“แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าย่อมเต็มใจเรื่องเช่นนี้เป็นสิ่งที่สมควรทำอยู่แล้ว” อันซิ่วเอ๋อร์รีบตอบ
การที่อูซื่อคิดถึงนางในยามเจ็บป่วยทำให้นางรู้สึกยินดีไม่น้อยอีกทั้งการดูแลผู้สูงอายุในบ้านก็เป็นหน้าที่ของลูกสะใภ้อยู่แล้วอันซิ่วเอ๋อร์ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง นางจึงพยักหน้าตอบรับทันที
“ดีแล้วเช่นนั้นช่วงนี้ข้าขอฝากตัวให้เจ้าดูแลด้วย” อูซื่อพึงพอใจกับคำตอบของอันซิ่วเอ๋อร์ยิ่งนักนางกล่าวต่อว่า “ก่อนหน้านี้ ฮูหยินหลี่ในเมืองป่วยบุตรสะใภ้ของนางก็ปรนนิบัติพัดวีมิได้ขาด พอหายป่วยแล้วยังมาโอ้อวดข้าบัดนี้ข้าป่วย ก็มีลูกสะใภ้คอยปรนนิบัติเช่นกัน”
อันซิ่วเอ๋อร์ยิ้มเขินอายในใจตอนนี้ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนเพียงแต่ตั้งใจว่าจะต้องปรนนิบัติอูซื่อให้ดีที่สุดเพื่อให้นางเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อนางบ้างแม้ไม่หวังว่าเพียงครั้งนี้จะทำให้นางยอมรับได้แต่อย่างน้อยก็ขอให้มีทัศนคติที่ดีต่อนางมากขึ้นก็ยังดี
จากนั้นอันซิ่วเอ๋อร์จึงเริ่มต้นช่วงเวลาแห่งการปรนนิบัติอูซื่อ
เริ่มจากสาวใช้คนสนิทของอูซื่อเดินเข้ามามอบรายการข้อควรระวังในการต้มยาของอูซื่อให้ พร้อมกับอธิบายว่า“ฮูหยินเจ้าคะ ยาของท่านฮูหยินเฒ่าต้องดื่มวันละสองครั้งแต่ละครั้งต้องเคี่ยวนานหนึ่งชั่วยามท่านต้องใส่ใจการเคี่ยวอย่างยิ่งจึงจะถูกต้องนะเจ้าคะ”
กล่าวจบนางก็พาอันซิ่วเอ๋อร์ไปยังครัวเล็กส่วนตัวของอูซื่อในครัวมีหม้อยาพิเศษของอูซื่อวางอยู่บนเตาสาวใช้หยิบหม้อยาขึ้นมาให้อันซิ่วเอ๋อร์ดู พลางอธิบาย“ยาแต่ละครั้งให้ใส่น้ำสี่ชาม เริ่มจากใช้ไฟแรงก่อนแล้วจึงเปลี่ยนเป็นไฟกลาง จากนั้นค่อยลดเป็นไฟอ่อนต้องเคี่ยวน้ำสี่ชามนี้ให้เหลือเพียงหนึ่งชามภายในหนึ่งชั่วยามท่านเข้าใจหรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าเข้าใจแล้ว” อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้าในใจกลับลอบครุ่นคิด กฎเกณฑ์มากมายเพียงนี้ หากต้องเคี่ยวเช่นนี้ ตลอดหนึ่งชั่วยามนางคงต้องเฝ้าอยู่ข้างหม้อยามิได้ไปไหนเลยกระมัง?
“ยาของท่านฮูหยินเฒ่าวางไว้ที่นี่ห่อเรียบร้อยแล้ว ท่านเพียงเคี่ยวครั้งละหนึ่งห่อหนึ่งห่อสามารถเคี่ยวได้สองครั้งเจ้าค่ะ” สาวใช้เดินไปด้านข้างเปิดลิ้นชักออก แล้วบอกอันซิ่วเอ๋อร์
“ทราบแล้ว” อันซิ่วเอ๋อร์จดจำข้อควรระวังเหล่านี้ไว้ในใจทีละข้อ
“อีกเรื่องเวลารับประทานยาคือยามเฉินช่วงต้น[1] และยามโหย่วช่วงต้น[2]ของทุกวันเจ้าค่ะ” สาวใช้กำชับ “เรื่องนี้ต้องจำให้แม่นยำนะเจ้าคะ อย่าให้คลาดเคลื่อนเป็นอันขาด!”
