เสียงนาฬิกาปลุกจากโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าที่หน้าจอแตกร้าวกรีดร้องดังลั่นห้องสี่เหลี่ยมขนาดเล็กหญิงสาวเ้าของร่างบอบบางสะดุ้งสุดตัวเด้งตัวขึ้นมาจากกองโมเดลที่ระเกะระกะอยู่รอบเตียงราวกับศพฟื้นคืนชีพ
"เชี่ย! แปดโมงครึ่ง!"
ลินหรือ ลินลดา อุทานลั่น สติสัมปชัญญะที่ยังเข้าร่างไม่ครบกระเจิดกระเจิงไปคนละทิศละทางเธอตบหน้าตัวเองสองสามทีเพื่อเรียกความตื่นตัวก่อนจะกุลีกุจอโกยข้าวของลงกระเป๋าผ้าใบโต
วันนี้เป็วันส่ง 'ไฟนอลโปรเจกต์' วิชาออกแบบภายในของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และเส้นตายคือเก้าโมงตรง!
"ตายแน่ยัยลิน ตายแน่ๆอาจารย์วิวัฒน์ยิ่งจ้องจะหักคะแนนจิตพิสัยอยู่ด้วย"
ลินพูดบ่นพึมพำขณะคว้าแว่นตากลมโตมาสวมลวกๆมัดผมหยักศกที่ยุ่งเหยิงให้เป็มวยสูง แล้วอุ้มโมเดลบ้านสองชั้นขนาดอัตราส่วน 1:50ที่เธออดตาหลับขับตานอนตัดต่อมาสามคืนติดขึ้นแนบอก
ความหนักของฐานไม้และความเกะกะของหลังคาทรงจั่วทำเอาเธอเซถลาไปวูบหนึ่งแต่ด้วยสปิริตนักศึกษาทุนที่ปากกัดตีนถีบ ลินกัดฟันฮึดสู้วิ่งลงจากหอพักหญิงราคาประหยัดด้วยความเร็วแสง
แสงแดดยามเช้าของกรุงเทพฯร้อนแรงจนแสบผิว แต่ลินไม่มีเวลามาห่วงเื่ฝ้าหรือกระบนใบหน้าสิ่งเดียวที่เธอห่วงคือโมเดลในอ้อมแขนที่เปรียบเสมือนชีวิตและเกรดเฉลี่ยของเทอมนี้
"ขอทางหน่อยค่า!ขอทางหน่อย!"
สาวร่างเล็กในชุดนักศึกษาหลุดลุ่ยวิ่งซิกแซกผ่านฝูงชนหน้ามหาวิทยาลัยลัดเลาะเข้าทางประตูหลังซึ่งเชื่อมต่อกับลานจอดรถโซนวีไอพีของคณะวิศวกรรมศาสตร์ทางนี้เป็ทางลัดที่เร็วที่สุดที่จะพาเธอไปตึกคณะสถาปัตย์
ปกติลินไม่ค่อยอยากเดินผ่านโซนนี้เท่าไหร่เพราะมันเต็มไปด้วยรถหรูราคาแพงระยับของพวกลูกคุณหนูวิศวะแตกต่างจากเธอที่แค่ค่าข้าวแต่ละมื้อยังต้องคิดแล้วคิดอีกการเดินผ่านดงรถสปอร์ตพวกนี้มันทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็มดงานหลงเข้าไปในรังพญายังไงชอบกล
แต่วินาทีนี้ เวลานาทีทองต้องมาก่อนศักดิ์ศรี
ตึก ตึก ตึก
เสียงรองเท้าผ้าใบเก่าๆกระทบพื้นคอนกรีตเป็จังหวะเร่งรีบ ลินหอบหายใจจนตัวโยนเหงื่อเม็ดเล็กซึมชื้นตามไรผม แขนทั้งสองข้างเริ่มสั่นเทาจากน้ำหนักของโมเดล
"อีกนิดเดียว ทนหน่อยนะลิน"
เธอให้กำลังใจตัวเองสายตามองตรงไปยังทางออกที่อยู่ไม่ไกล อีกแค่ไม่กี่เมตรก็จะพ้นเขตอันตรายนี้แล้ว
ทว่าความซวยมักมาเยือนในเวลาที่เราไม่พร้อมรับมือเสมอ
"เมี๊ยว!"
