[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 162 แสดงละครได้แนบเนียนไร้ที่ติ ควรค่าแก่การสรรเสริญและเคารพยกย่อง

    ตอนที่ 162 แสดงละครได้แนบเนียนไร้ที่ติ ควรค่าแก่การสรรเสริญและเคารพยกย่อง

            ยามที่ชื่อหลิงและพวกพ้องล่าถอยออกจากสถานที่แห่งนั้น ณ ที่ซึ่งห่างไกลออกไปในเขตซากปรักหักพังอันลี้ลับ

            ครืน!

            เมฆทมิฬลอยปกคลุมทั่วทั้งท้องนภา สายลมหอบพลังอันดุร้ายของเหล่าสัตว์อสูรโหมกระหน่ำราวกับเงาทะมึนกำลังจะกลืนกินสรวงสวรรค์

            บนขอบนภาดูราวกับมีเงาร่างของเหล่าสรรพชีวิตหนุ่มสาว พลังชีวิตอันเกรียงไกรปกคลุมไปทั่ว ผสานกับประกายอันลึกลับของแต่ละตนที่โดดเด่นเหนือธรรมดา

            พวกเขาเป็นผู้ที่มีลักษณะพิเศษเหนือจินตนาการ บุรุษหัววัว เด็กหนุ่มเกล็ดมังกร หญิงสาวผู้มีหางราวกับหงส์… ล้วนแล้วแต่แต่ห่อหุ้มไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ เปี่ยมด้วยรัศมีแห่งพลัง

            กลุ่มสรรพชีวิตหนุ่มสาวเหล่านี้ต่างจับจ้องไปยังซากปรักหักพังเบื้องหน้า ความเคลื่อนไหวของเหล่าผู้กล้าจากแดนภายนอกหาได้เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่พวกเขานัก

            เพียงเพื่อจะกำจัดคนผู้หนึ่ง จำเป็นจะต้องลงแรงถึงเพียงนี้เชียวหรือ

            เสียงกระซิบอันเย็นยะเยือกดังขึ้นจากหญิงสาวในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ นางยืนอยู่บนยอดผาอันสูงชัน จับจ้องมองไปยังเบื้องล่างอย่างเฉยชา เสียงเอ่ยนั้นคล้ายกับกำลังกล่าวถึงโชคชะตา "เหล่าผู้กล้าจากโลกภายนอกที่ทุ่มเทลงแรงเช่นนี้ ล้วนเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เรา… ผู้สืบทอดวิชามารอาจเป็นภยันตรายต่อพวกเขา ทว่าเป้าหมายที่แท้จริงของพวกเราคือกู้ฉางเกอ"

            "ทว่าในยามนี้ เขากลับยังคงมิปรากฏกาย"

            ผู้กล่าวคำนั้นคือเฮยเหยียนอวี้แห่งตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล

            ผู้ล้อมรอบด้วยเงาร่างแห่งเหล่าสรรพชีวิตหนุ่มสาวที่มีกายาเปี่ยมด้วยประกายแห่งพลัง ราวกับแสงเรืองรองแห่งเตาหลอมของเทพเจ้า

            หนึ่งในนั้นคือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คล้ายกับกระทิงทองผู้มีเขาเดียว ผิวกายประดับด้วยอักษรโบราณสีดำอันเรืองรอง

            อีกทั้งยังมีช้างเทพสีขาว จระเข้ทองศักดิ์สิทธิ์ และพญาอสรพิษดำที่สายตาแฝงไปด้วยประกายอันเย็นเยียบ พวกมันล้วนจับจ้องไปยังทิศเบื้องหน้า

            หญิงสาวปีกทองอันงดงามจากเผ่ามนุษย์ปักษาขมวดคิ้วมุ่นพร้อมกับกล่าวขึ้นด้วยสุ้มเสียงอันเยียบเย็น “มิว่าจะเป็นกู้ฉางเกอหรือผู้กล้าจากแดนภายนอก สำหรับข้าแล้วพวกมันล้วนเป็นศัตรูทั้งสิ้น จะสังหารกู้ฉางเกอหรือพวกมันก็หาได้แตกต่างกันไม่”

            นางกล่าวด้วยความแค้นอันลึกล้ำ

            เนื่องเพราะมินานมานี้ คนในตระกูลของนางที่อาศัยอยู่ในนครโบราณแห่งหนึ่งได้ถูกสังหารจนสิ้นซาก

