ด้วยภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า แม้จะมีผู้ชมมากมายชื่นชมส่งเสียงให้เด็กหนุ่ม ทว่าบางกลุ่มกลับขบคิดเกี่ยวกับเด็กหนุ่มๆไปต่างๆนาๆ และแน่นอนคนที่สงสัยมากที่สุดคือเ้าสำนักศึกษา มองดูภาพฮ่าวเทียนหมดสภาพเจียนตายยังคงพยายามปลดปล่อยปราณแสง์ออกจึงเอ่ยปาก
“ ฮ่าวเทียน พอได้แล้ว พวกเรารู้แก่ใจว่าเ้ามิใช่มาร เพียงต้องตอบคำถามข้าบางประการเท่านั้น ” ฮ่าวเทียนปลดเปลื้องการโคจรปราณ ทิ้งร่างลงกับพื้นคุกเข่าข้างหนึ่งก่อนเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงรวยริน
“ ศิษย์จะตอบท่านตามจริง ” เ้าสำนักหันหน้าไปมององค์าาก่อนจะพยักหน้ารับกัน องค์าากลับเป็คนเอ่ยถามเอง
“ เด็กน้อย ยามนี้เ้าเป็ผู้ชนะ ชัดเจนแล้วว่าอย่างน้อยได้ที่ 3 เพียงแต่...เหตุการณ์เมื่อครู่ที่เ้าพลิกมาชนะกลับตาลปัตรเช่นนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ?
” ฮ่าวเทียนแทบจะใช้ปัญญาทั้งหมดคิดคำตอบที่จะช่วยให้ตัวเองรอดจากสถานการณ์นี้ เด็กหนุ่มรีบกล่าวตอบ “ เรียนองค์าา ผู้เยาว์ไม่หลงเหลือแรงกายใดๆจะต่อสู้อีก ทั้งไม่อาจฝืนใช้ปราณแสง์ขั้นสูงได้ จึงหยิบยืมพลังจากปราณทมิฬคลุมกายเพื่อต่อกรขอรับ... ”
คำตอบของเด็กหนุ่มทำเอาทุกคนขบคิดไม่สิ้นสุด ก่อนเสียงเ้าสำนักจะดังขึ้น
“ เช่นนั้นเ้าจะบอกว่า นอกจากสายเืแสง์ที่เ้าสืบทอด ยังมีอีกสิ่งเชื่อมโยงกับปราณทมิฬในกายเ้า ที่มีพลังพอกับสายเืนั้น ทั้งยังบังคับใช้มันได้อีกงั้นรึ ? ห้ามโป้ปดโดยเด็ดขาด ทุกคนที่นี่พร้อมสังหารเ้าหากไม่อาจพิสูจน์ตนได้! รอบๆเวทีปรากฏเหล่าเ้าตำหนักและผู้พิทักษ์สำนักขึ้น เหล่าผู้ให้การคุ้มครองฮ่าวเทียนเองก็ขยับกายเคลื่อนไหวเช่นกัน ฮ่าวเทียนกำลังจนตรอกจนเหงื่อท่วม อย่างไรมันไม่อาจเปิดเผยความลับบนกายได้ มิเช่นนั้นเื่ราวมากมายคงเกิดกับชีวิตมันแน่ ก่อนผู้ใดจะคิดอะไรได้ทัน ปรากฏร่างเงาคนผู้หนึ่งขึ้นบนฟ้า ค่อยๆร่อนลงตรงหน้าองค์าา สายตาของเหล่าศิษย์แทบถลนออกมา ตัวตนนี้นับว่าอยู่ในระดับสูงสุดของสำนัก องค์าายืนขึ้นก่อนจะประสานมือกล่าว
“ าาผู้ต่ำต้อยคารวะมหาจักรพรรดิกู่หลิง ” าุโกู่หลิงยามนี้เคลื่อนกายมายังฮ่าวเทียนก่อนจะกล่าว
“ พวกท่านไม่ต้องมากพิธี เราผู้ชราเก็บตนมานานจนคิดว่าจะตกตายจากไปด้วยความแก่ชราแล้ว ทว่าต้องออกมายังสถานที่อึกทึกเช่นนี้เพื่อเด็กน้อยผู้นี้ ” ชายชรามองดูฮ่าวเทียนกำลังคำนับตน ประมุขเ้าสำนักปรากฏตัวกลางเวทีและกล่าวต่อ “ เช่นนี้ก็ดี ท่านบรรพชน ผู้น้อยกำลังไต่สวนเื่ราวปราณทมิฬของเด็กคนนี้... ”
ไม่ทันสิ้นคำเ้าสำนัก กู่หลิงตัดพ้อออกมา
“ เช่นนั้นเราผู้ชราจะตอบให้ เด็กน้อยคนนี้มีดวงจิตมารทมิฬแต่เกิด และยามนี้เป็ทายาทแห่งแสง ทั้งมวลคือโชคชะตากำหนดมา ไม้ใกล้ฝั่งเช่นพวกเราไม่อาจตอแยเื่ของ์ ข้าคือคนปลุกพลังปราณทั้งมวลในตัวเขาขึ้นมาเอง ั้แ่วันแรกที่เขาเข้ามายังสำนัก ”
