งานเลี้ยงที่ไม่มีแสงเทียนส่องถึงกันและเกมส์ที่คนเล่นไม่รู้ว่าตัวเองเป็หมาก
หรือ เมื่อดอกไม้ในถ้วยพิษยังงามอยู่จงระวังว่าความงามนั้นไว้ใจใครได้บ้าง
ว่ากันว่า "มีสิ่งหนึ่งที่น่ากลัวกว่าศัตรูที่ถือดาบนั่นคือศัตรูที่ถือถ้วยชาและยิ้มให้เ้า เพราะดาบนั้นเห็นได้ด้วยตา แต่พิษในถ้วยนั้นเห็นได้ก็ต่อเมื่อสายเกินแก้
แต่ถ้าเ้าโชคดีพอ ที่จะมีคนยืนข้างๆที่รู้กลิ่นพิษก่อนใคร บางทีความงามของดอกไม้ก็ยังดูได้ โดยไม่ต้องดื่ม"
⚔ คืนก่อนงานเลี้ยง????
คืนก่อนงานเลี้ยงหนึ่งคืน
หลิงซางและเซิ่นอวี๋นั่งอยู่ในห้องทำงานโต๊ะเต็มไปด้วยแผนการสุดท้าย แผนที่คฤหาสน์ตระกูลเว่ย เส้นทางออกตำแหน่งที่ตัวิส่งมาว่าจะมีคนของตระกูลเว่ยคอยอยู่ที่ไหนบ้าง
ชาร้อนสองถ้วย หมดลงสองรอบแล้ว
"สรุปแผน" เซิ่นอวี๋พูด "หลิงซางเข้าไปในงานเลี้ยงในฐานะแขกที่ได้รับเชิญข้าเข้าไปในฐานะผู้ช่วย เป้าหมายหลักคือพิสูจน์ว่าขุนนางเว่ยมีตำราที่ขโมยมาและมีหลักฐานการวางพิษ ไม่ใช่การเผชิญหน้าโดยตรง"
"หยูเฟยจะนำบิดาของเธอมาพบกับพยานที่เตรียมไว้" หลิงซางพูดต่อ "ตัวิส่งคนมาช่วยอยู่แล้วสองคน"
"และถ้าแผนเสียไป" เซิ่นอวี๋พูด มองหน้าหลิงซางตรงๆ
"ก็แก้ปัญหาตามสถานการณ์" หลิงซางตอบ
"ท่านหมอพูดราวกับว่าง่ายมาก"
"ไม่ง่าย" หลิงซางมองกลับ "แต่ถ้าคิดล่วงหน้าทุกอย่างไม่ได้ก็ต้องเชื่อว่าในสถานการณ์นั้นจะหาทางได้"
"หรือเชื่อคนที่อยู่ข้างๆ" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ
หลิงซางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
"หรือเชื่อคนที่อยู่ข้างๆ" เขาพูดซ้ำ ยืนยัน
ความเงียบสั้นๆ ที่ไม่้าอะไรเพิ่ม
เซิ่นอวี๋มองลงที่โต๊ะมองกระดาษที่เต็มไปด้วยแผนการ จากนั้นพูดสิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวกับแผนการ—
"ถ้าพรุ่งนี้มีอะไรเกิดขึ้น..."