            กระทั่งบัดนี้ก็ยังมิอาจสืบสาวถึงตัวผู้กระทำ

            ทุกคนเชื่อว่าเป็นฝีมือของกู้ฉางเกอ ทว่ากลับไร้ซึ่งหลักฐานแม้เพียงน้อยนิด

            เรื่องนี้จึงก่อให้เกิดความบาดหมางระหว่างตระกูลของนางกับเหล่าผู้กล้าจากดินแดนภายนอก

            “แท้จริงแล้วก็นับว่าแตกต่างกันนัก หากพวกเราลงมือสังหารผู้กล้าจากแดนภายนอกโดยไร้ซึ่งเหตุผล ย่อมจุดชนวนความโกรธแค้นจากเหล่าผู้ที่หนุนหลังพวกมัน ทว่าหากพวกเราเพียงแต่ลุกฮือกำจัดกู้ฉางเกอเพียงผู้เดียว ก็ย่อมมินับว่าเป็นปัญหาอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนั้น...”

            เสียงทุ้มต่ำดังมาจากชายหนุ่มผู้มีเกล็ดงูดำละเอียดปกคลุมทั่วร่าง ดวงตาเรียวยาวแฝงไว้ด้วยความเย็นเยียบ เขาคือยอดอัจฉริยะแห่งตระกูลอสรพิษโบราณ

            ถ้อยคำของเขาชี้ชัดถึงความเฉียบคมในห้วงความเงียบที่เฝ้าประเมินชะตากรรมเบื้องหน้า

            "เฮอะ! ที่กู้ฉางเกอมิยอมปรากฏกายเช่นนี้ก็คงเป็นเพราะขาดกลัวอยู่กระมัง เหตุใดจึงมิออกไปตามหาเขาเองเล่า มิใช่ว่ามีข่าวลือว่าเขาได้บาดเจ็บจากการต่อสู้กับผู้สืบทอดวิชามารหรอกหรือ หากมิคิดฉกฉวยโอกาสเช่นนี้ไว้ หรือพวกเจ้าอยากจะมีจุดจบเดินซ้ำรอยเดิมเช่นเดียวกับท่านหลงเถิง"

            เสียงเย้ยหยันดังขึ้นจากหญิงสาวเผ่ามนุษย์ปักษาที่มีนามว่าอวี่จิ้ง ดวงตาอันเย็นเยียบจับจ้องไปยังที่อันไกลโพ้น เป้าหมายของนางคือการล้างแค้นกู้ฉางเกอ

            ในสายตาของนาง เวลานี้ที่กู้ฉางเกอบาดเจ็บ คือโอกาสทองสำหรับการกำจัดเขา

            ทว่าเหล่าผู้ที่อยู่รอบกายกลับมัวแต่หวาดหวั่นไร้ซึ่งความกล้า

            นางจึงได้แต่ผิดหวังยิ่งนัก

            "ช่างเถิด หากเจ้าปรารถนาจะแก้แค้น ก็จงไปเสีย พวกเราจะมิขัดขวางเจ้า"

            เฮยเหยียนอวี้กล่าวขึ้น เสียงนางนุ่มนวลทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ยากจะปฏิเสธ

            "เฮอะ!"

            "ไปกัน!"

            แม้ในใจของอวี่จิ้งจะหวั่นเกรงต่อเฮยเหยียนอวี้ ผู้ซึ่งเคยเอาชนะนางได้ในเพียงฝ่ามือเดียว

            ในดินแดนเซียนโบราณแห่งนี้ พลังอำนาจล้วนยิ่งใหญ่เหนือทุกสิ่ง เฮยเหยียนอวี้ซึ่งแข็งแกร่งกว่านาง จึงมีสิทธิ์เอื้อนเอ่ยวาจาที่ผู้อื่นมิอาจคัดค้านได้

            เมื่อเอ่ยกล่าวคำนั้น อวี่จิ้งจึงนำพวกพ้องจากไปยังทิศทางที่ชื่อหลิงและเย่หลางเทียนจากไปก่อนหน้า

            "ช่างเหมาะเจาะยิ่งนัก นับว่าถือโอกาสนี้ให้นางไปลองตรวจสอบดูว่ากู้ฉางเกอนั้นอยู่ในสภาพใด สมแล้วที่เป็นผู้โง่เขลาอย่างแท้จริง"

