ทั้งสองมองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างยืนยันความคิดของตัวเองอย่างแรงกล้าผ่านทางสายตาที่สบประสาน ก่อนจะเป็นเซียวซีที่เป็นฝ่ายโอนอ่อน
“ท่านน่าจะรู้ว่าข้าไม่ต้องการสิ่งใดเลยนอกจากอยู่เคียงข้างท่าน คอยดูให้ท่านปลอดภัย”
“เจ้าก็น่าจะรู้ว่านั่นคือสิ่งที่ข้าปรารถนาสำหรับเจ้าเช่นกัน แต่ครั้งนี้ข้าทำไม่สำเร็จ เจ้าไม่ปลอดภัยแล้ว อย่าทำให้ข้าต้องเสียใจไปมากกว่านี้ หากไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ในสนามรบที่อันตรายกว่านี้หลายเท่า มันจะเกิดอะไรขึ้น” เฉิงอี้ตบหลังมือเซียวซีแผ่วเบาก่อนจะลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยวก่อน” เซียวซีเอื้อมมาคว้ามือหนาเอาไว้เพราะไม่อยากให้บทสนทนานี้จบลงเร็วเกินไปนัก
“เซียวซี แม่มีอะไรมาให้เจ้า”
เสียงของสนมกุ้ยเฟยดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวแบบปุบปับ ประตูห้องเลื่อนเปิดอ้า เฉิงอี้รีบดึงมือออก เอาไปประสานกันด้านหน้า ร่างระหงของฝู่ซินเคลื่อนเข้ามาช้า ๆ ราวกับนางเห็นบางอย่างที่ทำให้ประหลาดใจเกินกว่าจะเคลื่อนไหว
“จื่อเว่ยไม่ได้บอกว่าท่านอ๋องก็ประทับอยู่ที่นี่ด้วย ข้ามารบกวนเสียแล้ว ท่านคงจะมาคุยกับลูกของข้าเรื่องการศึก”
“กระหม่อมเสร็จธุระแล้ว เชิญพระสนมตามสบาย” เขาตัดบทแล้วเดินออกมาโดยไม่หันกลับไปมอง เมื่อออกไปถึงหน้าตำหนัก ถึงได้พบกับจื่อเว่ยที่สั่งการธุระกับขันทีอื่นยาวเหยียด ใจนึกอยากตำหนิที่ไม่คอยอยู่เฝ้าด้านนอก แต่จะตำหนิเรื่องมารดาที่ร้อนใจเข้าไปเยี่ยมคนป่วยถึงเตียงก็ไม่ได้
หลายวันหลังจากนั้น กำลังพลเรือนหมื่นก็พร้อมยาตราทัพ ไม่ว่าจะพลเดินเท้า พลทหารม้าที่แบ่งออกเป็นปีกซ้ายและปีกขวา มีพลธนูหนึ่งพันคนเป็นทัพหน้าต่างรีบเร่งเดินทางไปตั้งค่ายเพื่อไม่ให้สายเกินการณ์ หลังจากนั้นจะมีทหารอีกหลายหมื่นยกทัพตามไป การจัดทัพที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้มีเป้าประสงค์เพียงอย่างเดียวคือชัยชนะและยึดครองเอาแคว้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแคว้นหนึ่งมาอยู่ใต้อำนาจให้ได้
เฉิงอี้จัดตั้งกองกำลังพิเศษที่คัดมาเองกับมือ ทุกคนสวมชุดเกราะและถือธงศึกน่าเกรงขาม ระหว่างเคลื่อนพลออกจากเมืองด้วยความคิดเลื่อนลอยไปถึงเซียวซีที่มีโอกาสบอกลาเพียงครั้งเดียว จู่ ๆ ลี่หยางก็ร้องโวยวาย ทำให้เขาต้องหันไปมองตาม