"อย่าพูดแบบนั้น" หลิงซางตัดบท เสียงไม่แข็งแต่ชัดเจน
"ต้องพูดบ้าง ท่านหมอเป็แพทย์ท่านรู้ว่าบางครั้งต้องเตรียมใจ—"
"ข้าเป็แพทย์" หลิงซางพูด "ข้ารู้ว่าต้องเตรียมใจสำหรับทุกผลลัพธ์แต่ข้าก็รู้ว่าถ้าพูดถึงสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นก่อนที่มันจะเกิดบางครั้งมันทำให้ใจอ่อนในจังหวะที่้าความแข็งแกร่ง"
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา
"ท่านหมอกังวลไหม" เขาถาม
"ใช่" หลิงซางตอบตรงๆ ไม่ลังเล "แต่ข้าจัดการความกังวลด้วยการเตรียมตัวให้ดีที่สุดไม่ใช่ด้วยการจินตนาการถึงสิ่งที่แย่ที่สุด"
"แล้วตอนนี้ท่านเตรียมตัวดีที่สุดหรือยัง"
"ยัง" หลิงซางพูดเงียบๆ
"ขาดอะไร"
หลิงซางมองหน้าเซิ่นอวี๋ในแสงเทียนของห้องทำงาน ดวงตาสีเทาอมน้ำตาลของเขามีบางสิ่งที่ปกติไม่ค่อยปรากฏ ความอ่อนโยนที่ไม่ได้ถูกควบคุม
"ขาดการนอนหลับที่ดี" เขาพูด
เซิ่นอวี๋หัวเราะเบาๆ เสียงที่จริงและอบอุ่น
"เอาแบบนั้นก็ได้" เขาพูด ลุกขึ้น เก็บกระดาษบนโต๊ะ "งั้นนอนก่อนทั้งสองคน"
"เซิ่นอวี๋"
ชื่อนั้นออกมาโดยไม่มีคำนำหน้าครั้งแรกที่หลิงซางเรียกชื่อเขาตรงๆ โดยไม่มี "ท่าน"
เซิ่นอวี๋หยุด หันมา
"อะไร"
หลิงซางมองหน้าเขา ดูเหมือนจะพูดอะไรบางอย่างแต่แล้วก็เลือกพูดสิ่งที่สั้นกว่า
"ระวังตัวด้วย"
เซิ่นอวี๋มองหน้าหลิงซางรอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นนั้นเบาและชัดเจน
"ท่านหมอก็เช่นกัน"
????งานเลี้ยงที่ซ่อนพายุ????
คฤหาสน์ตระกูลเว่ย วันงานเลี้ยง ค่ำ
คฤหาสน์ตระกูลเว่ยในยามค่ำที่มีงานเลี้ยงนั้นสว่างไสวราวกับเศษชิ้นส่วนของดาวที่ใครบางคนนำลงมาวางไว้บนพื้นดินโคมระย้าในโถงใหญ่ส่องแสงอบอุ่น ดอกไม้สดที่จัดไว้ตามจุดต่างๆ ส่งกลิ่นหวานบางๆอาหารที่วางเรียงบนโต๊ะยาวดูน่ากินและดูเป็งานศิลปะในเวลาเดียวกัน
แต่สำหรับหลิงซางที่ก้าวเข้ามาในโถงนั้น
ทุกอย่างที่สวยงามเป็แค่พื้นหน้า
สายตาของเขาสอดส่ายดูรอบห้องอย่างละเอียด มองหาตำแหน่งของคนที่ตัวิบอกมองหาทางออก มองหาสิ่งที่ผิดปกติ
เซิ่นอวี๋ตามหลังเขาหนึ่งก้าวบนใบหน้ามีรอยยิ้มแบบผู้ช่วยที่สุภาพและไม่สร้างความสนใจแต่ดวงตาของเขาทำงานเต็มที่
เซิ่นอวี๋พึมพำในใจ "เข้าถ้ำเสือถึงจะได้ลูกเสือ"
ขุนนางเว่ย เส้าหลิน ยืนรับแขกที่ปลายห้อง
ชายวัยห้าสิบกว่าปีที่ดูแลตัวเองดีผมที่มีหงอกเล็กน้อยที่ขมับทำให้ดูน่าเชื่อถือมากกว่าน่าระแวงรอยยิ้มที่ฝึกมาดีพอที่จะดูจริงใจจากระยะห่างเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มลายัทองที่บอกถานะโดยไม่ต้องพูด
