ซีรีสเปิดประตูเข้าไปในบ้านได้ยินเสียงทีวีดังเบาๆ อยู่ในห้องรับแขก เขาเห็นพ่อนั่งอยู่หน้าจอทีวีโดยมีท่าทีไม่ได้สนใจอะไรในนั้นมากนัก แต่ก็ไม่หันมามองเขา ข่าวสารทุกอย่างในเมืองนี้ ล้วนแล้วแต่ออกมาจากนิวเวิร์ลทั้งสิ้นข่าวคราวข้างนอกแทบจะไม่มีเล็ดลอดเข้ามา เช้านี้รายการทีวีทุกช่องจึงมีแต่ข่าวการปล่อยยานแต่พ่อคงไม่สนใจข่าวอะไรนี่หรอก พ่อไม่เคยสนใจมันมาั้แ่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว
“กลับมาแล้วเหรอลูก”พ่อถามขึ้นโดยไม่ได้หันมามองด้วยซ้ำ
“ครับพ่อก็คนเยอะมาก เลยต้องรอให้คนอื่นกลับกันก่อน ผมกับวิลก็นั่งคุยอะไรกันเพลินๆ”
“เป็ไงบ้างละสนุกมั้ย”
“สนุกดีครับ แต่ถ้าพ่อไปด้วยคงจะสนุกกว่า ผมไม่เข้าใจเลยทำไมพ่อถึงไม่ได้สนใจเหมือนคนอื่น คนทั้งเมืองไปอยู่ที่นั่นแต่พ่อกลับนั่งดูการถ่ายทอดทางทีวี ทั้งๆ ที่มันห่างจากบ้านเราไปแค่ไม่ถึงสิบนาที”
“พ่อก็ดูอยู่นี่ไง”พ่อพูดพลางชี้มือไปที่โทรทัศน์
“พ่อไม่ต้องทำมาเป็สนใจเลย” ซีรีสมองค้อน
“พ่อก็แค่เบื่อเราอยู่กับมันมานาน นานจนเื่ของดาวดวงนั้นมันไม่ได้ทำให้เราตื่นเต้นอีกแล้ว”
“แต่ครั้งนี้มันปรากฏการณ์เลยนะครับนี่มันคือก้าวใหม่ของมนุษยชาติที่เราจะได้ก้าวออกจากโลกใบเดิมๆ นี่เสียทีเราจะมีที่อยู่ใหม่ ที่ไม่ต้องเสี่ยงกับไวรัส ไม่ต้องเสี่ยงกับแผ่นดินไหว น้ำท่วมหรืออะไรพวกนี้แล้ว เราแค่ไปอยู่แบบสบายๆ มีโลกใหม่ที่รอพวกเราอย....”
ซีรีสพูดไม่ทันจบพ่อก็แทรกขึ้นมา “อย่าคิดอะไรไกลแบบนั้นเลยลูก ไม่มีใครรู้หรอกว่าที่ใหม่จะดีหรือเลวร้ายกว่าที่นี่ เพราะที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้เห็นอะไรเลยลำพังเพียงแต่คำพูดลอยๆ มันเชื่อไม่ได้หรอก โลกใหม่ในความฝันลมๆ แล้งๆ ของคนบางกลุ่มอาจจะกลายเป็ฝันร้ายของคนทั้งเมืองก็ได้”
“พ่อไม่เคยฝันบ้างเหรอว่าเราจะไปอยู่กันที่นั่นถ้าไม่ฝันแล้วจะมาอยู่ในนี้ทำไม ทำไมเราต้องมาติดอยู่ในเขตเมืองบ้าๆ นี่ถ้าพ่อยอมอพยพออกไปั้แ่แรก เราก็คงไม่ต้องมาติดอยู่ในนี้พ่อจะได้ไม่ต้องมาว่าผมฝันลมๆ แล้งๆ” ซีรีสขึ้นเสียง
