยนเขาออกได้ไหม”
ปลายสายเงียบไปเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “มีคนแนะนำเขามา ทำไมเขาทำให้นายโกรธแล้วหรือ”
“สรุปคือถอดเขาออกเถอะ ได้ไหม” อีซวี่ทำตัวน่ารักเขารู้ว่าที่จริงจูเป่ยเสียนชอบแบบนี้ จูเป่ยเสียนแสดงท่าทีอ่อนโยนและใจดีแต่ความเป็จริงแล้วแข็งกร้าวจนเข้ากระดูกแต่เล็กจนโตใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังภายใต้เงาของแม่ลูกตระกูลจูหลังจากที่ถูกกดขี่มาเป็เวลานานเขาต้องควบคุมคนอื่นเพื่อให้ได้รับความปลอดภัยและความพึงพอใจแต่คนนอกยากที่จะดูออกได้จากความอ่อนโยนและใจดีของเขา
ตอนนั้นไป๋จื่อเช่อไม่เข้าใจในจุดนี้ ดังนั้นจึงมีบทสรุปเช่นนั้นมีเพียงตัวเขาเองที่โตมากับจูเป่ยเสียนั้แ่เด็ก ถึงจะเข้าใจจูเป่ยเสียน
“แต่ขอสักเหตุผลหน่อยได้ไหม”
อีซวี่กัดฟันเขาไม่อาจพูดได้ว่าในใจเกลียดที่ฝีมือการแสดงสู้คนอื่นไม่ได้ จำต้องพูดหลีกเลี่ยง“ทัศนคติคนคนนี้...ก้าวร้าวมากๆ เขาดูถูกฉัน”
“ไม่คิดว่าจะกล้าดูถูกที่รักของฉัน ใจกล้าจริง!” จูเป่ยเสียนหัวเราะเบาๆ
อีซวี่ไม่รู้ว่าเขาพูดเล่นหรือพูดจริง จึงถามต่อ “แค่คำเดียวนายเห็นด้วยไหม”
“ในเมื่อนายว่ามาอย่างนั้นแล้ว ฉันจะไม่ฟังได้ที่ไหนกันล่ะ แต่ว่าบทเล็กๆบทเดียวแค่ถอดออกก็พอ ครั้งก่อนที่ห้องทำงานของฉัน นิสัยของเขาเหมือนจะดื้อดึงอยู่หน่อยน่าจะทำให้เขาเจอความลำบากเสียบ้าง”
อีซวี่ถอนหายใจหลังจากพูดจาหวานเลี่ยนกับจูเป่ยเสียนไม่กี่ประโยคก็วางสาย เงยหน้าขึ้นมองหลิงหานที่ล้อมรอบไปด้วยทีมงาน สายตาเต็มไปด้วยความดูิ่
เป็แค่มดตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งเท่านั้น เขายื่นมือไปขยี้เขาเบาๆ ก็ตายแล้ว
ที่จริงคนที่เขาเกลียดที่สุดคือฟูจิอิแต่ฟูจิอิเป็ผู้กำกับใหญ่ที่พวกเขาเชิญมา เขาไม่อาจผิดใจด้วยได้ถัดมาเขาไม่ชอบโอวอิ่ง แต่โอวอิ่งก็มีคนอยู่เื้ัดังนั้นสุดท้ายแล้วความโกรธก็ไปลงกับหลิงหานที่ไม่มีอิทธิพลเื้ัใดๆ
หลิงหานกับโอวอิ่งทางนั้นแสดงจบอย่างราบรื่นมากๆหลังจากที่ฉากสมบูรณ์แล้วอารมณ์ของฟูจิอิดูไม่เลวเลยทีเดียวไม่มีความใจร้อนเหมือนตอนถ่ายกับอีซวี่เลยสักนิดเขาชอบคนหนุ่มที่มีความสามารถคนนี้มากจริงๆ
เมื่อชาติที่แล้วหลิงหานนิสัยหยิ่งมากแต่ความอดทนระหว่างทำงานกลับออกมาดีอย่างน่าแปลก ไม่ว่าผู้กำกับจะขออะไรเพียงแค่สมเหตุสมผล เขามักจะคิดหาวิธีเพื่อเข้าใจและไปให้ถึงคำขอนั้นดังนั้นชาติที่แล้วการประเมินเขาในใจของผู้กำกับก็ไม่เลวเลยทีเดียว
ฟูจิอิที่ให้ความสนใจกับรายละเอียดเห็นท่าทางการทำงานของหลิงหานแล้วพยักหน้าเงียบๆ
รอจนถ่ายฉากคู่กันของทั้งสองคนเสร็จโอวอิ่งกับหลิงหานเดินพูดคุยหัวเราะกันไปใต้ชายคาระเบียงข้างลานกว้างเพื่อพักผ่อนแม้ผ่านการพูดคุยกันไม่กี่ครั้ง โอวอิ่งยิ่งชอบชายหนุ่มคนนี้มากขึ้นเรื่อยๆภายใต้ความโดดเด่นของอีซวี่ เธอว่าหลิงหานน่ารักอย่างหาที่เปรียบมิได้