            เฮยเหยียนอวี้ทอดสายตามองไปอย่างไร้ความรู้สึก ความคิดภายในวูบไหวแฝงรอยเจ้าเล่ห์

            ก่อนจะล่วงรู้ถึงพลังที่แท้จริงของกู้ฉางเกอ นางจะมิมีวันลงมือด้วยตนเอง เพราะในสายตาของนางนั้น กู้ฉางเกอคือศัตรูที่น่าหวาดหวั่น แม้จะบาดเจ็บอยู่ก็ยังเกินกว่าจะรับมือได้โดยง่าย

            อวี่จิ้งคิดมุ่งหวังที่จะจัดการเขา  

            เช่นนี้ก็ย่อมเข้าทางนางโดยแท้  

            "เฮยเหยียนอวี้ เจ้าเป็นผู้ที่ฉลาดเฉลียวมาตั้งแต่เยาว์วัย ครานี้ที่เหล่าตระกูลทั้งหลายต่างส่งยอดฝีมือมากมายออกตามไล่ล่าชายหนุ่มผู้หนึ่ง เจ้าย่อมรู้ใช่หรือไม่ว่าเรื่องนี้มีที่มาอย่างไร"  

            คำถามนี้ดังขึ้นจากเถิงอวี่ซึ่งเป็นผู้ที่มาจากตระกูลอสรพิษโบราณ เขาอยู่ในขอบเขตเทวะมายาขั้นกลาง พลังบำเพ็ญนั้นแข็งแกร่งอย่างยิ่ง

            ยามนั้นเขามิได้อยู่ในเขตแดนของตระกูล

            เมื่อหวนกลับมา ผู้คนในตระกูลก็ล้วนแล้วแต่หลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงเรื่องนี้ คล้ายกับกำลังปิดบังบางสิ่งไว้

            ความเงียบงันเช่นนั้นทำให้เขาเต็มไปด้วยความสงสัย ใคร่รู้ถึงความจริงเบื้องลึกที่ซ่อนเร้นอยู่

            "ผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสารได้ปรากฏตัวขึ้นแล้ว…"

            เฮยเหยียนอวี้เหลือบตามองเถิงอวี่ พลางกล่าวเสียงเรียบ

            สำหรับตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล เรื่องนี้หาใช่ความลับไม่ 

            อีกทั้งนางยังเป็นหนึ่งในคนส่วนน้อยที่รู้ซึ้งถึงเรื่องราวของตราทาสซึ่งเชื่อมโยงกับตำนานนั้น

            เฮยเหยียนอวี้มีความตั้งใจที่จะกำจัดผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสารมากเสียยิ่งกว่าการรับมือกับกู้ฉางเกอ หรือสร้างชื่อเสียงในหมู่ตระกูลเซียนโบราณ  

            นางวาดหวังที่จะนำพาตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาลไปสู่ความรุ่งโรจน์

            ทว่าบัดนี้ การปรากฏตัวของผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสาร ผู้ซึ่งสามารถใช้ตราทาสเพื่อครอบงำตระกูลของนาง

            นี่ย่อมเป็นสิ่งที่นางมิอาจยอมรับได้  

            ถึงกระนั้น นางก็ยังคงมิอาจทราบถึงตัวตนที่แท้จริงของผู้สืบทอดแห่งมหาเทพวัฏสงสาร  

            สิ่งเดียวที่นางรับรู้ก็คือ เขาคือชายหนุ่มผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งถูกไล่ล่าอย่างหนักหน่วงในช่วงที่ผ่านมา  

            จนกระทั่งเมื่อมินานมานี้ เขาก็พลันเงียบหายไป  

            "ช่างเหมาะเจาะยิ่งนักที่จะใช้โอกาสนี้สืบหาความจริง พร้อมทั้งสำรวจถึงพลังที่แท้จริงของกู้ฉางเกอ" ดวงตาของเฮยเหยียนอวี้ทอประกายเจิดจ้าดุจแสงกระบี่ในยามราตรีกาล  

            …

            "แค่ก...แค่ก...แค่ก..."