“ลูกเชื่อพ่อสิติดอยู่ในนี้ มันไม่ได้เลวร้ายไปกว่าไปติดอยู่บนโน้นหรอก”
“ผมยอมติดต่อบนโน้นดีกว่าจมอยู่ในนี้ ไม่รู้แหละ การเดินทางรอบหน้าผมจะต้องสมัครขึ้นไปบนนั้นให้ได้”
“ลูกจะไปไหนไม่ได้ถ้าพ่อไม่อนุญาต”
“ทำไมพ่อต้องขัดขวางผมด้วยผมไม่เข้าใจเลย”
“เอาไว้เดี๋ยวพ่อจะบอกแกเองตอนนี้รีบไปหาอะไรกินในครัวก่อนเถอะ”
“ไม่ละผมทานมาแล้ว”
พูดจบซีรีสก็เดินไปเปิดประตูห้องนอนปิดประตูตามหลังเสียงดังสนั่น
สองพ่อลูกคู่นี้เป็แบบนี้ประจำหลายๆ ครั้งที่ความคิดมักไม่ตรงกันโดยเฉพาะกับเื่นี้ ในขณะที่ซีรีสหายใจเข้าออกแทบจะเป็นิวเวิร์ล แต่กลับกันพ่อไม่เคยสนใจ ไม่เคยให้ความสำคัญถึงแม้ว่า ทุกครอบครัวในเขตนี้ จะได้รับการดูแลอย่างดีจากนิวเวิร์ล แต่พ่อก็ยังไม่เคยเปลี่ยนใจจากความคิดเดิมๆที่มีติดตัวมานาน ยังตั้งหน้าตั้งตาทำสวนหลังบ้าน ใช้ชีวิตตามประสาโดยไม่สนใจโลกภายนอกด้วยซ้ำ นานๆ สักครั้งที่พ่อจะออกจากบ้านไปทำธุระไปข้างนอก ซีรีสเองก็ไม่เคยสนใจว่าพ่อเขาไปไหน ต่างจากพ่อที่ต้องรับรู้ทุกครั้งที่ซีรีสออกจากบ้าน
หลังจากมีโครงการนิวเวิร์ลชาวเมืองที่ถูกเกณฑ์ให้มาอยู่ในเขตกำแพงเมืองที่สูงตระหง่าน ส่วนใหญ่เป็พวกที่มีแิตรงกับนิวเวิร์ลเรียกได้ว่า ทุกคนคือติ่งของนิวเวิร์ล แบบที่หายใจเข้าออกก็เป็นิวเวิร์ลจึงจะมีสิทธิเข้ามาอยู่ในนี้ได้ ทุกคนไม่มีสิทธิออกนอกเขตกำแพง มีเพียงคนของนิวเวิร์ลที่ได้สิทธินั้น แต่ก็นั่นก็ใช่ปัญหาทุกคนที่เข้ามาอยู่ ไม่มีใครอยากจะออกไปอยู่แล้ว สวัสดิการที่ดีส่งเสริมให้ชาวเมืองอยู่กันอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัวจนไม่เคยมีสนใจกิจการของนิวเวิร์ลเลย ว่าจะทำอะไรกับพวกเค้าบ้าง
บางครั้งก็มีคนกลุ่มใหม่ๆ อพยพเข้ามาบ้างแต่ทุกคนที่จะเข้ามาต้องฝ่าด่านทดสอบหลายๆ อย่าง กำแพงนี้ยาวล้อมรอบเมืองทั้งหมด จากขอบเขตเล็กๆเมื่อเวลาผ่านไป อาณาเขตของนิวเวิร์ลก็ขยายตัวไปเรื่อยๆเพื่อรองรับกับจำนวนประชากรที่มากขึ้น