ลูกแมวตัวหนึ่งกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ตัดหน้าเธออย่างกะทันหัน
ด้วยสัญชาตญาณรักสัตว์(หรืออาจจะแค่ใ) ลินเบรกตัวโก่ง พยายามหักหลบเพื่อไม่ให้เหยียบเ้าก้อนขนตัวนั้นแต่อนิจจา แรงเฉื่อยจากการวิ่งบวกกับน้ำหนักโมเดลทำให้เธอเสียหลัก
"ว้าย!"
ร่างบางเซถลาไปทางด้านซ้าย แต่ขาก็พันกันจนทรงตัวไม่อยู่ลินพยายามจะประคองโมเดลไว้สุดชีวิต ไม่ให้มันกระแทกพื้น แต่ผลลัพธ์กลับกลายเป็ว่า
ครืดดดดดดด!
เสียงโลหะขูดกับวัตถุแข็งดังสนั่นบาดแก้วหูมันไม่ใช่เสียงโมเดลตกพื้น แต่มันเป็เสียงมุมแหลมของฐานไม้โมเดลและไม้บรรทัดเหล็กฟุตเหล็กที่เสียบอยู่ในกระเป๋าผ้าเหวี่ยงไปกระแทกเข้ากับวัตถุสีดำเงาวับที่จอดอยู่ข้างทางอย่างจัง!
ทุกอย่างหยุดนิ่งราวกับถูกกดปุ่ม Pause
ลินหน้าซีดเผือดหัวใจหล่นลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม แล้วเสียงหายใจหอบถี่ของเธอเงียบลงทันทีถูกแทนที่ด้วยความเย็นวาบที่แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง
เธอกลั้นใจค่อยๆ หันไปมองต้นตอของเสียง
แต่ภาพที่ได้เห็นนั้นทำเอาน้ำตาแทบจะไหลพรากออกมาเป็สายเื
รถสปอร์ตหรูน่าจะเป็ยี่ห้อที่เธอเคยเห็นในนิตยสารรถยนต์ผ่านๆ ตา ทรงโฉบเฉี่ยว ดุดันสีดำสนิทเหมือนรัตติกาล แมคลาเรน? หรือแลมโบกินี?เธอแยกไม่ออก รู้แค่ว่ามันแพงบรรลัยเลย
และที่สำคัญกว่ายี่ห้อ คือรอยขีดข่วนยาวเหยียดเป็ทางยาวกว่าหนึ่งคืบตรงประตูฝั่งคนขับ
รอยขาวๆตัดกับสีดำเงาของตัวรถอย่างเด่นชัด ราวกับงานศิลปะแอบสแตรกต์ที่ไม่มีใคร้า
"ฉิบหาย..."
คำหยาบที่ไม่ค่อยได้พูดหลุดออกมาจากปากบางเบาหวิวมือที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะรอยนั้นเบาๆ หวังลึกๆ ว่ามันอาจจะเป็แค่ฝุ่นหรือรอยเปื้อนที่สามารถเช็ดออกได้
แต่ความจริงก็ตบหน้าเธอฉาดใหญ่มันคือรอยลึก กินเนื้อสีรถเข้าไปเต็มๆ
"ทำอะไรน่ะ!"