เขาเห็นหลิงซางเดินเข้ามา
รอยยิ้มนั้นกว้างขึ้นเล็กน้อย
"ท่านหมออู๋" เขาพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่นก้าวเข้ามาต้อนรับ "เชิญมาเลย ข้าดีใจที่ท่านมา"
"ขอบคุณที่เชิญ" หลิงซางตอบ น้ำเสียงปกติก้มศีรษะแสดงความเคารพ
"ผู้ช่วยของท่านก็มาด้วย" ขุนนางเว่ยมองเซิ่นอวี๋มองนานกว่าที่ควรสำหรับการมองผู้ช่วย "เชิญทั้งสองท่านเลย"
เซิ่นอวี๋ก้มศีรษะสุภาพ รอยยิ้มนั้นสมบูรณ์แบบ
แต่ในใจ รู้สึกถึงบางอย่างในดวงตาของขุนนางเว่ยที่มองเขาสิ่งที่ไม่ใช่การมองผู้ช่วยทั่วไป
เขารู้ว่าข้าเป็ใคร
งานเลี้ยงดำเนินไปในจังหวะที่ปกติสำหรับทุกคนนอกจากสองคน
หลิงซางพูดคุยกับขุนนางคนอื่นๆด้วยความสุภาพที่ฝึกมาดีั้แ่เด็กตอบคำถามเื่การแพทย์ด้วยความรู้ที่ทุกคนเคารพ ดื่มชาจากถ้วยแก้วที่เสิร์ฟมา
ถ้วยแก้ว ไม่ใช่ถ้วยหยก
แต่ที่สุราองุ่นในโถสีแดงตรงกลางโต๊ะ
หลิงซางไม่ดื่ม
และเมื่อคนรับใช้เสิร์ฟสุรานั้นในถ้วยเงินให้เขาเขาถือไว้แต่ไม่นำเข้าปาก
เซิ่นอวี๋สังเกตเห็นว่าถ้วยของขุนนางเว่ยนั้นไม่มีสุราองุ่นมีแต่ชา
ชั่วยามแรกผ่านไป
เซิ่นอวี๋แยกตัวออกมาในจังหวะที่ดูเป็ธรรมชาติไปหยิบอาหารให้หลิงซาง ผ่านโต๊ะอาหาร ผ่านคนรับใช้ที่ยุ่งอยู่เดินเข้าไปในส่วนด้านในของคฤหาสน์ราวกับหาห้องน้ำ
แต่แทนที่จะหยุดที่ห้องน้ำ
เขาเดินต่อไปตามแผนที่ที่ท่องจำไว้ในหัว
โถงกลาง เลี้ยวซ้าย บันไดขึ้นชั้นสองผ่านห้องที่สาม ห้องที่สี่คือ
ห้องทำงานส่วนตัวของขุนนางเว่ย
ประตูปิดแต่ไม่ล็อค
เซิ่นอวี๋เปิดเข้าไปในความมืด หยิบโคมเล็กๆที่ซุกไว้ในแขนเสื้อออกมา จุดขึ้น
ห้องทำงาน โต๊ะใหญ่ ชั้นหนังสือ ตู้กระดาษ
เขาเดินตรงไปที่ตู้ที่ตัวิบอกว่าน่าจะเก็บของสำคัญตู้ไม้มะเกลือที่มีลายฉลุเป็ดอกเบญจมาศ
ล็อคด้วยกุญแจสองดอก
เซิ่นอวี๋ควักเครื่องมือออกมา
สองก้านธูป
ตู้เปิด
ข้างในมีกล่องหนังสองใบ เขาเปิดใบแรก กระดาษทางการไม่ใช่สิ่งที่้า เปิดใบที่สอง—
ตำราสูตรพิษ ปกหนังสีน้ำตาลตราประทับตระกูลอู๋ที่มุมล่างขวา
และข้างๆ ตำรา มีสิ่งที่ไม่ได้คาดว่าจะพบ
บันทึกส่วนตัวของขุนนางเว่ยเขียนด้วยลายมือละเอียดบันทึกชื่อของขุนนางที่วางแผนจะเป็เหยื่อต่อไปในงานเลี้ยงครั้งนี้รายการของในถ้วยหยกที่เตรียมไว้ และที่ทำให้เซิ่นอวี๋หยุดอ่าน
ชื่อของคนที่วางแผนจะจับเป็ตัวประกันในคืนนี้
อู๋ เจิ้งหยวน
บิดาของหลิงซาง
และถัดจากนั้น
อู๋หลิงซาง ต้องมีชีวิต ห้ามทำร้ายจนกว่าจะได้สิ่งที่้า
เซิ่นอวี๋ปิดบันทึก หยิบทั้งสองสิ่งออกมาซุกไว้ใต้เสื้อคลุม