มีประตูเข้าออกเพียงแค่สองทางและมีเ้าหน้าที่เฝ้าอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง ภายในเขตกำแพงนี้เื่ราวของโลกภายนอกแทบจะไม่มีมีใครพูดถึง เด็กรุ่นใหม่ที่เกิดมา จึงไม่มีทางรู้อะไรเลยเกี่ยวกับข้างนอกนั่นคนเก่าๆ ที่เคยอาศัยอยู่ ก็ทยอยเสียชีวิต คนที่เหลืออยู่ก็แทบจะไม่เคยพูดถึงโลกภายนอกอีก ทุกคนพูดถึงแต่ปัจจุบันอนาคตที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น
“ดอกเตอร์” คือชื่อที่ทุกคนเรียกกับพ่อ ซีรีสไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามามันหมายถึงอะไร แต่ทุกคนก็เรียกพ่อแบบนั้นมาโดยตลอดพ่อแทบจะไม่ออกไปสุงสิงกับใคร พ่อเคยบอกเสมอว่า ชีวิตพ่อมีแต่ซีรีสคนเดียวเท่านั้นพ่อจึงไม่อยากเสียเขาไปให้กับองค์กรนิวเวิร์ล
“ซีรีสพ่อขอเข้าไปได้มั้ย” เสียงพ่อเคาะประตูเรียก
“เข้ามาสิครับ”
ดอกเตอร์เอื้อมมือไปเปิดประตูถึงได้รู้ว่าประตูไม่ได้ล็อคเมื่อเปิดเข้าไป ก็เจอลูกชายนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเขารู้ดีว่า อารมณ์ของซีรีสถ้าร้อนขึ้นมา ก็คงจะเอาไม่อยู่แน่เขาจึงปล่อยให้ซีรีสอยู่ในห้องคนเดียวไปสักพัก แล้วจึงค่อยเข้าไปปลอบ เขาค่อยๆเดินเข้าไปหาลูกชายคนเดียวของเขาพร้อมกับถามขึ้น
“มีอะไรเหรอลูกพ่อเห็นลูกมีสีหน้าเคร่งเครียดั้แ่กลับมาจากไปดูเค้าปล่อยยานแล้ว”
“ไม่มีอะไรหรอกครับพ่อก็แค่คิดอะไรนิดหน่อย”
“เล่าให้พ่อฟังได้มั้ย”
ซีรีสหันมาสบตากับผู้เป็พ่อตอนนี้เขารู้สึกว่าในหัวสมองของเขามันสับสนไปหมด
“พ่อคิดว่าข้างบนนั่นเป็ยังไงเหรอแล้วนอกกำแพงนี่ มันคืออะไรกันแน่ ทำไมไม่เคยมีใครพูดถึงมันเลย”
“ทำไมถึงได้ถามแบบนั้นละ”
“ผมฝันมาตลอดว่าสักวันหนึ่งผมต้องขึ้นไปบนนั้น แต่ก็มีหลายๆ อย่างที่ผมยังไม่เข้าใจ”
“อย่างเช่นข้างนอกกำแพงนี่เหรอ” พ่อถามด้วยความเป็ห่วง
ซีรีสไม่ตอบได้แต่ทำหน้าหน้านิ่งมองออกไปข้างนอก
“ทำไมถึงไม่มีคนพูดถึงมันเลยละมีแต่คนพูดถึงอาณานิคมใหม่ ไม่เคยได้ยินใครพูดถึงโลกใบเก่าของเราข้างนอกนั่นเลย” ซีรีสพูดขึ้นด้วยความสงสัย
“มันอาจจะไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึงมั้ง”พ่อพูดตัดบท
“หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้น”ซีรีสแย้ง
“ไม่มีอะไรที่มากกว่านั้นหรอก”
“ผมได้ยินคนเค้าคุยกันว่าพ่อเคยแอบหนีออกไปข้างนอก มันจริงหรือเปล่า”
“แอบเหรอมันจะเป็ไปได้ยังไง การออกไปข้างนอกมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกมั้งลูกกำแพงสูงซะขนาดนั้น แถมประตูเข้าออก ก็มียามเฝ้าอยู่ตลอดเวลาพ่อจะหนีออกไปได้ยังงัย คนพวกนั้นมันก็พูดไปเรื่อยแหละ”
“นั่นสินะแต่บางที พ่อเคยอยู่ข้างนอกมาก่อน พ่อก็น่าจะเล่าให้ผมฟังบ้างสิว่ามันเป็ยังไง”
“มันนานมาแล้ว เราไม่จำอะไรพวกนั้นหรอก แต่เอาเถอะ เมื่อลูกโตขึ้นลูกก็จะมีความเข้าใจอะไรๆ มากขึ้น พ่อเชื่อว่า เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม พ่อคงจะนึกขึ้นออกแล้วค่อยเล่าให้ลูกฟัง เมื่อถึงตอนนั้นลูกก็จะเข้าใจอะไรได้เอง”
“ผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ผมจะโตพอ”
“ในสายตาของพ่อลูกก็ยังเป็เด็กอยู่เสมอ” พ่อพูดพลางเอามือมาลูบศีรษะลูกชาย
“ถ้างั้นมันก็คงไม่มีวันที่ผมจะขึ้นไปบนนั้นใช่มั้ย”
“อาจจะ” พ่อตอบแบบปล่อยให้ซีรีสได้คิด
“อาจจะ..คืออะไรเหรอ อาจจะได้ไป อาจจะไม่ได้ไป หรืออาจจะอะไร” ซีรีสเริ่มหัวร้อน
“เอานาลูกพ่อไว้ลูกโตกว่านี้สักหน่อย เราค่อยคุยเื่นี้กันอีกทีนะ” สองพ่อลูกสบตาดอกเตอร์เอื้อมมือไปโอบกอดลูกชายเอาไว้ ก่อนที่พ่อจะพูดต่อไปว่า
“ั้แ่ที่แม่จากไปและเรากักอยู่ในกำแพงนี้ ชีวิตพ่อก็มีแต่ลูกนี่แหละ พ่อจะไม่ยอมเสียลูกไปอีกคน”
“ผมเข้าใจดีครับพ่อ แต่บางเื่ผมก็แค่อยากจะรู้มันด้วยตัวผมเองหรือได้ยินจากพ่อ มากกว่าที่จะไปฟังคนอื่นพูด”
“ลูกต้องได้รู้แน่พ่อเชื่อแบบนั้น”
“วันนี้ไอรีนพูดถึงศาสตราจารย์พ่อครับ ผมจะไปหาท่านศาสตราจารย์ได้มั้ยครับ” ซีรีสถาม
“จะไปหาทำไมเหรอลูก”
“ไม่รู้สิคงอยากจะไปถามอะไรเกี่ยวกับนิวเวิร์ลมั้ง ก็เห็นเค้าออกมาประท้วงอยู่บ่อยครั้งคงมีข้อมูลอะไรที่น่าตื่นเต้นอยู่บ้าง”