เสียงทุ้มต่ำ เยียบเย็นและทรงพลังดังขึ้นจากด้านหลัง
ลินสะดุ้งเฮือกขนแขนลุกชันโดยพร้อมเพรียง มันไม่ใช่เสียงตะคอก แต่มันเป็โทนเสียงเรียบๆที่แฝงรังสีอำมหิตจนน่าขนลุก
เธอค่อยๆ หันหลังกลับไปอย่างเชื่องช้าเหมือนกับหุ่นยนต์ที่ข้อต่อขึ้นสนิม
เบื้องหน้าของเธอนนั้นคือชายหนุ่มร่างสูงโปร่งสูงจนเธอต้องแหงนหน้ามอง เขาอยู่ในชุดนักศึกษาที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยสวมทับด้วยเสื้อช็อปสีเืหมูของคณะวิศวกรรมศาสตร์ แขนเสื้อที่สั้นเผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งที่มีเส้นเืปูดโปนและรอยสักรูปฟันเฟืองสีดำสนิทที่ต้นคอ
ใบหน้าหล่อเหล่าราวกับพระเ้าตั้งใจปั้นคิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือดวงตาคมกริบที่ตอนนี้กำลังหรี่ลงมองเธอ ไม่สิมองรอยที่รถสลับกับหน้าเธอ ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก แต่มันทำให้ขาลินสั่นพั่บๆ
เขาคือ 'อาร์ค'
ลินจำเขาได้แม่น ไม่ใช่เพราะความหล่อแต่เพราะกิตติศัพท์ความโหดที่เลื่องลือไปทั่วทั้งมหาวิทยาลัย เฮดว้ากปีสามผู้คุมกฎเหล็กของวิศวะ คนที่ใครๆ ก็บอกว่า 'ห้ามสบตาถ้าไม่อยากอายุสั้น'
"คะ... คือ..." ลินอึกอักลิ้นพันกันจนพูดไม่เป็ภาษา
ชายหนุ่มเ้าของเรือนผมสีเข้มปัดเสยไปด้านหลังก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอช้าๆ แต่คุกคาม กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นบุหรี่จางๆลอยมาแตะจมูก
อาร์คก้มลงมองรอยขูดบนลูกรักของเขานิ้วเรียวยาวลูบไล้รอยขีดข่วนนั้นแ่เบา ราวกับกำลังปลอบประโลมคนรักที่าเ็ก่อนจะตวัดสายตาดุๆ กลับมาที่ตัวต้นเหตุ
"รู้ไหมว่าคันนี้รุ่นอะไร?"เขาถามเสียงเรียบ
ลินส่ายหน้าดิก น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
"มะ... ไม่ทราบค่ะ"
"แมคลาเรนสีดำสั่งทำพิเศษเคลือบแก้วเซรามิกเกรดท็อปสามรอบ"
เขาไล่สายตาสำรวจลินั้แ่หัวจรดเท้าแล้วเหยียดยิ้มมุมปากยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
"เด็กสถาปัตย์?"
"คะ...ค่ะ ปีสองค่ะ"ลินตอบเสียงสั่น พยายามกระชับโมเดลในอ้อมกอดแน่นเพื่อหาที่พึ่งทางใจ
"มีประกันไหม"
คำถามสั้นๆ แต่เหมือนค้อนปอนด์ทุบหัวลินกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ
"ไม่มีค่ะ หนูเดินมา"
อาร์คเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะขำในความซื่อบื้อของคำตอบแต่ก็ไม่ขำ เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนเงาของเขาทาบทับร่างเล็กๆ ของเธอจนมิด
"หมายถึงมีปัญญาจ่ายไหม"
ลินหน้าซีดเผือดกว่าเดิมสมองรีบคำนวณตัวเลขในบัญชีที่มีอยู่น้อยนิด ค่าเทอมยังต้องกู้ กยศ.ค่ากินอยู่ต้องทำงานพาร์ตไทม์ร้านกาแฟ เงินเก็บที่มีตอนนี้น่าจะซื้อได้แค่ล้อรถของเล่น
"หนู... หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะคือเมื่อกี้มีแมวตัดหน้า หนูเลยเสียหลัก..." เธอพยายามอธิบาย เสียงเริ่มเครือ
"แมว?" อาร์คทวนคำ หันไปมองรอบๆ ที่ว่างเปล่า
"แล้วไหนแมว?"