            "ขอบคุณสหายทุกท่านที่คอยเป็นห่วงข้า บาดแผลอันเล็กน้อยนี้มินับว่าเป็นปัญหาอันใด อีกมินานก็คงจะหายดี"

            ในหุบเขาแห่งนั้น เหล่ายอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ต่างก็มาชุมนุมรวมตัวกันในที่แห่งนี้

            แม้แต่หวังอู๋ซวง เย่หลางเทียน ชื่อหลิง และเหล่ามหายุทธ์รุ่นเยาว์ ก็ล้วนแล้วแต่มารวมตัวกันเพื่อเยี่ยมเยียนกู้ฉางเกอ

            แม้แต่เหล่าผู้ที่ได้ยินข่าวคราวดังเช่นเผิงเฟย ผู้เป็นยอดอัจฉริยะแห่งตระกูลปักษาทองศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมาปรากฏตัว

            บนศาลากลางหุบเขา

            กู้ฉางเกอสวมใส่อาภรณ์ยาวสีดำเข้ม ตัดเย็บอย่างวิจิตรประณีต ลวดลายบนเสื้อเป็นภาพขุนเขา แม่น้ำ ดวงตะวัน จันทรา และดาราจักร สะท้อนความงามอันลี้ลับ

            เขานั่งอยู่ในที่แห่งนั้น ยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มบางให้กับผู้คนตรงหน้าที่จับจ้องมองมา

            ใบหน้าอันหล่อเหลาราวกับเทพเซียนของเขากลับซีดขาวลงเล็กน้อย ราศีในยามนี้ดูหม่นหมองกว่ายามปกติอย่างเห็นได้ชัด

            ผู้ที่รู้จักเขาดีต่างก็สัมผัสได้ถึงความอ่อนล้าของเขาในยามนี้

            เหล่าเทพธิดาที่จับจ้องดูเขาอย่างใกล้ชิดก็อดมิได้ที่จะรู้สึกเวทนาอยู่ลึกๆ

            เมื่อนึกย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่กู้ฉางเกอสังหารหลงเถิง ผู้ซึ่งเปรียบเสมือนแม่ทัพรุ่นเยาว์แห่งตระกูลเซียนโบราณทั้งปวงนั้น เขานั้นเคยยิ่งใหญ่เหนือฟ้าดินเพียงใด

            ทว่าบัดนี้… กลับดูราวกับผู้ที่เพิ่งหายจากโรคร้ายครั้งใหญ่ หากลมแรงขึ้นอีกเพียงนิดก็อาจจะพัดเขาปลิวไปกับสายลมได้

            ความรู้สึกอันหลากหลายในใจของพวกนางพลันพุ่งพล่าน มือบางขยับกำชายกระโปรงแน่นโดยมิรู้ตัว

            "บาดแผลของประมุขน้อยฉางเกอล้วนเกิดขึ้นเพราะการเผชิญหน้ากับผู้สืบทอดวิชามาร บาดแผลนี้เกิดขึ้นเพราะเขาอุทิศตนเพื่อมวลมนุษย์ทั้งหลายในใต้หล้า…"

            เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความรู้สึกสงสารและเคารพของพวกนางก็ยิ่งเอ่อล้นจนแทบจะกลั้นไว้มิอยู่

            "บาดแผลของศิษย์มรรคาฉางเกอดูเหมือนจะกระทบถึงพลังต้นกำเนิด เกรงว่าอาจจะต้องใช้เวลาฟื้นฟูอยู่มิน้อย"

            ภายในศาลานั้น หวังอู๋ซวงเอ่ยกล่าวขึ้นหลังจากที่ได้ตรวจสอบบาดแผลของกู้ฉางเกอ เสียงของเขานั้นแฝงไว้ด้วยความเสียดาย

            แม้ว่าบาดแผลจะมิได้ถึงกับร้ายแรงถึงชีวิต

            ทว่าก็นับว่าหนักหนามิเบา

            เพราะกระทบถึงแก่นแท้ต้นกำเนิดของพลัง

            พลังของผู้สืบทอดวิชามารนั้นนับว่าน่าหวาดกลัวนัก ทำเอาแม้แต่กู้ฉางเกอก็ยังต้องเสียท่าเช่นนี้

            ในใจของเขามิอาจหักห้ามความรู้สึกเกรงกลัวต่อเย่หลิงที่พุ่งทะยานขึ้นอีกหลายระดับได้

            ส่วนความคิดที่จะเคลือบแคลงสงสัยในตัวกู้ฉางเกอหรือ

            เขามิเคยแม้แต่จะคิดถึงเรื่องนั้นเลยสักนิด อีกทั้งยังหามูลเหตุที่จะก่อความสงสัยนี้มิได้เลยแม้แต่น้อย

            "ศิษย์มรรคาฉางเกอพักฟื้นให้เต็มที่เถิด หากในช่วงนี้เหล่าตระกูลเซียนโบราณใดกล้าคิดร้ายต่อท่าน พวกเราก็จะมิมีวันละเว้นพวกมัน"