ปิดตู้
หันออกมา
และเจอกับชายสองคนที่ยืนอยู่ที่ประตูห้อง
ไม่ใช่คนรับใช้
"เ้ามาจากไหน" เซิ่นอวี๋ถามน้ำเสียงราบเรียบราวกับถามเื่สภาพอากาศ
ชายคนหนึ่งหัวเราะ
"จากข้างหลัง" เขาพูด หยิบดาบขึ้น "ท่านขุนนางบอกให้เราดูแลแขกที่หลงทางเข้ามาในส่วนในของบ้าน"
"ขอบคุณที่เป็ห่วง" เซิ่นอวี๋พูด รอยยิ้มยังอยู่ "แต่ข้าหาทางออกเองได้"
มือขวาของเขาเลื่อนไปที่ด้ามดาบ หยินซา
ในทันทีที่ฝ่ามือััด้ามดาบรอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้ายเรืองแสงขึ้น ไม่มาก แต่พอรู้สึกได้ราวกับพลังบางอย่างที่หลับอยู่ตื่นขึ้น
ชายสองคนนั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกัน
ที่โถงงานเลี้ยงชั้นล่าง
หลิงซางที่กำลังพูดคุยอยู่กับขุนนางสูงอายุคนหนึ่งรู้สึกบางสิ่งที่อธิบายไม่ได้
ไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่นแต่เป็บางสิ่งที่เย็นลงในอก ราวกับส่วนหนึ่งของตัวเขารับรู้ว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้น
เขาขอโทษขุนนางที่กำลังคุยด้วยหันออกไปจากการสนทนาในท่าทางที่ดูเหมือนแค่ขอตัว
แต่ก้าวที่เดินนั้นตรงและชัดเจน
ไปทางบันไดชั้นสอง
เสียงดาบปะทะกันดังขึ้นในห้องทำงานแต่ไม่ดังพอที่จะทะลุผ่านประตูหนาลงไปถึงชั้นล่าง
เซิ่นอวี๋สู้กับชายสองคนในพื้นที่แคบที่ไม่เอื้อต่อการสู้แบบเปิดแต่เขาไม่ได้้าพื้นที่กว้าง ดาบ หยินซาเคลื่อนไหวในแบบที่พอดีกับพื้นที่นั้นราวกับรู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
ฟาดป้องกัน หมุนดึงคนแรกเข้ามาโดยใช้โมเมนตัมของเขาเอง ล้มลง
คนที่สองฉลาดกว่า รอจังหวะพุ่งเข้ามาใน่ที่เซิ่นอวี๋หันหลัง
แต่ในจังหวะนั้น
ประตูห้องเปิดออก
ความเย็นแผ่เข้ามาก่อนคนเดียวกัน
ชายที่พุ่งเข้ามาหยุดกะทันหันเท้าของเขาติดกับน้ำแข็งบางๆ ที่ก่อตัวบนพื้นไม้ในวินาทีเดียว เสียหลัก ล้มลง
หลิงซางเดินเข้ามาในห้องมือข้างหนึ่งยังเรืองแสงจางๆ อยู่ สีหน้าเรียบ แต่ดวงตาสีเทาสแกนห้องอย่างรวดเร็ว
เซิ่นอวี๋หันมา
ทั้งสองมองหน้ากัน
"ช้าไปหน่อย" เซิ่นอวี๋พูด
"ข้าอยู่ชั้นล่าง" หลิงซางตอบ
"รู้ได้ยังไงว่าต้องขึ้นมา"
หลิงซางไม่ตอบทันทีเดินเข้ามาตรวจดูสองชายที่ล้มอยู่ ไม่สาหัส แค่หมดสติ
"รู้สึกได้" เขาพูดในที่สุด เสียงเงียบราวกับพูดกับตัวเอง
เซิ่นอวี๋มองหน้าเขา
ไม่ถามว่าหมายความว่าอะไร
แต่รอยแผลเป็ที่ข้อมือซ้ายของเขาเรืองขึ้นอีกครั้งในความมืดเบาๆ เหมือนจะยืนยันบางสิ่งที่ไม่มีคำพูดใดอธิบายได้พอ
????เผชิญหน้าและการเปิดเผย????