อันซิ่วเอ๋อร์พยักหน้ารับหากต้องให้ยาตอนยามเฉินช่วงต้น และการเคี่ยวยาต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยามนั่นก็หมายความว่านางต้องตื่นตั้งแต่ยามอิ๋นช่วงปลาย[3]แล้วมิใช่หรือ? ยามนั้นฟ้ายังไม่สางแม้แต่ไก่ในชนบทก็คงยังไม่ขันกระมัง
แต่ก็ช่างเถอะ ตื่นเช้าหน่อยมาเคี่ยวยากลางคืนก็ค่อยรีบพักผ่อนเอาแล้วกัน อันซิ่วเอ๋อร์คิดปลอบใจตนเอง
จากนั้นสาวใช้ผู้นี้ก็บอกข้อควรระวังและอุปนิสัยส่วนตัวของอูซื่ออีกหลายอย่างก่อนจะปล่อยให้เรื่องที่เหลือเป็นหน้าที่ของอันซิ่วเอ๋อร์
ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายแล้ว อันซิ่วเอ๋อร์มาถึงเรือนของอูซื่อสิ่งแรกที่ต้องทำคือการเคี่ยวยา เดิมที ป่านเซี่ย สาวใช้ที่ติดตามนางมาควรจะเป็นผู้ช่วย แต่นางถูกเรียกไปใช้งานอื่นอันซิ่วเอ๋อร์จึงต้องลงมือทำด้วยตนเอง
นับว่านางมิใช่คนทำอะไรไม่เป็นการเคี่ยวยามิใช่เรื่องยากเกินไปนัก แต่ก็ไม่ได้ง่ายดายนักเพียงแค่นั่งคอยพัดไฟอยู่ตลอดก็ทำเอาเหนื่อยอยู่เหมือนกันกว่าจะผ่านไปหนึ่งชั่วยาม อันซิ่วเอ๋อร์ก็นำยาที่เคี่ยวเสร็จแล้วไปให้อูซื่อทว่าอูซื่อกลับมิได้มีสีหน้าพอใจ
“ท่านแม่เจ้าคะ ยามาแล้วเจ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์กล่าวเสียงเบา
“อันซื่อเอ๋ยข้าอุตส่าห์หวังดีอยากให้โอกาสเจ้าได้ดูแลปรนนิบัติข้า หากเจ้าไม่เต็มใจก็กลับไปได้” อูซื่อกล่าวเสียงเย็นชา
“ท่านแม่กล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”อันซิ่วเอ๋อร์รู้สึกว่าคำพูดของอูซื่อช่างไร้เหตุผลนางอุตส่าห์หวังจะใช้โอกาสนี้เปลี่ยนแปลงทัศนคติของอูซื่อไม่อยากให้เรื่องเพิ่งเริ่มต้นก็ต้องมาแบกรับความผิดโดยไม่มีสาเหตุ
“หรือว่าชุนหงมิได้บอกเจ้าว่าข้าต้องดื่มยาเมื่อใด?ดูเวลาเสียสิ ตอนนี้ยามโหย่วสามเค่อ[4] แล้วเจ้าสายไปตั้งสองเค่อ” อูซื่อกล่าวอย่างไม่พอใจยิ่ง
“ขออภัยเจ้าค่ะ” อันซิ่วเอ๋อร์รีบขอโทษ“พอชุนหงบอกกล่าว ข้าก็รีบเตรียมการทันทีเจ้าค่ะไม่คาดคิดว่าเคี่ยวนานหนึ่งชั่วยามแล้วจะยังสายไปบ้าง”
“ข้ออ้างสารพัด” เห็นว่าท่าทีรับผิดของอันซิ่วเอ๋อร์ยังดีอยู่อูซื่อจึงแค่นเสียงเย็นชา “ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้วยังจะยืนนิ่งเป็นท่อนไม้อยู่อีกรึ?”
