หวงขาเป๋มาหาด้วยเหตุมีเรื่องร้องขอเขาถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ข้ากำลังมองหาสมุนไพรชนิดหนึ่งเรียกว่ามะคำดีควาย”
“มะคำดีควาย?” เย่ชิงชิงกับนางซูมองหน้ากันเลิกคิ้วเล็กน้อย พวกนางไร้ความรู้เรื่องนี้ไม่เคยได้ยินชื่อสมุนไพรชนิดนี้มาก่อนเลย
หวงขาเป๋อธิบายว่า“มะคำดีควายสามารถนำมาทำเป็นยาได้ เป็นหนึ่งในพันธุ์ของเมล็ดโพธิ์ตอนนี้มีอยู่ที่อารามชิงหัวเท่านั้น”
เทศกาลบวงสรวงเทพเจ้าสามปีมีครั้งกำลังจะมาถึงทุกหมู่บ้านจะคัดเลือกเด็กชายหญิงที่มีคุณสมบัติและรูปร่างหน้าตาที่ยอดเยี่ยมหมู่บ้านละหนึ่งคนเพื่อเป็นผู้รับใช้เทพในเวลานั้นอารามชิงหัวจะมอบลูกประคำโพธิ์ให้พวกเขาซึ่งหมายถึงการได้บุญมหาศาลเมื่อถือลูกประคำ
“ข้าเห็นว่าแม่หนูชิงไม่เลว หากได้ไปเป็นผู้รับใช้เทพสักครั้งก็ถือเป็นการสร้างบุญสัมพันธ์ที่ดี” หวงขาเป๋กล่าว
“เป็นเช่นนี้นี่เอง” พวกนางมาอยู่ที่หมู่บ้านเถียนซินได้สี่ห้าปีแล้วนางซูยังไม่เคยได้ยินเรื่องเทศกาลบวงสรวงเทพเจ้ามาก่อน “ในเมื่อเป็นการทำบุญของอารามก็ย่อมเป็นเรื่องดีเพียงแต่เงื่อนไขในการคัดเลือกผู้รับใช้เทพนี้...”
โดยปกติแล้วเรื่องบุญกุศลของพุทธศาสนานี้ทุกคนย่อมอยากเข้าร่วม หากไม่ใช่ผู้มีบุญวาสนาใหญ่หลวงแล้วจะไปถึงตาพวกเขาได้อย่างไรเล่า?
“หมู่บ้านเรามีคนไม่มากนัก มีเด็กหญิงถึงวัยที่เหมาะสมไม่ถึงสิบห้าคนตามรายชื่อแล้ว แม่หนูชิงมีโอกาสเป็นผู้รับใช้เทพสูงยิ่งนัก”
เห็นได้ชัดว่าหวงขาเป๋ได้เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีและได้ทำการประเมินไว้แล้ว เพื่อให้ได้เมล็ดโพธิ์จากอารามชิงหัวเขาก็ทุ่มเทมากทีเดียว แสดงให้เห็นว่าสมุนไพรชนิดนี้สำคัญต่อเขามาก
“ผู้รับใช้เทพ?” ผู้รับใช้ของเทพเซียนกระนั้นหรือเย่ชิงชิงสงสัย “ไม่ทราบว่าเป็นเทพองค์ใดหรือเจ้าคะ?”
พอดีหยางหลิ่วรินชาอุ่นร้อนมาหนึ่งถ้วยยกมาพร้อมซาลาเปาไส้ถั่วสี่ฤดูร้อนๆ หนึ่งจานนางวางของลงบนโต๊ะแล้วเอ่ยแทรกขึ้นมาว่า “น่าจะเป็นเทพธิดาอวี่ฮวาพวกเราในแถบนี้ล้วนศรัทธาในพระนาง”
นางซูพยักหน้าเห็นด้วย“เทพธิดาอวี่ฮวาเป็นที่ประจักษ์ถึงความศักดิ์สิทธิ์มีพระทัยเมตตาดุจพระโพธิสัตว์ จึงสมควรได้รับการบูชาจากผู้คนนับหมื่น”
เมื่อครั้งที่ชิงชิงป่วยเป็นไข้ทรพิษแล้วถูกสกุลเย่ขับไล่ออกจากบ้านเพื่อกักตัวนางเคยแอบไปร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าองค์เทพธิดาอวี่ฮวาจากนั้นบุตรสาวของนางก็รอดพ้นจากเคราะห์ใหญ่หลวงบางทีอาจเป็นเพราะพระนางทรงคุ้มครองอยู่บนสวรรค์!