“อย่าไปเสาะหาความตื่นเต้นหรอกบางครั้งชีวิตที่เรียบง่าย มันก็เป็สุขดีอยู่แล้ว”
“พ่อก็เป็ซะอย่างงี้”
“พ่อแค่ไม่อยากให้ลูกไปคลุกคลีกับคนแบบนั้นในเมืองนี้มีคนดีดีเยอะแยะ ทำไมลูกต้องหาไปคนบ้าๆ แบบนั้นด้วย”
“ถ้าเค้าบ้าพ่อก็คงจะบ้าไม่แพ้เค้าหรอกครับ” ซีรีสพูดพลางจ้องหน้าพ่อเขม็ง พร้อมกับพูดขึ้น
“ทำไมชาวเมืองทุกคนต้องมองคนอื่นที่คิดไม่เหมือนตัวเองว่าคนบ้าด้วยผมก็ไม่เคยมองเค้าว่าบ้าเลย ทุกครั้งที่เค้าพูด เค้าจะมีมุมมองและแิดีดีให้กับพวกเราเสมอไม่เหมือนบางคน” ซีรีสพูดจบก็หันไปมองหน้าพ่อของเค้า
“ฮ่าๆๆๆๆๆ ถึงความคิดพ่อจะบ้า หรือแปลกไปจากคนอื่นๆแต่พ่อก็ไม่ได้ทำอะไรบ้าๆ แบบเค้าสักหน่อย ว่าแต่ลูกจะไปทำอะไรเหรอพ่อละงงเหลือเกิน ปากลูกก็บอกว่าอยากขึ้นไปบนนั้น แต่กลับไปสนใจอยากรู้จักศาสตราจารย์นั่นคนที่ต่อต้านนิวเวิร์ลแบบสุดขั้ว มันดูไม่เข้ากันเลยนะ พ่อไม่ห้ามหรอก ถ้าลูกจะไปมาหาสู่กับคนแบบนั้นแต่ก็อยากจะเตือนให้ระวังๆ ไว้บ้าง นิวเวิร์ลไม่ใช่องค์กรที่เราเพียง 2-3คนจะลุกขึ้นมาต่อสู้ได้หรอก ยิ่งเมื่อมันเดินทางมาถึงจุดนี้ เค้าคงไม่ยอมหยุดง่ายๆยิ่งต้าน ก็เหมือนยิ่งยุ ยิ่งลูกไปขลุกกับศาสตราจารย์นั่นมากเท่าไหร่โอกาสของลูกที่จะไปบนนั้นก็ยิ่งจะยากมากขึ้นไปอีกนะ พ่อว่าป่านนี้ ลูกกับเพื่อนๆก็คงจะมีรายชื่อเป็แบลคลิสต์อยู่ในนิวเวิร์ลแล้วด้วย” พ่อเสนอแนะ
“นั่นสินะมันจะมีใครสักกี่คนกันเชียว ที่กล้าลุกขึ้นต่อต้านนิวเวิร์ลแบบศาสตราจารย์นี่ขนาดทำอยู่คนเดียว แต่นับวัน คนก็เริ่มอยู่ข้างศาสตราจารย์กันมากขึ้นทุกวัน ต่างกับอีกคนปากบอกว่าต่อต้าน แต่ตัวนอนอยู่ในบ้านไม่ยอมออกไปไหนเลย” ซีรีสพูดพร้อมกับเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“ใครบอกละว่าพ่อไม่ได้ทำอะไรพ่อก็ทำอยู่นี่ไง”
ซีรีสทำหน้างงพ่อเดินเข้ามาโอบไหล่ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“การที่พ่อทำให้ลูกอยู่ห่างๆพวกนิวเวิร์ล นั่นแหละ คือภารกิจที่สำคัญที่สุดของพ่อ”
.........................................................................