พวกเขาไม่มีเวลาหยุดพัก
หลิงซางหยิบสิ่งที่เซิ่นอวี๋เก็บมาจากตู้ดูอย่างรวดเร็ว
"หลักฐานครบ" เขาพูด
"แต่ยังไม่พอ" เซิ่นอวี๋พูด "เราต้องให้เขายอมรับต่อหน้าพยานถ้าแค่นำหลักฐานไปให้ราชสำนักโดยไม่มีคำให้การ เขาอาจปฏิเสธได้ว่าถูกใส่ร้าย"
"งั้นก็ต้องทำให้เขาพูด"
"ในงานเลี้ยงที่มีขุนนางสิบกว่าคนเป็พยาน" เซิ่นอวี๋พูด "ใช่"
ทั้งสองออกจากห้องทำงานกลับลงมาชั้นล่างในจังหวะที่ดูเหมือนกลับมาจากเดินเที่ยวชมบ้าน
แต่ครั้งนี้
ซ่งหยูเฟยยืนรออยู่ที่บันไดพร้อมกับบิดาของเธอในดวงตาของเธอมีความพร้อมที่เย็นและแน่วแน่
"มาถึงแล้ว" เธอพูดเบาๆ "พยานอีกสามคนอยู่ในห้องรับแขกด้านในรอคำสัญญาณ"
"สัญญาณอะไร" หลิงซางถาม
"เสียงแก้วแตก" เซิ่นอวี๋พูดก่อนหยูเฟยจะพูด "ข้ากำหนดไว้กับตัวิ"
หยูเฟยพยักหน้า
บิดาของเธอ ซ่ง เจิ้งชุน ชายวัยหกสิบที่ดูซีดลงจากความกังวลหลายเดือนยืนอยู่ข้างหลังลูกสาวด้วยหน้าตาของคนที่รู้ว่าวันนี้จะเปลี่ยนชีวิตเขาไม่ว่าจะไปทิศทางไหน
"พร้อมไหม" เซิ่นอวี๋ถามเขาตรงๆ
ชายชราสูดลมหายใจเข้า
"พร้อม"
พวกเขาเดินกลับเข้าไปในโถงงานเลี้ยง ห้าคนในจังหวะที่ขุนนางเว่ยกำลังยืนพูดอยู่กลางห้อง เสียงของเขาดังพอที่ทุกคนได้ยิน
และเมื่อเขาเห็นหลิงซาง
รอยยิ้มที่ขอบปากนั้นกว้างขึ้นราวกับเตรียมรับแขกที่รอมานาน
"ท่านหมออู๋" เขาพูดดังพอที่ทุกคนในห้องได้ยิน "ข้า้าพูดคุยกับท่านเป็ส่วนตัวสักครู่"
"ไม่จำเป็" หลิงซางตอบ เสียงดังเท่ากัน "สิ่งที่ท่าน้าพูดกับข้าคงเหมาะสมที่จะพูดต่อหน้าทุกคนในห้องนี้"
ขุนนางเว่ยชะลอลง
ห้องเงียบลงเล็กน้อย
"ท่านพูดอะไรอยู่" เขาถามน้ำเสียงยังอบอุ่นแต่มีขอบที่แหลมขึ้น
เซิ่นอวี๋ก้าวออกมาข้างๆ หลิงซางหยิบตำราออกมาจากใต้เสื้อคลุม ยกขึ้นให้ทุกคนเห็น
"นี่คือตำราสูตรพิษโบราณของตระกูลอู๋" เขาพูด เสียงชัดเจนและมั่นคง "ที่ถูกขโมยออกจากสำนักวิชาแพทย์กลางเหนือที่เว่ยหยางและที่ข้าพบอยู่ในตู้ส่วนตัวของท่านขุนนางในคืนนี้"
เสียงกระซิบดังขึ้นในห้อง
"นั่นเป็การกล่าวหาที่ร้ายแรง" ขุนนางเว่ยพูด เสียงเย็นลง