เย่ชิงชิงหยิบซาลาเปาขึ้นมากัดกินเงียบๆนางไม่เคยได้ยินเรื่องเทพธิดาอวี่ฮวามาก่อนคาดว่าคงเป็นเทพที่มีอยู่เฉพาะในมิติเวลานี้เท่านั้น“ลุงขาเป๋รู้หรือไม่ว่าผู้รับใช้เทพคัดเลือกอย่างไร?” ในเมื่อลุงอุตส่าห์มาหาถึงที่แล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ช่วย
“ภายในสองวันนี้แหละ ท่านผู้ใหญ่บ้านจะเรียกประชุมชาวบ้านที่ลานนวดข้าว”หวงขาเป๋ลุกขึ้นยืน ดูเหมือนก้อนหินที่อยู่ในใจได้หลุดออกไปแล้วรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าอย่างชัดเจน “หากเวลานั้นคนที่สนิทสนมกับซูเหนียงจื่อเลือกแม่หนูชิงเป็นผู้รับใช้เทพเรื่องนี้ไม่มีทางพลาดแน่นอน”
สองวันต่อมาเป็นไปตามที่หวงขาเป๋กล่าวไว้จริงๆท่านผู้ใหญ่บ้านเคาะฆ้องร้องป่าวแจ้งให้มีการประชุมและเรื่องที่กล่าวถึงก็คือเทศกาลบวงสรวงเทพเจ้า
สิ่งที่ขาดไม่ได้มากที่สุดในการไหว้เทพเจ้าคือเครื่องเซ่นไหว้ในเทศกาลใหญ่ที่คนทั้งหมู่บ้านเข้าร่วมนี้เพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องเซ่นไหว้มีประเภทที่ซ้ำกันมากเกินไปหรือขาดหายไปทางหมู่บ้านจะเขียนกระดาษเล็กๆ แล้วจับฉลากแล้วชาวบ้านจะเตรียมของตามที่จับฉลากได้ หรือจะเพิ่มของที่ตนเองชอบเข้าไปก็ได้
ในการประชุมหมู่บ้านเย่ชิงชิงได้รับเลือกให้เป็นผู้รับใช้เทพตามที่คาดไว้ ด้วยคะแนนสนับสนุนสูงสุดตลอดสองปีที่ผ่านมานางใช้แต่น้ำกุหลาบดูแลผิวหน้า ใบหน้าน้อยๆ ขาวเนียนน่ารักจะบอกว่านางเคยเป็นนังหน้าผุ คงไม่มีใครเชื่อเป็นแน่
ฝ่ายเด็กหญิงมีผู้รับใช้เทพแล้วแต่ฝ่ายเด็กชายต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะลงตัวซึ่งผู้ที่ได้ก็คือหูหยางหมิงที่แก่กว่านางหนึ่งปีเด็กอ้วนตัวน้อยเติบโตเป็นเด็กหนุ่มที่ผอมลงเล็กน้อยเนื่องจากบ้านของเขาร่วมมือกันสร้างบ่อปลาความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเย่ชิงชิงจึงดีขึ้นมาก
บางทีอาจเป็นเพราะโตขึ้นและรู้จักคิดจึงไม่ดึงดันที่จะโต้เถียงกับใครเหมือนเมื่อก่อน แต่ในความคิดของเย่ชิงชิงหูหลิ่วหมิงผู้เป็นพี่ชายของเขานั้นเหมาะสมกับเงื่อนไข‘มีคุณสมบัติและรูปร่างหน้าตาที่ยอดเยี่ยม’ มากกว่าเขาร่ำเรียนวิชาจากนายพราน จนมีท่วงท่าแข็งแกร่งและรูปหน้าคมคายที่สำคัญคือไม่ชอบการรังแกผู้อื่นน่าเสียดายที่คนในหมู่บ้านบอกว่าเขาอายุมากเกินไป