            เผิงเฟยแห่งตระกูลปักษาทองศักดิ์สิทธิ์กล่าวขึ้น ร่างกายของเขาเจิดจ้าด้วยแสงสีทองอันทรงพลัง เสียงที่เปล่งออกมานั้นกระแทกกระทั้น ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความจริงใจ

            แม้เขาจะเป็นผู้ที่หยิ่งผยองมิยอมผู้ใด ทว่าครานี้เขากลับยอมรับในตัวกู้ฉางเกออย่างหมดหัวใจ

            ก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุแห่งโชควาสนา ทำให้เขามิอาจเข้าร่วมศึกสังหารผู้สืบทอดวิชามารเย่หลิงได้

            ทว่าเมื่อได้เห็นสภาพของกู้ฉางเกอในวันนี้ เขาก็ยิ่งเคารพนับถือในความเสียสละของเขา

            ผู้สืบทอดวิชามารนั้นเป็นผู้ที่ทุกคนล้วนแล้วแต่สมควรสังหารโดยไร้ข้อกังขา  

            ทว่าจะมีสักกี่คนเล่าที่สามารถเสียสละตนได้อย่างกู้ฉางเกอ

            "ถูกต้อง! หากเหล่าตระกูลเซียนโบราณกล้าหาเรื่องศิษย์มรรคากู้ในช่วงนี้ พวกเราก็มิรั้งรอที่จะบุกไปทำลายตระกูลของพวกมันให้ราบคาบเสียสิ้น!"

            เสียงดังสนั่นจากยอดอัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้ใจร้อน เขาตบเข่าด้วยความเดือดดาล

            เรื่องราวที่กู้ฉางเกอบาดหมางกับเหล่าตระกูลเซียนโบราณนั้นได้ล่วงรู้กันทั่วทั้งดินแดน

            ยามที่เขาได้รับบาดเจ็บเช่นในตอนนี้ ก็ย่อมกลายเป็นเป้าแห่งการลอบสังหาร

            "ศิษย์มรรคาฉางเกอพักรักษาตนอย่างวางใจเถิด บาดแผลนี้… เฮ้อ…" ชื่อหลิงทอดถอนใจ สายตาแฝงไว้ซึ่งความเวทนา

            "ช่วงนี้ศิษย์มรรคากู้ก็อย่าได้กังวลสิ่งใดไป ไม่ต้องคอยไปวุ่นวายจัดการเรื่องใดอีก" เย่หลางเทียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            บาดแผลที่กระทบถึงแก่นแท้ต้นกำเนิดเช่นนี้ สำหรับผู้ฝึกบำเพ็ญทั่วไปแล้ว การบาดเจ็บเช่นนี้นับเป็นหายนะที่อาจทำลายซึ่งชีวิตทั้งหมด ทว่าในฐานะยอดอัจฉริยะเช่นกู้ฉางเกอแล้ว ก็อาจนับได้ว่ามิใช่อุปสรรคใหญ่โตอันใด

            ทว่าในช่วงเวลาที่กำลังอยู่ในช่วงฝึกฝนในดินแดนเซียนโบราณนี้ ผลกระทบที่ตามมานั้นก็นับว่าย่อมหลีกเลี่ยงมิได้

            "ทุกอย่างนั้นล้วนเป็นความผิดของข้า หากมิใช่เพราะข้าไว้ใจเย่หลิงอย่างโง่เขลา ศิษย์มรรคากู้ก็คงจะมิต้องได้รับบาดเจ็บถึงเพียงนี้… ตอนนั้นเย่หลิงเอาชีวิตของข้ามาข่มขู่เขา ทำให้ศิษย์มรรคากู้ต้องยอมเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้…"

            อิ่นเหมยเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงหน้าของนางแสดงความรู้สึกผิดจนเห็นได้ชัด น้ำตาเอ่อล้นบดบังม่านสายตา

            ท่าทีอันจริงใจของนางทำให้ผู้คนที่อยู่รอบด้านต่างเงียบงัน

            ในยามวิกฤตจึงจะเผยให้เห็นถึงแก่นแท้ของผู้คน การที่กู้ฉางเกอยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือศิษย์มรรคาร่วมสำนักในครั้งนี้ ล้วนเป็นการกระทำที่ควรค่าแก่การสรรเสริญและเคารพยกย่องไปตราบนานเท่านาน