“แสดงได้ไม่เลวนี่” ทั้งสองคนเพิ่งเดินมาถึงระเบียง จู่ๆอีซวี่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็เดินเข้ามาคุยกับทั้งสองคนทำให้ทั้งสองคนเกิดความประหลาดใจอยู่บ้าง
“เขากินยาผิดหรือจู่ๆ มาคุยกับพวกเราเอง” โอวอิ่งพูดเสียงเบา
หลิงหานเองก็ไม่เชื่อว่าอีซวี่จะเต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆกับพวกเขาได้ในทันใด แล้วยังมายกยอเขาอีก
ในใจสงสัยว่าเขา้าทำอะไรไม่กี่คนตรงนี้ภายนอกล้วนแสดงออกอย่างเหมาะสม หลิงหานพูด “ขอบคุณแต่ผมยังเป็หน้าใหม่เพิ่งเข้าวงการคนหนึ่งไม่เคยร่วมแสดงผลงานภาพยนตร์หรือละครที่น่าทึ่งมาก่อน ด้านทักษะการแสดงยังต้องอาศัยรุ่นพี่ทุกท่านคอยชี้แนะ”
คำพูดนี้กล่าวได้อย่างถ่อมตัวเหมาะสมไม่ก่อปัญหาสักนิด
อีซวี่เพียงยิ้มน้อยๆ รอยยิ้มนั้นทำให้หลิงหานใจเต้นรอยยิ้มประเภทนี้เขาเคยเจอมาก่อน นั่นคือรอยยิ้มที่มั่นใจในชัยชนะ
เขาทำอะไรลงไป
ความไม่สงบโฉบผ่านในใจ แต่ก็กลับคืนสู่ความสงบได้อย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็เช่นไร ไม่ว่าจะมาด้วยวิธีการไหนก็รับมือได้
พอถึงวันที่สองเขาก็เข้าใจว่าทำไมอีซวี่ถึงได้แสดงท่าทางแบบนั้นตอนที่อาคุนโทรศัพท์หาเขา เขาเพิ่งถ่ายเสร็จเพราะการแสดงของเขาคืบหน้าอย่างรวดเร็ว ฟูจิอิจึงยกการฉากแสดงเขามาไว้ก่อนตั้งใจถ่ายทำการแสดงของโอวอิ่งกับเขาให้เสร็จก่อนอีซวี่เองก็พอรู้ว่าฟูจิอิไม่ชอบเขา ตอนเช้าจึงหาเหตุผลขอลาหยุดกับฟูจิอิตอนบ่ายถึงได้เอ้อระเหยลอยชายมาสาย
ประมาณสามโมงหลิงหานรับสายโทรศัพท์ของอาคุน
“หลิงหาน นายกับโอวอิ่งเกิดเื่อะไรขึ้นกัน” อาคุนถามใส่โครมๆทำเอาหลิงหานตกตะลึงไม่หยุดหย่อน
“เกิดเื่อะไรขึ้นหรือ”หลิงหานรีบถาม
“วันแรกที่ถ่ายMV นายกับโอวอิ่งเคยเจอกันส่วนตัวหรือ”
เจอกับโอวอิ่งวันแรกหรือ
หลิงหานไม่เข้าใจว่านี่มันเื่อะไรกันเขาจึงนิ่งเงียบ
“ไม่นะผมจะไปเจอกับโอวอิ่งได้อย่างไร ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักเธอเลย”
“ทำไมมีคนมาบอกฉันว่านายกับโอวอิ่งแอบพบกันแล้วยังพกยาแก้หวัดมาให้เธออีก” เสียงอาคุนเข้มงวด
สุดท้ายหลิงหานรู้แล้วว่าเกิดเื่อะไรขึ้นรีบอธิบายเหตุการณ์วันนั้นอีกรอบเน้นย้ำว่าตัวเองช่วยแก้สถานการณ์ให้โอวอิ่งจึงได้พูดออกไปอย่างนั้นเขาไม่เคยเจอกับโอวอิ่งเป็การส่วนตัวมาก่อนเลย
“จริงหรือ”อาคุนเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
หลิงหานยิ้มเจื่อน “ก่อนหน้านี้ผมกับโอวอิ่งก็ไม่เคยติดต่อกันมาก่อนเลยผมจะติดต่อกับเธอส่วนตัวได้อย่างไร หากพูดว่าผมรู้จักเธอ ก็ยากที่จะนัดเธอออกมาอยู่ดีนะ!จู่ๆ คุณถามแบบนี้หมายความว่าอะไรครับ”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5e985a8f9bfc68dbf98421554d797302