บ้านหลังเล็กๆตรงริมขอบชิดกับกำแพงเมือง ภายในบ้านเต็มไปด้วยอุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์มากมายเป็สถานที่ที่น้อยคนนักจะแวะเวียนมาเยี่ยมเยียน อันเนื่องมาจากเ้าของบ้านหลังนี้คือ ชายลึกลับที่คนทั้งเมืองเรียกว่า ท่านศาสตราจารย์ เป็หนึ่งในคนระดับแกนนำที่ถูกคัดเลือกให้เข้ามาอยู่ในเขตกำแพงนี้แต่แทนที่จะเป็ฝ่ายสนับสนุนกิจการของนิวเวิร์ลศาสตราจารย์กลับเป็คนที่ออกมาคัดค้านนิวเวิร์ลแบบหัวชนฝาจนกลายเป็ตัวตลกให้กับชาวเมืองที่ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็คนที่มีแิเดียวกับนิวเวิร์ล
แรกเริ่มเดิมที กำแพงนี้เป็เพียงเขตกั้นอาณาบริเวณของบริษัทนิวเวิร์ลเท่านั้นต่อมาก็มีการขยายเขตออกไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นเมื่อมีการประกาศให้คนทั่วไปอพยพเข้ามาอยู่อาศัยร่วมกันในกำแพงได้ก็มีการหลั่งไหลเข้ามาของผู้คนที่เห็นด้วยกับแิของนิวเวิร์ลมากขึ้นทุกวันจนกลายเป็เขตที่อยู่อาศัยที่ใหญ่โต มีผู้คนอยู่อาศัยหลายหมื่นคนในเขตกำแพงนี้มีครบทุกอย่าง ฟาร์มปศุสัตว์ แปลงเกษตรกรรม โรงเรียน โรงพยาบาลห้างสรรพสินค้า ร้านค้า ร้านอาหาร มีงานให้ทำ มีสวัสดิการที่ทุกคนจะได้รับเหมือนๆกัน ผู้อาศัยในนี้เขตกำแพงนี้จะได้รับการดูแลอย่างดีจากนิวเวิร์ลมีเพียงกฏข้อเดียวที่ทุกคนต้องปฏิบัติเหมือนกัน นั่นคือ เมื่อเข้ามาแล้วไม่มีสิทธิออกไป
ศาสตราจารย์เป็คนกลุ่มแรกๆที่ได้เข้ามาอยู่ในเขตกำแพงนี้ แต่ก็เป็คนแรกๆ ที่พยายามหาทางหนีออกไป แม้ท่านจะมีสิทธิพิเศษเหนือคนอื่นอยู่หลายอย่างแต่ท่านก็พูดเสมอว่า ท่านไม่เคยมีความสุขอยู่ในกำแพงแห่งนี้ และจนแล้วจนรอดศาสตราจารย์ก็ไม่เคยออกไปจากกำแพงนี้เลย ทำได้เพียงลุกขึ้นมาต่อต้านนิวเวิร์ลอย่างที่เห็นกันตลอดมา
เช้านี้ผู้คนส่วนใหญ่ไปรวมตัวกันที่สถานีปล่อยยานบ้านของศาสตราจารย์จากที่เงียบอยู่แล้ว กลับยิ่งเงียบไปอีก เมื่อแทบจะไม่มีคนผู้คนสัญจรไปมีเพียงเสียงจากโทรทัศน์ เสียงสบถของเ้าของบ้านที่ดูเหมือนไม่พอใจอะไรบ้างดังสลับไปมา แว่วให้ได้ยินเบาๆ จากด้านในเท่านั้น
สักพักเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น ศาสตราจารย์เดินไปรับโทรศัพท์ด้วยท่าทางกระตือรือร้น
“ฮัลโหลรีบรายงานมาเลยทุกอย่างเรียบร้อยดีใช่มั้ย ......... โอเคดีมาก....... ไม่ๆๆวันนี้ฉันไม่ได้ออกไป..... ก็แค่อยากอยู่เฉยๆ ดู บางทีในวันแบบนี้ การอยู่เฉยๆก็ดีกว่าการออกไปเคลื่อนไหว ลองดูสิว่าถ้าฉันไม่ออกไปก่อนความวุ่นวาย คนอื่นจะคิดยังงัย.....เปล่าไม่ได้เหนื่อยอะไรหรอก....โอ้ยยยย ไม่ต้อง แค่นี้ทำเองคนเดียวได้สบายอยู่แล้ว ..... หะ อะไรนะ เห็นที่ไหน....เ้าเด็กนั่นโผล่ไปดูกับเค้าด้วยเหรอ ฮ่าๆๆ ดีจังเลย แล้วพ่อของเด็กละ .....ไม่ยอมออกมาดูจริงๆ ด้วย แบบนี้เ้าเด็กนั่นกลับไปบ้านคงได้ทะเลาะกันยกใหญ่แน่........ไม่เป็ไรหรอกปล่อยไปก่อน แล้วเด็กนั่นไปไหนต่อ...... ก็ดีสิ ร้านนั่นหนะมีแต่คนของเรา ที่คอยปล่อยข่าวพวกเด็กๆ นั่นจะได้มาเป็พวกกับเรา......ไม่มีไรหรอก ทางนี้นี้ผมจัดการได้คุณดูแลทางนั้นให้ดีละกัน ส่วนเ้าเด็กนั่น ผมรับปากว่าจะเฝ้าจับตาเป็พิเศษ ......ไม่ต้องเป็ห่วงหรอกที่เหลือเดี๋ยวฉันจัดการเอง โอเคแน่นี้แหละ”
ศาสตราจารย์วางหูโทรศัพท์พร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้านอนเอนก้าวอีกแหงนหน้ามองเพดานด้วยความพึงพอใจ พร้อมกับพูดคนเดียวเบาๆ “ให้มันได้อย่างนี้สิ ได้เวลาที่จะต้องออกไปหาอะไรทานนอกบ้านสักหน่อยแล้ว”
......................................