ภาพเซียวซีในชุดเกราะเงาวับสะท้อนแสงแดด เร่งควบม้าตามมาจนทันมันปลุกใจเหล่าทหารได้ดี แต่กลับสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับเฉิงอี้จนเก็บสีหน้าไม่อยู่
“เจ้าไม่ฟังข้า แล้วยังฝ่าฝืนคำสั่งของฮ่องเต้อีกหรือ” เขาตวาดลั่น
“อย่าสร้างความแตกแยกให้ทหารเห็น หมอหลวงยืนยันกับข้าแล้วว่าบาดแผลสมานกันดี หากท่านไม่อยากให้ข้าไปด้วย ก็มีทางเดียว ท่านคงรู้ดีว่าต้องทำเช่นไร” เซียวซีเชิดหน้าขึ้น ท้าให้เฉิงอี้ประหัตประหารตนเอง
แม่ทัพใหญ่คำรามในลำคอ จำต้องปล่อยให้ทุกอย่างเลยตามเลย ทั้งสองควบม้ากลับเข้ามาในขบวน โดยที่เฉิงอี้ไม่ปริปากพูดอะไรกับเซียวซีแม้แต่คำเดียว
แต่เขาก็ทำเช่นนั้นได้ไม่นานนัก ล่วงเข้าช่วงเย็น ขณะที่ทัพยังเคลื่อนที่ไปได้ไม่ไกล บรรดาแม่ทัพต่างร่วมประชุมกัน ด้วยตำแหน่งของทั้งสองแล้วยิ่งต้องคุยกันให้มาก อีกสองสัปดาห์ถัดมาระหว่างรอนแรมอยู่ในทุ่งโล่ง ๆ เป้าหมายคือริมแม่น้ำฝั่งศัตรู เฉิงอี้ก็จับไข้เพราะไม่ได้หลับสนิทเลยตั้งแต่ออกเดินทาง เซียวซีจึงต้องบัญชาการแทน อีกสองสัปดาห์ถัดมา เมื่อแม่ทัพใหญ่หายสนิท ทั้งกองทัพก็ตั้งค่ายริมแม่น้ำได้สำเร็จ
“ภูมิประเทศของแคว้นหยวนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มันอยู่รอดปลอดภัยมาได้” เซียวซียืนมองเทือกเขาตั้งตระหง่านเบื้องหน้า เมืองศูนย์กลางการปกครองอยู่ระหว่างเทือกเขาใหญ่สองเทือก เขตชายแดนแถบภูเขาอุดมสมบูรณ์ ต่างจากชายแดนของชนกลุ่มน้อยที่ทั้งสองเพิ่งบุกตะลุยมา
“มันก็ไม่ต่างจากแคว้นเรานักหรอก” เฉิงอี้เอ่ยอย่างไม่หวั่นเกรง
“ต่างสิ” เขาโต้กลับ “เราป้องกันอยู่บนที่สูง ข้าศึกไต่ขึ้นมาโดยรู้ว่าจะเจอกับสิ่งใด แต่นี่เรากลายเป็นข้าศึกที่กำลังเดินลงไปในหุบเขา ไม่รู้เลยว่ามีสิ่งใดรออยู่ แต่ที่แน่ ๆ ก็น่าจะเป็นกับดัก”
“ถ้าเช่นนั้น…เราก็เป็นฝ่ายทำให้พวกมันแปลกใจแทนสิ”
“ท่านมีแผนแล้ว?”
เฉิงอี้พยักหน้ารับ ก่อนจะปลดสร้อยที่มีจี้หยกห้อยเอาไว้ออกจากคอ “ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องใช้เครื่องรางแล้ว ข้าเห็นจากแววตาของพระสนมกุ้ยเฟย ไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เจ้าก็จะต้องรอดกลับไปหานาง”
เซียวซีไม่ต้องการรับมันกลับคืน เพราะเขาก็ยึดมั่นว่าไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เฉิงอี้เองก็ต้องรอดกลับไปเช่นกัน กระนั้น สีหน้าจริงจังของอีกฝ่ายก็บอกให้เขารู้ว่าเขาไม่มีทางปฏิเสธ
“อยู่นิ่ง ๆ ข้าจะใส่ให้”