อันซิ่วเอ๋อร์วางถ้วยยาลงบนโต๊ะเล็กแกะสลักข้างกายอูซื่อเมื่อได้ยินดังนั้นก็ชะงักไปเล็กน้อย อดถามไม่ได้ว่า“ท่านแม่หมายความว่า... ให้ข้าเป็นผู้ป้อนยาให้ท่านหรือเจ้าคะ?”
“ไฉน? ปรนนิบัติคนไม่เป็นรึ?”อูซื่อเหลือบตามองนาง
อันซิ่วเอ๋อร์เข้าใจความหมายทันทีจึงเดินเข้าไปป้อนยาให้นาง
ยาเพียงชามเดียว แต่อูซื่อกลับดื่มอยู่นานนางบ่นว่ายาร้อน อันซิ่วเอ๋อร์จึงต้องค่อยๆตักยาขึ้นมาเป่าให้เย็นลงเล็กน้อยแล้วจึงป้อน นางถึงจะยอมอ้าปากรับ
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่เคยปรนนิบัติผู้ใดใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อนและนางเองก็ไม่คุ้นชินกับการที่มีคนมาปรนนิบัติตนเองแบบนี้เช่นกันจึงรู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง แต่ก็คิดว่าไม่เป็นไร ตราบใดที่อูซื่อพอใจก็พอ
เมื่ออูซื่อดื่มยาเสร็จอันซิ่วเอ๋อร์ก็นำน้ำชามาให้นางบ้วนปาก แต่นางก็ยังไม่พอใจ บ่นว่าในปากขมเหลือเกินแล้วสั่งให้อันซิ่วเอ๋อร์ไปนำผลไม้แช่อิ่มมาให้อันซิ่วเอ๋อร์จึงไปหาชุนหงเพื่อนำผลไม้แช่อิ่มมาให้ ทว่านางกลับทำท่ารังเกียจบอกว่าผลไม้แช่อิ่มแบบนี้ตนไม่ชอบ ต้องเป็นของร้าน ‘หอปาเจิน’ในเมืองหลวงเท่านั้น
‘หอปาเจิน’ อันซิ่วเอ๋อร์นึกไม่ออกว่าเคยไปหรือไม่แต่นางก็ตอบสนองรวดเร็ว กล่าวว่า “เช่นนั้นเดี๋ยวข้าให้สาวใช้ไปซื้อมาให้เจ้าค่ะ”
อูซื่อกลับกล่าวว่า“รอให้สาวใช้ไปซื้อ กว่าจะกลับมาถึงเมื่อใดกัน?”
“แล้วจะให้ทำอย่างไรดีเจ้าคะ?” อันซิ่วเอ๋อร์ถาม
อูซื่อกวักมือเรียกอันซิ่วเอ๋อร์เข้ามาใกล้เมื่อนางก้าวเข้าไปสองก้าว อูซื่อกลับค่อยๆ จิบน้ำชาอย่างใจเย็น วางถ้วยชาลงแล้วจึงมองอันซิ่วเอ๋อร์ ทอดสายตาลงต่ำ กล่าวเนิบๆ ว่า“เจ้าไม่มีเท้าหรือ? ได้ยินว่าพวกหญิงสาวชาวบ้านอย่างพวกเจ้าเท้าใหญ่ ไม่ได้รัดเท้า วิ่งได้เร็วไม่ใช่รึ?”