"ข้ายังมีอีก" เซิ่นอวี๋หยิบบันทึกส่วนตัวออกมา "บันทึกของท่านเองที่ระบุชื่อเหยื่อที่วางแผนจะวางพิษในคืนนี้รายการถ้วยที่เตรียมไว้ และแผนการที่จะจับท่านหมอาุโอู๋เจิ้งหยวนเป็ตัวประกัน"
ห้องเงียบสนิท
จากนั้น
ซ่ง เจิ้งชุนก้าวออกมา
"ข้ายืนยันว่าถ้วยหยกที่ข้าใช้ในงานเลี้ยงมาจากท่านขุนนางเว่ย" เขาพูด เสียงสั่นเล็กน้อยแต่ชัดเจน"ข้าได้รับมาโดยไม่รู้ว่ามีพิษและข้าพร้อมให้การต่อหน้าราชสำนัก"
ขุนนางเว่ยมองทุกคนในห้องมองพยานสามคนที่หยูเฟยเตรียมมา มองขุนนางคนอื่นๆ ที่กำลังเริ่มถอยห่างออกจากเขา
ในดวงตาสีเข้มนั้น ความเ็าแทนที่รอยยิ้ม
"ท่านคิดว่าท่านชนะหรือ" เขาพูดเบาๆ ถามตรงที่หลิงซาง
"ข้าไม่ได้มาเพื่อชนะ" หลิงซางตอบเสียงเดิม "ข้ามาเพื่อหยุด"
"หยุดสิ่งที่ดำเนินมาหลายชั่วอายุคน?" ขุนนางเว่ยหัวเราะเบาๆ"ท่านคิดว่าเื่นี้จบที่นี่หรือ"
"จบในคืนนี้" เซิ่นอวี๋พูดขึ้นเดินเข้ามายืนข้างหลิงซาง เสียงของเขาเงียบแต่มีน้ำหนักที่ห้องได้ยินทั่วกัน "และถ้ายังมีครั้งต่อไปเราก็จะหยุดครั้งนั้นด้วย"
ขุนนางเว่ยมองเซิ่นอวี๋
ในดวงตานั้นมีบางสิ่งที่เปลี่ยนไปเมื่อมองเขา ไม่ใช่กลัวแต่เป็บางสิ่งที่ลึกกว่า บางสิ่งที่ดูเหมือนการจดจำ
"ิญญาเก่า" ขุนนางเว่ยพูดเบาๆ "ยังวนอยู่"
แล้วเขาก็หันออกไป
แต่ไม่ทันที่จะก้าวอีกก้าว เสียงแก้วแตกดังขึ้นจากมุมห้อง
สัญญาณที่ตัวิรอ
ประตูด้านข้างของโถงเปิดออกคนสี่คนในชุดที่บ่งบอกว่าเป็เ้าหน้าที่ราชสำนักเดินเข้ามานำโดยชายที่หลิงซางจำหน้าได้
คนที่หยูเฟยเตรียมไว้ผู้ช่วยราชสำนักที่รับจดหมายร้องเรียนจากสองขุนนางที่ป่วยเป็เดือน
งานเลี้ยงของขุนนางเว่ยในคืนนั้น
จบลงในแบบที่เขาไม่ได้วางแผนไว้
✨หลังพายุสงบ✨
ดึกคืนนั้น
คฤหาสน์ตระกูลเว่ยถูกปิดล้อมด้วยเ้าหน้าที่ราชสำนักขุนนางเว่ย เส้าหลินถูกนำตัวออกไป ยังคงมีรอยยิ้มที่มุมปากอยู่ รอยยิ้มที่ทำให้หลิงซางรู้ว่าเื่นี้ยังไม่จบสมบูรณ์แต่อย่างน้อยคืนนี้มันหยุดได้
แขกในงานเลี้ยงสลายตัวออกไปในความวุ่นวายซ่งเจิ้งชุนถูกนำตัวไปให้การกับเ้าหน้าที่ หยูเฟยเดินเคียงข้างบิดาใบหน้าของเธอมีทั้งความเหนื่อยและความโล่งใจ