"มัน... มันวิ่งไปแล้วค่ะ"
"อ้อ โทษแมว"เขาพยักหน้าช้าๆ
"แล้วคิดว่าแมวมันจะจ่ายค่าซ่อมให้ไหม"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจลินรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวมันหนักอึ้งจนหายใจไม่ออก
"ค่าซ่อมแผลนี้ ประเมินคร่าวๆก็แสนกว่าบาท ต้องลอกสีทำใหม่ทั้งประตูนี่ยังไม่รวมค่าเสียเวลาที่ฉันต้องเอารถเข้าศูนย์และค่าทำขวัญที่ทำให้ลูกชายฉันมีมลทิน"
"สะ... แสนกว่า!"
ลินตาโตเท่าไข่ห่านขาทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นโดยอัตโนมัติ โชคดีที่ยังกอดโมเดลไว้แน่น แสนกว่าบาท!ให้เธอทำงานร้านกาแฟทั้งปีโดยไม่กินไม่ใช้ยังไม่รู้จะพอหรือเปล่า
"หนูไม่มีเงินขนาดนั้นหรอกค่ะพี่"ลินยกมือไหว้ปลกๆ น้ำตาไหลพรากออกมาจริงๆ แล้วคราวนี้
"พี่ลดให้หน่อยได้ไหมคะ หรือ...หรือผ่อนจ่าย"
"ผ่อน?" อาร์คแค่นหัวเราะในลำคอดวงตาคมกริบมองร่างที่นั่งคุกเข่าอยู่แทบเท้าเขาด้วยแววตากำลังประเมินค่า
"เธอคิดว่าฉันเป็อะไร ธนาคารเหรอ"
เขาล้วงมือเข้ากระเป๋ากางเกงสแล็คสีดำยืนค้ำหัวเธอด้วยท่วงท่าของผู้เหนือกว่า
"ชื่ออะไร"
"ละ... ลินค่ะ ลินลดา"
"ลินลดา" เขาทวนชื่อเธอช้าๆ
"เรียนสถาปัตย์ ออกแบบภายใน?"
"ค่ะ"
อาร์คเงียบไปครู่หนึ่งสายตาเขาไม่ได้มองที่หน้าเธอแล้ว แต่มองเลยไปที่โมเดลบ้านในมือเธอก่อนจะกลับมาจ้องตาเธออีกครั้งแววตาที่เคยดุดันเปลี่ยนเป็เ้าเล่ห์ลึกซึ้งแบบที่ทำให้ลินรู้สึกไม่ปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม
"ไม่มีเงิน แล้วมีอะไร"
คำถามกำกวมนั้นทำให้ลินหน้าร้อนวูบรีบกอดตัวเองแน่น
"หนู... หนูขายไตไม่ได้นะพี่หนูต้องใช้!"
อาร์คถอนหายใจพรืดกรอกตามองบนอย่างเหนื่อยหน่าย
"ใครจะเอาไตของเธอฉันหมายถึงความสามารถหรือแรงงาน"
เขาย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าเธอเพื่อให้ระดับสายตาเท่ากัน แต่ความกดดันไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อยใบหน้าหล่อเหลาเลื่อนเข้ามาใกล้จนลินต้องเอนตัวหนี ลมหายใจอุ่นๆของเขารินรดแก้มเธอ
"ฉันไม่ชอบรอเงินผ่อน มันเสียเวลาฉัน"เขาพูดเสียงกระซิบทุ้มพร่า
"แต่่นี้ฉันกำลังขาดคนดูแลส่วนตัว"
"คะ?" ลินงุนงงน้ำตายังเปรอะแก้ม
"เป็เบ๊" อาร์คสรุปสั้นๆ"ทำงานชดใช้หนี้ เป็ผู้ช่วยส่วนตัวของฉันจนกว่าฉันจะพอใจว่าคุ้มกับค่าซ่อมรถ"
"เบ๊?"ลินทวนคำ
"ใช่ ต้องทำทุกอย่างที่ฉันสั่งห้ามบ่น ห้ามอูู้ ห้ามเถียง และที่สำคัญ..."
เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้จนจมูกของเราแทบจะชนกันั์ตาสีรัตติกาลจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนที่กำลังตื่นตระหนกของเธอ
"ห้ามหนี ถ้าคิดจะหนีฉันจะตามไปรื้อหลังคาบ้านเธอ แล้วเอาบิลค่าซ่อมไปแปะหน้าคณะให้รู้กันทั้งมหาลัยว่าเด็กสถาปัตย์ทำของพังแล้วไม่จ่าย"
ลินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากทางเลือกของเธอมันริบหรี่จนแทบมองไม่เห็นแสงสว่างระหว่างหาเงินแสนที่ไม่มีทางหาได้ กับยอมตกเป็ทาสรับใช้ของเฮดว้ากจอมโหด
"ว่าไง จะจ่ายสดตอนนี้หรือจะเซ็นสัญญา..." เขาเว้นจังหวะ นิ้วเรียวเคาะที่หน้าผากมนของเธอเบาๆหนึ่งที "ด้วยร่างกาย"
เสียงนาฬิกาข้อมือราคาแพงของเขาดังติ๊กๆผสานกับเสียงหัวใจของลินที่เต้นโครมคราม
"ตกลงค่ะ!"ลินหลับตาปี๋ะโตอบ
"หนูยอมเป็เบ๊ให้พี่!อย่าฟ้องนะพี่!"
มุมปากของอาร์คยกขึ้นเป็รอยยิ้มที่ชัดเจนกว่าครั้งแรกรอยยิ้มของปีศาจที่เพิ่งได้ิญญาดวงใหม่มา
"ดี"
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จากนั้นก็ปัดฝุ่นที่หัวเข่าเล็กน้อยแล้วโยนคีย์การ์ดใบหนึ่งลงบนตักของลิน
"เก้าโมงเช้าของวันพรุ่งนี้ เธอไปเจอฉันที่ตึกวิศวะห้องสโมสรนักศึกษา ห้ามสายแม้แต่วินาทีเดียว"
พูดจบเขาก็เดินอ้อมไปขึ้นรถซูเปอร์คาร์สุดหรูคันงามสตาร์ทเครื่องยนต์เสียงดังกระหึ่มราวกับเสียงคำรามของสัตว์ร้ายก่อนจะขับออกไปอย่างรวดเร็ว แล้วทิ้งให้ลินนั่งกอดโมเดลแน่นอยู่ท่ามกลางฝุ่นควันและความว่างเปล่า
ลินมองตามท้ายรถที่หายไปจนลับสายตาก่อนจะก้มมองคีย์การ์ดในมือ มันมีสติกเกอร์รูปเกียร์สีแดงแปะอยู่พร้อมลายเซ็นหวัดๆ ว่า 'ARC'
ฉิบหายแล้วลิน
หนีเสือปะจระเข้ชัดๆนี่เธอเพิ่งเซ็นสัญญากับซาตานไปใช่ไหม
ทันใดนั้นเสียงเตือนจากโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ลินสะดุ้งโหยง ก้มดูหน้าจอ
08:55 น.
"เฮ้ย! โปรเจกต์!"
ความกลัวพี่ว้ากหายวับไปชั่วขณะถูกแทนที่ด้วยความกลัวอาจารย์วิวัฒน์ ลินรีบตะกายลุกขึ้นและหอบโมเดล(ที่โชคดีไม่พัง) ใส่เกียร์หมาวิ่งตับแลบไปยังตึกคณะสถาปัตย์
โดยที่ไม่รู้เลยว่าชีวิตสงบสุขของนักศึกษาปีสองธรรมดาๆได้จบสิ้นลงแล้ว ณ วินาทีนี้
และ 'อุบัติเหตุ'ในวันนี้ จะเป็จุดเริ่มต้นของ 'ความวินาศ'ที่หวานล้ำและเร่าร้อนที่สุดในชีวิตเธอ