นี่คือคำกล่าวต่อมาของคุณนฤเบศผู้เป็บิดาของเ้าสาวและเมื่อถึงคราวของคุณนายลดา เธอก็ถึงกับน้ำตาไหลออกมาเลยทีเดียว
“ก็...ไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดีนะคะ มันรู้สึกตื้นตันไปหมด เมื่อเห็นลูกสาวคนเดียวได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดีพร้อมในทุกๆด้านอย่างนี้ เอาเป็ว่าแม่ขอให้ลูกทั้งสองรักกันมากๆและมีความสุขในชีวิตคู่ให้มากๆก็แล้วกันนะจ๊ะ”
เ้าบ่าวและเ้าสาวยกมือไหว้ขอบคุณบิดาและมารดาของทั้งสองฝ่ายก่อนที่พิธีกรจะยืนไมค์โครโฟนให้กับทั้งสองได้กล่าวขอบคุณแขกที่มาร่วมงาน แต่ยังไม่ทันที่จะมีใครได้พูดอะไรออกไป ทุกคนก็ต้องใกับภาพของหญิงสาวชาวต่างชาติที่มีผมสีบลอนส์และสวมชุดสีดำที่จูงมือของเด็กหญิงวัยประมาณหกขวบวิ่งขึ้นไปบนเวที ซึ่งเ้าภาพทุกคนมั่นใจว่าเธอไม่ใช่แขกที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานแน่นอน
“เอ่อ มีอะไรหรือครับคุณ”
พิธีกรรีบเข้าไปรับหน้าเอาไว้พร้อมกับมองหาใครที่จะเข้ามาช่วยจัดการอะไรตรงนี้ เพราะดูจากท่าทีและชุดแต่งกายแล้ว สาวสวยผู้นี้คงไม่ได้มาเพื่อร่วมแสดงความยินดีแก่เ้าของงานแน่ๆแต่ในขณะที่เขามัวแต่ละล้าละลังอยู่นั้นไมค์ที่อยู่ในมือของเขาก็ถูกหญิงสาวนิรนามผู้นั้นกระชากเอาไปแล้วเธอก็นำไปพูดให้คนทั้งงานได้ยินกันทั่ว
“มีอะไรงั้นหรือคะ คุณลองถามคนที่เป็เ้าบ่าวของงานนี้ดูก่อนได้ไหม เขาคงจะให้คำตอบได้ดีกว่าฉัน”
ภัทรกฤติถึงกับหน้าซีดเผือดเมื่อจำหญิงสาวคนนั้นได้แล้วเธอเป็อดีตคนรักของเขาเอง แต่ระหว่างเธอกับเขามันก็จบกันไปนานแล้ว แล้วนี่เธอจะเข้ามาปรากฏตัวในงานแต่งงานของเขาทำไม
“ใครก็ได้ช่วยมาเชิญตัวคุณผู้หญิงคนนี้ออกไปที”
ชายหนุ่มบอกกับเ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของงานที่มัวแต่ตกตะลึงกันอยู่
“ไม่ ใครอย่าเข้ามายุ่งกับฉันน่ะ ฉันทำความผิดอะไรถึงจะต้องมาทำกับฉันอย่างนั้น ฉันก็แค่จะพาลูกมาตามหาพ่อของเขาเท่านั้น”
สาวผมบลอนส์คนนั้นประกาศให้ทุกคนในงานยิ่งรู้สึกใบ้รับประทานหนักเข้าไปอีกได้แต่จ้องมองขึ้นไปยังเหตุการณ์บนเวทีชนิดที่ตาแทบไม่กระพริบ มีเพียงพวกนักข่าวที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำข่าวในงานด้วยเท่านั้นที่มีสติดีเยี่ยม พวกเขารีบทำงานของตัวเองอย่างแข็งขันเมื่อคิดว่าจะได้เื่เด็ดไปลงหน้าหนึ่งในวันรุ่งขึ้น
“พอได้แล้วแคธี่ นี่คุณคิดจะทำอะไรของคุณ”
ภัทรกฤติรีบเข้าไปห้ามปรามการกระทำของหญิงสาว
“ทำอะไรงั้นเหรอ ทำไมคุณถึงถามฉันอย่างนั้นคะที่รักฉันเองต่างหากที่ควรจะเป็ฝ่ายถามคุณ ว่านี่คุณกำลังทำอะไร ฉันถามว่าคุณกำลังทำอะไร”
แคธี่ตะเบ็งเสียงผ่านไมค์จนดังก้องไปทั่วด้วยท่าทางที่แสดงความเสียอกเสียใจและแม้เธอจะพูดด้วยภาษาอังกฤษแต่ก็มั่นใจได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่มาในงานต่างก็ต้องฟังเข้าใจ หรือถ้าใครไม่เข้าใจ พรุ่งนี้พวกนักข่าวก็คงจะแปลให้ได้อ่านกันอย่างละเอียดยิบชนิดคำต่อคำ
“ไม่เอาน่าแคธี่ มีอะไรเราค่อยพูดกันเวลาอื่นได้ไหมผมขอร้อง”
แม้จะยังไม่เข้าใจในการกระทำของแคธี่ แต่ภัทรกฤติก็ต้องออกปากขอร้องเธอเพราะไม่อยากให้งานแต่งของตัวเองต้องล่ม ไม่อยากให้บิดามารดาต้องอับอายคนในสังคมและที่สำคัญเหนืออื่นใด เขาแคร์ความรู้สึกของเ้าสาวของเขามากที่สุด
“เวลาอื่นงั้นหรือคะคริส คุณยังคิดว่ามีเวลาอื่นเหลือสำหรับฉันอยู่อีกหรือ คุณกำลังแต่งงานกับผู้หญิงอื่น ชีวิตของคุณกำลังจะเป็ของเธอ แล้วฉันล่ะ ฉันกับลูกละคริส”
แคธี่เรียกภัทรกฤติตามที่ตัวเองถนัดปาก พร้อมกันนั้นเธอก็ร้องไห้ชี้ให้ชายหนุ่มดูเด็กหญิงลูกครึ่งหน้าตาสุดจะน่ารักที่เธอพาขึ้นมาบนเวทีนี้ด้วย
“คุณหมายความว่าไงแคธี่”
ภัทรกฤติใกับคำพูดของหญิงสาว แต่ก่อนที่อะไรๆจะลุกลามไปมากกว่านี้ ท่านพิพัฒน์ก็รีบประกาศยุติงานเลี้ยงก่อนสั่งให้ภรรยากับคุณนายลดาพาลลิตนารีขึ้นไปที่ห้องแล้วให้เ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของงานเอาตัวของแคธี่ไปสงบสติอารมณ์อยู่อีกห้องหนึ่ง นับเป็การจบงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสที่ไม่ค่อยสวยงามเอาเสียเลย
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