ก่อนที่เธอจะออกไป เธอหยุดหน้าหลิงซาง
"คืนนี้จบได้เพราะท่านและท่านเซิ่น" เธอพูด
"คืนนี้จบได้เพราะท่านกล้าพูดความจริง" หลิงซางตอบ
หยูเฟยพยักหน้า มองเซิ่นอวี๋สักครู่
"ดูแลท่านหมออู๋ด้วยนะ" เธอพูด เสียงมีรอยยิ้มซ่อนอยู่ "เขาไม่ค่อยดูแลตัวเอง"
เซิ่นอวี๋ยิ้มกลับ "รู้แล้ว"
ลานหน้าคฤหาสน์เงียบลงเมื่อทุกคนออกไปแล้ว
หลิงซางและเซิ่นอวี๋ยืนอยู่ในลานนั้นอากาศหนาวของคืนฤดูหนาวเย็นจัด ลมพัดอ่อนๆ นำกลิ่นหิมะที่ยังอยู่ตามมุมอาคารลอยมา
ดาวเต็มฟ้า เมืองหลวงในยามดึกเงียบกว่าที่ควรราวกับรู้ว่าคืนนี้มีบางสิ่งเสร็จสมบูรณ์
"เจ็บไหม" หลิงซางถามโดยไม่มองเซิ่นอวี๋มองออกไปที่ท้องฟ้าแทน
"นิดหน่อย" เซิ่นอวี๋ตอบ "แขนซ้ายตึงหน่อยจากการสู้ในห้องแคบ"
"ข้าดูให้เมื่อกลับถึงโรงหมอ"
"ไม่จำเป็—"
"ข้าดูให้" หลิงซางพูดซ้ำ เสียงเดิม ไม่เพิ่มไม่ลด
เซิ่นอวี๋หยุดเถียง
ทั้งสองยืนอยู่ในความเงียบสักครู่
"ท่านหมอ" เซิ่นอวี๋พูดขึ้น
"อะไร"
"คืนนี้ ตอนที่ท่านขึ้นมาชั้นสอง" เขาพูดช้าๆ "ท่านบอกว่ารู้สึกได้ว่ารู้ว่าต้องขึ้นมา"
"ใช่"
"มันรู้สึกแบบไหน"
หลิงซางนิ่งอยู่นาน ราวกับกำลังหาคำที่ถูกต้อง
"รู้สึกราวกับว่า..." เขาพูดช้าๆ "มีอะไรบางอย่างในอกที่บอกว่าไปเถิดไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่สัญชาตญาณแพทย์ แต่เป็บางสิ่งที่ลึกกว่านั้นบางสิ่งที่รู้ทิศทางโดยไม่ต้องคิด"
เซิ่นอวี๋ฟัง
"ข้ารู้สึกแบบนั้นเกี่ยวกับท่านหมอมาั้แ่วันแรกที่พบกัน" เขาพูด เสียงเบาที่สุด "บางสิ่งที่รู้ทิศทางโดยไม่ต้องคิด"
ลมพัดผ่านระหว่างสองคน
หลิงซางหันมามองเซิ่นอวี๋
ในแสงดาวที่ไม่มีโคมระย้าบดบังใบหน้าของทั้งสองคนชัดเจนและเรียบง่ายกว่าในทุกที่ที่ผ่านมา
"เซิ่นอวี๋"
"อะไร"
"มีสิ่งที่ข้าอยากพูดมาสักพักแล้ว" หลิงซางพูดเสียงที่ปกติเรียบราบมีบางอย่างที่ไม่เรียบอยู่ข้างในราวกับน้ำนิ่งที่มีกระแสใต้พื้นผิว
"พูดได้"
"ข้าไม่ค่อยพูดสิ่งที่ไม่แน่ใจ" หลิงซางพูด "แต่ครั้งนี้ข้าแน่ใจพอที่จะพูดถึงแม้ว่าเวลาอาจยังไม่ถูกต้อง"