เดิมทีคิดว่าเรื่องนี้จะจบลงแค่นั้นนางซูรีบเร่งเตรียมตัวให้เย่ชิงชิงเข้าศีลเจ็ดวัน แต่ไม่คาดคิดว่าอีกสองวันต่อมาท่านผู้ใหญ่บ้านกลับเรียกประชุมชาวบ้านอีกครั้ง
น่าประหลาดใจที่นายท่านหวังเจ้าของโรงเลี้ยงหมูผู้มั่งคั่งมาพร้อมกับคนในสกุลเย่ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของพวกเขานั้นเป็นไปตามข่าวลือว่าสนิทสนมกันจริงๆ
เย่เจียอวี้ย่างเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าวยกมือขึ้นกล่าวเป็นคนแรกว่า “ทุกท่านเกี่ยวกับเด็กหญิงผู้รับใช้เทพในเทศกาลบวงสรวงเทพเจ้านั้น ข้ามีความเห็นบางประการ”
พื้นเพของเขาไม่ใช่คนในหมู่บ้านเถียนซินปกติทำงานในเมืองไม่ค่อยปรากฏตัวในหมู่บ้านเท่าไหร่นักความสัมพันธ์กับผู้คนจึงไม่ค่อยดี ไม่มีใครตอบรับคำพูดของเขา
“บุตรสาวของข้า ฝูหรง มีรูปลักษณ์โดดเด่นเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะเป็นผู้รับใช้เทพ” เย่เจียอวี้มาเพื่อหาเสียงอย่างชัดเจนเขากล่าวตรงไปตรงมาว่า “การสอบครั้งใหญ่สามปีมีครั้งกำลังจะเริ่มขึ้นหลานชายของข้าจะเดินทางไปเมืองหลวงเพื่อสอบครั้งนี้ ไม่นานจากนี้นางจะได้อธิษฐานขอพรให้พี่ชายสอบขุนนางในฤดูใบไม้ร่วงผ่านด้วยดีเมื่อถึงเวลาที่จื้อเหอมีชื่อปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้สอบผ่านและกลับมาอย่างมีเกียรติมิใช่เป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้านเถียนซินทั้งหมู่บ้านหรอกหรือ?”
ท่านผู้ใหญ่บ้านอวี๋ต้ากุ้ยยืนอยู่ด้านข้างโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆผู้คนที่อยู่ด้านล่างเริ่มกระซิบกระซาบกันทันทีส่วนใหญ่ต่างหัวเราะเยาะเขาที่คิดไปเอง คำพูดเช่นนี้ดูมั่นใจเกินไปจริงๆและยังมีหน้ามาอวดอ้างบุตรสาวของตนว่ามีรูปลักษณ์โดดเด่นอีกหรือ?ยิ่งกว่านั้น เย่จื้อเหอจะสอบผ่านได้ในการสอบครั้งเดียวจริงๆน่ะหรือ?
แม้ว่าเขาจะสอบเป็นซิ่วไฉได้ตั้งแต่อายุยังน้อยแต่ไม่เห็นหรือว่ามีนักเรียนอีกมากมายที่เรียนมานับสิบปีต้องล้มเหลวในการสอบขุนนาง!
“แล้วบุตรสาวของท่าน เย่ชิงชิงก็ไม่ใช่เช่นกันหรือ!” มีคนบ่นจากด้านล่าง
เย่เจียอวี้ยังไม่ทันจะอ้าปากเถาอี๋เหนียงก็อดทนไม่ไหวเสียก่อน นางกล่าวว่า “นั่นจะเหมือนกันได้อย่างไรเล่านางถูกขับไล่ออกจากบ้านไปนานแล้ว ฝูหรงของเราต่างหากที่เป็นน้องสาวแท้ๆของจื้อเหอ!”