ซีรีสนั่งมองออกไปนอกหน้าต่าง กำลังใช้ความคิดอย่างหนัก กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะไม่เป็ไปตามที่เขาเคยคิดไว้แต่ซีรีสยังคงมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปยังดาวดวงนั้นให้ได้
มีหลายเื่ที่ซีรีสยังคงสับสน พ่อไม่เคยเล่าเื่ใดๆเกี่ยวกับข้างนอกกำพงเลยนอกจากสิ่งที่เค้าเคยได้ยินมาครั้งแล้วครั้งครั้งเล่านับร้อยๆ ครั้งที่ถาม
มันมีอะไรที่ข้างนอกนั่นที่ทำให้พ่อไม่สามารถเล่าได้
ความอยากรู้อยากเห็น ทำให้ซีรีสแอบตามพ่อไปที่ขอบริมกำแพงนั่น และเห็นได้ชัดว่าพ่อมีบางอย่างที่ปกปิดเค้าอยู่ มันไม่ง่ายเลยที่จะยอมรับได้ ซีรีสคิดอยู่เสมอว่า หากพ่อยังปิดปากไม่ยอมบอก แต่สักวัน ซีรีสจะแอบมุดกำแพงหนีออกไปข้างนอกกับพ่อเป็แน่
เื่ของแม่เป็อีกเื่ที่พ่อปกปิดมาตลอดพ่อไม่เคยพูดถึงแม่ จนซีรีสตั้งคำถามกับตัวเองมาตลอดว่าเค้ามีแม่เหมือนกับคนอื่นๆ หรอืเปล่า
ทุกครั้งที่มีคนเรียกขานชื่อของเรา ซีรีสจะรู้สึกได้ถึงพลังบางอย่างที่คอยเรียกหา เหมือนกับว่า แม่ยังคงรออยู่บนดาวดวงนั้นดาวดวงที่แม่นำมาตั้งเป็ชื่อให้กับเค้า
ดวงตะวันกำลังจะลับขอบฟ้า แสงสว่างสุดท้ายของวันกำลังจากหมดไปจากเขตกำแพงมันเป็่เวลาแห่งความสุขของชาวเมือง ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มทยอยกลับบ้านอีกไม่นานความเงียบสงบจะกลับมาสู่เมืองอีกครั้งหนึ่ง
ซีรีสคงจะนั่งอยู่แบบนั้นได้อีกนานถ้าไม่เสียงของพ่อมาขัดจังหวะ
“ซีรีสทำอะไรอยู่ลูก ลงมารับโทรศัพท์ด้วย ไอรีนโทรมาหาแน่ะ” พ่อะโบอกมาจากข้างล่าง
“ครับพ่อผมจะลงไปเดี๋ยวนี้ครับ” ซีรีสรีบวิ่งลงไปรับโทรศัพท์ พลางสงสัยว่า มีเื่อะไรเร่งด่วนที่ทำให้ไอรีนต้องโทรหามาในเวลาแบบนี้