            "ขอบคุณสหายทุกท่านที่ห่วงใยข้าถึงเพียงนี้ ทำให้ข้ารู้สึกละอายใจนัก"

            "ศิษย์มรรคาอิ่นเหมยอย่าได้โทษตนเองไปเลย แม้เราจะมีเรื่องขัดแย้งกันบ้าง ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับผู้สืบทอดวิชามาร บุคคลเช่นนั้นย่อมสมควรจะถูกกำจัดให้เสียสิ้น หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ข้าก็ย่อมกระทำเช่นนี้"

            "อย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย บาดแผลเพียงเล็กน้อยนี้หาได้ส่งผลใดต่อข้าไม่…แค่ก แค่ก แค่ก…"

            กู้ฉางเกอที่ยังคงยิ้มบาง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

            ทว่ายังมิทันจะกล่าวจบประโยคดี เขาก็เริ่มไอขึ้นอีกครั้ง

            ผู้ติดตามหญิงที่อยู่ข้างกายรีบส่งผ้าขาวสะอาดให้เขาอย่างร้อนรน

            กู้ฉางเกอนำผ้าผืนนั้นขึ้นปิดปาก คราบโลหิตสีแดงสดปรากฏบนเนื้อผ้าให้เห็นเด่นชัด

            เมื่อเห็นเช่นนั้น สีหน้าของผู้คนโดยรอบต่างแปรเปลี่ยนไปอย่างซับซ้อน ความเคารพยกย่องต่อเขายิ่งเพิ่มพูนขึ้น

            ถ้อยคำเช่นนี้ เมื่อหลุดออกจากปากของกู้ฉางเกอกลับดูจริงแท้จนมิอาจมีผู้ใดสงสัย

            หลังจากการสนทนาและถ้อยคำปลอบโยนผ่านพ้นไป ผู้คนจึงทยอยขอตัวจากไป เพื่อมิให้เป็นการรบกวนการพักฟื้นของเขา

            มินานนัก บรรยากาศของหุบเขาก็กลับมาเงียบสงัด

            "ศิษย์มรรคาฉางเกอ ท่านดูแลตนเองให้ดี พักผ่อนให้เต็มที่ ข้าขอตัวลากลับก่อน" ชื่อหลิงกล่าวคำลา ก่อนจะก้าวจากไป

            ในที่สุด กู้ฉางเกอก็โบกมือส่งสัญญาณให้เหล่าผู้ติดตามถอยออกไป

            บัดนี้ ที่แห่งนั้นจึงหลงเหลือแต่เพียงเขาและอิ่นเหมย

            "นายท่าน…" สีหน้าของอิ่นเหมยที่เคยเศร้าโศกและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

            "ทุกคนล้วนถูกนายท่านควบคุมไว้ในกำมือแล้ว"

            กู้ฉางเกอเพียงแต่ยิ้มบาง พลางสะบัดมือขยี้ผ้าขาวในมือจนแหลกเป็นผุยผง รัศมีความอ่อนแอที่แสดงออกมาก่อนหน้าพลันเลือนหายไปจนสิ้น

            "ก็แค่ฝูงคนโง่เขลา พวกมันจะไปล่วงรู้ได้อย่างไรกัน"

            หากมิใช่ผู้ที่มีพลังเหนือชั้นอย่างระดับขั้นศักดิ์สิทธิ์ ผู้ใดเล่าจะมองทะลุถึงสภาวะที่แท้จริงของเขาได้

            "นายท่านช่างแสดงละครได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติ แผนการนี้ยิ่งกว่าสมบูรณ์แบบ ไร้ซึ่งช่องโหว่ใดๆ ทั้งสิ้น" อิ่นเหมยเอ่ยพลางเผยรอยยิ้ม

            "ต่อจากนี้ก็ถึงเวลาที่ข้าจะลงมือกับเหล่าตระกูลเซียนโบราณอย่างแท้จริงแล้ว"

            กู้ฉางเกอมิได้กล่าวตอบ เพียงแต่ยิ้มรับ ดวงตาของเขาแฝงด้วยความเฉียบคม

            เรื่องผู้สืบทอดวิชามารนั้น เขาสามารถปล่อยวางไปได้สักระยะหนึ่ง บัดนี้นั้นมิมีผู้ใดเชื่อมโยงเรื่องนั้นมาถึงเขาได้อีก