อันซิ่วเอ๋อร์ก้มลงมองเท้าตนเองแม้จะไม่ได้รัดเท้า และเมื่อเทียบกับอูซื่อ หรือเย่จิ้งซู และคนอื่นๆเท้าของนางก็ใหญ่กว่าจริง แต่ก็ไม่น่าจะถึงขั้นเรียกว่าเท้าใหญ่กระมัง
อูซื่อหมายความให้นางเดินทางไปซื้อที่เมืองหลวงด้วยตนเองทั้งที่เห็นได้ชัดว่าสามารถให้สาวใช้ไปแทนได้ แต่นางกลับจงใจจะให้นางไปเอง
“ก็ได้เจ้าค่ะ ข้าจะไป” อันซิ่วเอ๋อร์ครุ่นคิดแล้วก็ตอบรับ
“เช่นนั้นก็รีบไปรีบมาหน่อยเถิด หากชักช้าข้าอาจจะไม่อยากกินแล้วก็ได้” อูซื่อกล่าวอย่างเนือยๆ
ร่างของอันซิ่วเอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่งแต่นางก็ยังคงเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็นึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่มีเงินติดตัว แต่แล้วก็คิดได้ว่าตอนนี้ตนพอจะรู้ระเบียบของตระกูลจางอยู่บ้าง เพราะอูซื่อเคยให้นางดูบัญชีนางจึงรู้ว่าหากไม่มีเงินก็สามารถไปเบิกจากห้องบัญชีได้
นางพอจะจำราคาของในร้านหอปาเจินได้เลือนรางเมื่อเทียบกับผลไม้แช่อิ่มทั่วไปแล้ว ของร้านนี้ถือว่าราคาแพงทีเดียวอันซิ่วเอ๋อร์เบิกเงินมาหนึ่งร้อยตำลึง แล้วหาสาวรับใช้สักคนมาเป็นเพื่อนเดินทางก่อนจะพากันออกไป
นับว่านางโชคดีสาวรับใช้ที่หามาได้โดยบังเอิญผู้นี้เป็นคนเก่าแก่ของตระกูลจางแม้จะไม่ถึงกับรู้จักเมืองหลวงดีทุกซอกทุกมุม แต่ร้านเล็กๆอย่างหอปาเจินนางก็หาเจอได้ไม่ยาก
ด้วยความช่วยเหลือของสาวใช้อันซิ่วเอ๋อร์แทบไม่ต้องเดินหลงทางก็มาถึงร้านหอปาเจิน
ในร้านมีผลไม้แช่อิ่มมากมายหลายชนิดอันซิ่วเอ๋อร์เพิ่งนึกได้ว่าลืมถามอูซื่อว่าชอบกินชนิดใดเป็นพิเศษแต่นางพกเงินมาพอสมควร จึงตัดสินใจซื้อมาอย่างละเล็กละน้อย
เมื่อเลือกของเสร็จ กำลังจะจ่ายเงินสาวใช้ที่มาด้วยก็กระซิบข้างหูว่า “ฮูหยินเจ้าคะที่จริงท่านมาซื้อของ ไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินสดสามารถลงบัญชีของตระกูลจางเราไว้ได้เลยเจ้าค่ะ”
“จริงหรือ?”
เมื่อถูกเตือนเช่นนี้อันซิ่วเอ๋อร์ก็นึกขึ้นได้ว่า ตอนที่ดูบัญชีคราวก่อนก็เห็นมีบัญชีรวมของร้านค้าต่างๆ อยู่จริงนางจึงอยากลองใช้วิธีซื้อของแล้วลงบัญชีดูบ้าง จึงเงยหน้ากล่าวกับเถ้าแก่ว่า“ข้าเป็นคนของตระกูลจาง จะขอลงบัญชีของตระกูลจางไว้ได้หรือไม่?”
เถ้าแก่ท่าทางวัยกลางคนซึ่งกำลังนั่งดีดลูกคิดอยู่เงยหน้าขึ้นกวาดตามองนางแวบหนึ่ง แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มไม่จริงใจว่า“ต้องขออภัยที่ข้าตาไม่ถึงไม่ทราบว่าท่านคือคุณหนูท่านใดของตระกูลจางหรือขอรับ?”