"เวลาไหนจะถูกต้องสำหรับสิ่งที่แน่ใจแล้ว" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆ
หลิงซางมองหน้าเขามองนานพอที่จะเห็นทุกอย่างที่เขา้าเห็น
"ั้แ่คืนที่เ้าถูกหามมาที่โรงหมอ" เขาพูดช้าๆ ทุกคำชัดเจน "มีบางสิ่งที่ข้าไม่เคยรู้สึกมาก่อนเกิดขึ้นและในทุกวันที่ผ่านมาั้แ่นั้น มันไม่ได้หายไป มันเพิ่มขึ้น"
ความเงียบ
"ข้าไม่รู้จะเรียกมันว่าอะไร" หลิงซางพูดต่อ "ข้าเป็หมอข้าเรียกทุกอย่างด้วยชื่อที่ถูกต้อง แต่สิ่งนี้—"
"บางทีสิ่งบางอย่างก็มีชื่ออยู่แล้ว" เซิ่นอวี๋พูดเบาๆก้าวเข้ามาใกล้กว่าเดิมหนึ่งก้าว "ท่านหมอแค่ไม่้าใช้ชื่อนั้นเพราะมันฟังดูใหญ่เกินไป"
"ใหญ่แค่ไหน"
"ใหญ่แบบที่ถ้าพูดออกมาแล้วทุกอย่างจะเปลี่ยน"
หลิงซางมองหน้าเซิ่นอวี๋
"ข้าไม่กลัวการเปลี่ยน" เขาพูดประโยคที่สั้นที่สุดที่พูดมาในคืนนั้น
เซิ่นอวี๋หยุดนิ่ง
จากนั้นก็ยิ้ม รอยยิ้มที่ไม่ใช่หน้ากากไม่ใช่เครื่องมือ ไม่ใช่สิ่งที่ฝึกมา แต่เป็สิ่งที่ออกมาจากข้างในจากที่ที่เขาไม่ให้ใครเข้าถึงบ่อยนัก
มือของเขายกขึ้น ช้าๆและวางลงบนมือของหลิงซางที่อยู่ข้างตัว
ไม่กุมมือ ไม่กด เพียงแค่วางทับไว้
"ข้าก็ไม่กลัวเช่นกัน" เขาพูดเงียบๆ
ลมที่พัดผ่านในคืนนั้นเย็นแต่ระหว่างสองคนที่ยืนอยู่ในลานกว้างของคฤหาสน์ที่เพิ่งผ่านพายุไป อุ่นกว่า
♥️น้ำค้างที่รู้ว่าตัวเองละลายแล้ว "มีสองสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันในคืนหลังพายุ ♥️
หนึ่งหิมะที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ทั้งคืน เมื่อลมสงบและอากาศอุ่นขึ้นเล็กน้อย มันก็หล่นลงพื้นไม่ใช่เพราะมันอ่อนแอลง แต่เพราะมันไม่ต้องเกาะอยู่คนเดียวอีกต่อไป
สอง ดาวที่เคยสว่างคนละดวง ในคืนที่ไม่มีเมฆบดบังจึงได้เห็นว่าแสงของตัวเองนั้น สว่างขึ้นเมื่ออยู่ใกล้กัน
ทั้งสองสิ่งนั้นไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันโดยบังเอิญมันเกิดขึ้นเพราะคืนนั้น โลกพร้อมแล้วที่จะเห็น"
♥️"จับมือเ้าแก่เฒ่าไปด้วยกัน นี่ไม่ใช่คำสาบาน แต่เป็ที่ที่หัวใจกลับบ้าน" ♥️
..สุสาส์นราคะ...