            ช่วงเวลาที่เย่หลิงซ่อนกายไร้ข่าวคราว ก็กลับกลายเป็นโอกาสทองของเขา

            …

            ข่าวการปรากฏตัวของผู้สืบทอดวิชามารนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนเซียนโบราณ ก่อนจะสร้างความปั่นป่วนจนมิอาจสงบลงได้

            แม้แต่ตระกูลเซียนโบราณบางแห่งเองก็ยังได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ พวกเขาต่างล้วนเดือดดาลเมื่อพบว่า สุสานบรรพชนของตนได้ถูกผู้มิหวังดีลักลอบขุดทำลาย

            ร่างบรรพชนที่เคยสถิตในสุสานล้วนแล้วแต่กลายเป็นเพียงเถ้าธุลี ป่นปี้จนมิเหลือเค้าเดิม

            เถ้ากระดูกของบรรพชนได้ปลิวหายไปกับสายลม

            เหตุการณ์นี้ได้จุดประกายโทสะอันล้นพ้นในหมู่ตระกูลเซียนโบราณ พวกเขาคลุ้มคลั่งจนถึงขีดสุด ก่อนประกาศกร้าวหมายกำจัดผู้สืบทอดวิชามารให้สิ้น

            สุสานบรรพชนถูกขุดทำลาย ศพบรรพชนมิเหลือรอด นี่มิใช่เพียงความอัปยศ

            ทว่าคือการตบหน้าตระกูลของพวกเขาอย่างเปิดเผย

            ในช่วงแรก พวกเขายังมองเรื่องที่ผู้สืบทอดวิชามารโจมตีเหล่าผู้ฝึกบำเพ็ญเพียรจากแดนภายนอกด้วยความยินดีเยาะเย้ย

            ทว่าเมื่อเหตุการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นกับพวกเขาเอง ก็ย่อมมิอาจทนเฉยได้

            แม้แต่ตระกูลพญาอินทรีแห่งรัตติกาล ตระกูลอสรพิษโบราณ และตระกูลจระเข้ศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่ ก็ล้วนแล้วแต่โกรธเกรี้ยวจนแทบกระอักโลหิต

            สุสานบรรพชนหลายแห่งของพวกเขาได้ถูกขโมยขุดสุสานไปเสียสิ้น แม้แต่ศพของเหล่ายอดอัจฉริยะในรุ่นก่อนก็ยังถูกปล้นชิงจนเหลือแต่เพียงความว่างเปล่า

            ทันใดนั้น ความตื่นตัวพลันปกคลุมไปทั่วทุกตระกูล พวกเขาเร่งส่งผู้คนไปเฝ้ารักษาสุสาน เพื่อป้องกันมิให้ผู้สืบทอดวิชามารได้ลอบเข้ามาอีก

            การกระทำการเช่นนี้มิเพียงแต่เป็นการลบหลู่บรรพชน ทว่ายังราวกับเป็นการเอาหอกมาแทงเข้าที่กลางใจของเหล่าตระกูลเซียนโบราณที่ให้ความสำคัญกับสายโลหิตสืบทอด

            ผู้อาวุโสหลายคนของแต่ละตระกูลต่างเผยสีหน้าดำคล้ำไปด้วยโทสะที่พร้อมจะระเบิดปะทุ

            ในขณะเดียวกัน ผู้สืบทอดวิชามารกลับเงียบหายไปอย่างไร้ร่องรอย มิมีข่าวคราวใดปรากฏ ราวกับเป็นสายลมที่พัดผ่านหายไปในยามราตรี

            และเพราะความเงียบงันเช่นนี้เอง จึงทำให้ทุกคนต่างยิ่งมิสบายใจ

            มิมีผู้ใดล่วงรู้ว่าเขาได้ซ่อนตัวอยู่ในที่แห่งใด

            ในหุบเขาไป่เหิง เยวี่ยหมิงคง ผู้กำลังครุ่นคิดถึงปัญหาของประตูเซียน เมื่อได้ยินข่าวนี้เข้า

            ดวงตาพลันแฝงแววเย็นยะเยือกราวกับลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิงน้ำแข็ง มือบางตบออกไปครั้งหนึ่ง ภูเขาโดยรอบพลันสั่นสะเทือนกึกก้องราวกับจะถล่มทลาย

            กู้ฉางเกอหลอกลวงผู้อื่นได้ ทว่าเขาจะหลอกลวงนางได้อย่างไร

            เขาได้รับบาดเจ็บอย่างนั้นหรือ

            คนอย่างกู้ฉางเกอนั้นจะได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร ช่างน่าขันนัก นี่เป็นเรื่องที่มิมีวันเป็นไปได้

            นี่เป็นเพียงการเสแสร้งของเขาเท่านั้น

            "เจ้าปีศาจจิ้งจอก! ครานี้ก็ได้หาญกล้าเผยพิรุธต่อหน้าข้าเสียแล้ว..."