“ข้าคือภรรยาของจางเจิ้นอันคุณชายใหญ่แห่งตระกูลจาง” อันซิ่วเอ๋อร์อธิบายนางรู้สึกได้ว่าเถ้าแก่ผู้นี้ไม่ค่อยไว้วางใจนางนัก
“ขออภัยข้าน้อยมิเคยได้ยินว่าคุณชายใหญ่ตระกูลจางแต่งงานแล้ว” เถ้าแก่มองอันซิ่วเอ๋อร์อีกสองครั้งแล้วก้มหน้าลงดีดลูกคิดต่อ ไม่สนใจนางอีก
สาวใช้ข้างกายรู้สึกขุ่นเคืองแทนอยู่บ้างจึงกล่าวว่า “นี่คือฮูหยินใหญ่แห่งตระกูลจางของเราจริงๆนะเจ้าคะ”
เมื่อถูกเมินเฉยอันซิ่วเอ๋อร์ก็รู้สึกท้อใจเล็กน้อย เหลือบเห็นว่าเริ่มมีคนมองมาทางนี้นางไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตา จึงดึงแขนเสื้อสาวใช้เบาๆ กล่าวเสียงต่ำว่า“ช่างเถิด อย่าพูดอีกเลย”
“ทั้งหมดเจ็ดสิบหกตำลึงกับห้าอีแปะข้าคิดท่านแค่เจ็ดสิบห้าตำลึงถ้วนก็แล้วกัน” เถ้าแก่คิดเงินเสร็จก็เงยหน้าขึ้นบอก
อันซิ่วเอ๋อร์จ่ายเงิน รับของ แล้วเดินจากไป
ด้านหลังมีเสียงคนพูดคุยกันแว่วมา“เฮ้อ ยังมีคนกล้ามาแอบอ้างเป็นฮูหยินใหญ่ตระกูลจางอีกฮูหยินใหญ่ตัวจริงน่ะรึจะออกมาซื้อของเอง? แค่เอ่ยปากคำเดียวก็มีคนรีบเอาไปส่งให้ถึงหน้าประตูแล้ว”
“ใช่ๆ คนตระกูลจางเวลาออกไปไหนมาไหนล้วนมีคนคอยประคองซ้ายขวา ท่าทางภูมิฐานจะตาย อย่างน้อยก็ต้องนั่งรถม้าข้าไม่เคยเห็นใครเดินเท้าเปล่าๆ แบบนี้เลย”
“สงสัยจะเป็นอนุภรรยาที่ยังไม่เปิดตัวหรือไม่ก็สาวใช้คนสนิทอะไรทำนองนั้นกระมัง”
อันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้มีหูทิพย์แต่คำพูดเหล่านั้นกลับดังเข้าหูนางอย่างชัดเจน สาวใช้ข้างกายก็ได้ยินเช่นกันนางรู้สึกสงสารอันซิ่วเอ๋อร์ขึ้นมาบ้าง จึงปลอบว่า “ฮูหยินใหญ่ท่านอย่าถือสาคนพวกนั้นเลยเจ้าค่ะ พวกเขาไม่รู้อะไรก็พูดไปเรื่อยคงจะอิจฉาท่านนั่นแหละ ถึงได้พูดจาเหลวไหล”
“ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่ต้องปลอบข้าหรอก”อันซิ่วเอ๋อร์เพียงยกยิ้มที่มุมปาก “เอาเถอะเรารีบกลับกันดีกว่า อีกสักพักฟ้าก็จะมืดแล้ว”
“เจ้าค่ะ” สาวใช้เร่งฝีเท้าตาม
เมื่อกลับมาถึงตระกูลจางสาวใช้ก็เดินมาส่งอันซิ่วเอ๋อร์แค่หน้าประตูเรือนของอูซื่อเพราะฐานะของนางยังไม่สูงพอที่จะเข้าไปข้างในได้ อันซิ่วเอ๋อร์รับถุงของจากนางกล่าวขอบคุณ แล้วยื่นเงินห้าตำลึงให้นาง “วันนี้ขอบใจเจ้ามากที่นำทางให้ข้า”
“เป็นสิ่งที่บ่าวสมควรทำอยู่แล้วเจ้าค่ะ”เดสาวเห็นอันซิ่วเอ๋อร์ใจกว้าง ก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
อันที่จริงอันซิ่วเอ๋อร์เพียงแต่ไม่มีเงินย่อยเท่านั้นแต่ก็อยากจะขอบคุณเด็กสาวผู้นี้จากใจจริงด้วย
เนื่องจากเรือนพักของนางอยู่ไกลจากเรือนของอูซื่อวันนี้นางจึงไม่ได้กลับไปที่เรือนของตนเอง ตอนที่นางมองหาคนไปเป็นเพื่อนที่ตลาดคนอื่นๆ ต่างพากันหลบเลี่ยง มีเพียงเด็กสาวผู้นี้ที่อาสาออกมา ยินดีที่จะไปกับนาง
เชิงอรรถ
[1] ราว 7-8 โมงเช้า
[2] ราว 5-6 โมงเย็น
[3] ราวตี 4-5
[4] ประมาณ 17:45 น.