            เยวี่ยหมิงคงครุ่นคิดถึงเรื่องราวอีกด้านหนึ่ง

            เมื่อทุกอย่างเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ความจริงก็กระจ่างแจ้ง

            มิว่าจะเป็นเย่หลิงหรือไป๋เลี่ย รอบกายของพวกเขาก็ต่างมีหญิงสาวที่คอยวนเวียนอยู่ผู้หนึ่ง

            คนผู้นั้นคือเทวีอิ่นเหมยแห่งตระกูลจิ้งจอกสวรรค์เก้าหาง

            แรกเริ่มเยวี่ยหมิงคงมิเคยคาดคิดเลยว่านางจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับกู้ฉางเกอได้

            พวกเขาทั้งสองดูราวกับจะมีแต่ความขัดแย้งระหว่างกัน

            เมื่อเรื่องราวทั้งหมดถูกนำมาผสานกัน ความเป็นไปได้ก็ปรากฏ กู้ฉางเกอช่วยเหลือนางจากเงื้อมมือของเย่หลิงอย่างนั้นหรือ

            เรื่องนี้ช่างเหลวไหลยิ่ง

            ด้วยเหตุอันใดก็มิอาจทราบได้ ตั้งแต่แรกอิ่นเหมยก็เป็นคนของกู้ฉางเกออยู่แล้ว ทว่าดูเหมือนว่านางจะถูกเขาสยบและใช้งานอย่างแยบยล

            เหตุการณ์มากมายที่ตามมา จึงล้วนโยงใยกลับไปยังจุดนี้

            กลิ่นอายจิ้งจอกที่เยวี่ยหมิงคงเคยสัมผัสได้จากตัวของกู้ฉางเกอ ครานี้จึงชัดเจนกระจ่างแจ้ง กลิ่นอายนั้นก็นับว่าเป็นของจิ้งจอกจริงๆ

            ดวงตาแหลมคมดุจพญาหงส์ของนางวาบประกายเย็นเยียบ มือบางพลันตบลงตรงหน้า หุบเขาที่เคยตั้งตระหง่านพลันแหลกสลายกลายเป็นผุยผง

            ในรัศมีพันลี้ มิมีสิ่งมีชีวิตใดกล้าที่จะเฉียดกรายเข้ามา

            เหล่าผู้ติดตามของเยวี่ยหมิงคงต่างตัวสั่นเทา ล้วนแล้วแต่พากันเข้าใจว่า นางโกรธแค้นที่ได้ยินข่าวการบาดเจ็บของกู้ฉางเกอ จึงพลุ่งพล่านไปด้วยโทสะ

            "เย่หลิงผู้นั้นคงจะถูกกู้ฉางเกอสังหารไปแล้ว สมบัติแห่งมหาเทพวัฏสงสารก็คงตกอยู่ในมือของกู้ฉางเกอด้วยเช่นกัน"

            เมื่อคิดได้เช่นนั้น เยวี่ยหมิงคงก็ค่อยๆ สงบใจลง

            ความสำคัญเร่งด่วนในยามนี้คือเรื่องของประตูเซียน มิใช่เรื่องปีศาจจิ้งจอกนั่น

            เรื่องราวระหว่างนางและอิ่นเหมย เยวี่ยหมิงคงได้คิดไว้ในใจแล้วว่า สักวันหนึ่งจะต้องชำระให้เสียสิ้น

            ในขณะที่เยวี่ยหมิงคงปลดปล่อยโทสะอย่างเกรี้ยวกราด

            ณ ผาสูงที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกซึ่งห่างออกไปนับหมื่นลี้

            กู้เซียนเอ๋อร์ที่ได้ยินข่าวนี้ ใบหน้าน้อยอันเย็นชาและโดดเดี่ยว กลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งและลังเลใจ

    คล้ายกับเรื่อง[นิยายแปล] I Am Fated Villain ยึดครองใต้หล้าด้วยระบบมารร้ายแห่งโชคชะตา ที่คุณอ่าน