คำกล่าวมากมายของบรรพชนผู้นี้ทลายความสงสัยทั้งมวลของทุกผู้คน เื่ใดที่ขบคิดไว้ต่างๆนาๆ ยามนี้ต่อหน้ามหาจักรพรรดิที่ให้การรับรอง พวกมันคือมดปลวกโง่งมเท่านั้น... องค์าาจึงรีบเอ่ยปาก
“ ท่านบรรพชนโปรดระงับโทสะ ด้วยความไม่รู้พวกเราจึงคิดยุ่งเกี่ยวกับโชคชะตาเหล่านี้ เช่นนั้นพวกเราจะมิตอแยเื่ราวของฮ่าวเทียนอีก ทั้งยังส่งเสริมเขาดังเดิม ท่านคิดเห็นเช่นไร ? ” กู่หลิงใช้ปราณยกร่างฮ่าวเทียนขึ้น บังคับเอาพลังปราณของเด็กหนุ่มออกมา ทำให้ผู้คนถึงกับกลืนน้ำลาย
“ ปราณธรรมชาติและปราณทมิฬ ก็คือพลังที่ฟ้าดินมอบให้พวกเราเช่นเดียวกัน พวกเ้าใช้อะไรตัดสินว่าปราณทมิฬนี้คือสิ่งชั่วร้าย คำว่าชั่วร้าย ไม่ใช่การกระทำของบุคคลกำหนดทำเองหรอกรึ ? ดูท่าผู้ชราเช่นข้าจะเก็บตนนานไปจนเหล่าลูกหลานกลายเป็สวะริมคลองไปเสียหมด!! ” พร้อมน้ำเสียงบันดาลโทสะลมปราณระดับมหาจักรพรรดิปกคลุมทั่วเวทีประลอง กดทับร่างทุกผู้คนจนต้องค้อมตัวลง เหล่าศิษย์ชั้นล่างไม่อาจหายใจออก
เ้าตำหนักเทพยุทธ์ปรากฏกายด้านล่างรีบกล่าว
“ ท่านบรรพชน ผู้น้อยขอเป็ตัวแทนสำนักศึกษาทั้งมวลกล่าวขอขมาต่อท่าน ได้โปรดอย่าทำร้ายเหล่าศิษย์ไม่รู้ความเถิดท่าน ” กู่หลิงวางร่างของฮ่าวเทียนลงค่อยๆลดระดับแรงกดดันลง
“ ไม่ต้องกล่าวอันใดอีก ” กู่หลิงพาฮ่าวเทียนมาส่งถึงมือเทียนอวิ๋นก่อนจะกล่าว “ ดูแลเขาให้ดี หากวันใดเขาไปถึงปราณเทพยุทธ์ และข้ายังไม่แก่ชราจนตกตาย ข้าจะรับเขาเป็ศิษย์สืบทอดวิชา เทียนอวิ๋น จดจำเอาไว้ เด็กคนนี้ กุมอนาคตของอาณาจักรเราไว้ ตัวตนของมัน ไม่ว่าอย่างไรห้ามตกตายเด็ดขาด! ” เทียนอวิ๋นคุกเข่าคำนับรับคำทันที ฮ่าวเทียนยามนี้หมดสติไม่อาจรับรู้เื่ราว กู่หลิงยังคงกล่าวต่อ
“ พวกเ้า อายุอานามเข้าวัยกลางคนแล้วยังมีความคิดตื้นเขิน เห็นแล้วรู้สึกเป็ห่วงชนรุ่นหลังนัก ” องค์าาลดตัวลงโค้งประสานมือแก่กู่หลิงพลันกล่าว “ ผู้น้อยจะเก็บเอาคำสอนท่านไปไตร่ตรองโดยถี่ถ้วน ”
กู่หลิงกล่าวต่อ
“ เื่ราววันนี้ถือว่าสิ้นสุดเพียงเท่านี้ จากนี้ไม่ว่าใครห้ามเข้าพบข้าอีก ” กู่หลิงมอบหนังสือเล่มนึงให้แก่เทียนอวิ๋นจากนั้นจึงหันไปมององค์าา
“ ผู้ปกครองทั่วหล้า เราผู้ชราวันนี้นับว่ารบกวนท่านแล้ว เช่นนั้น ข้าขอตัว ” เมื่อร่างนั้นสลายหายไป ผู้คนในเวทีประลองหายใจสะดวกอีกครา ก่อนจะรู้สึกเหมือนกันว่าเมื่อครู่ราวกับตายไปแล้ว องค์าาประกาศก้องต่อไป
“ เหตุการณ์ทั้งหมดได้รับการชี้แจงแล้ว ฮ่าวเทียนจะเป็ลำดับที่ 3 ของตัวแทนราชวงศ์ สมบัติรางวัลทั้งมวลมอบแก่เขาตามปกติ เช่นนั้น ตัวเราใคร่ขอให้ทุกท่านลืมเลือนเื่ราวเมื่อครู่ให้สิ้น ใครออกปากอีกมีโทษสถานหนัก! ” คำกล่าวนี้ทำให้ทุกคนลืมเลือนเื่ราวไปโดยปริยาย กระแสเวลาถูกดึงกลับมายังการประลองต่อไป ฮ่าวเทียนยามนี้คล้ายแมวน้อยที่กำลังหลับไหลถูกอุ้มกลับไปยังตำหนัก ภายในรายล้อมด้วยเหล่าอาจารย์ชั้นเรียนอัจฉริยะ
“ ท่านรองเ้าตำหนัก เื่ท่านบรรพชนกู่หลิง ท่านรู้อยู่แล้วใช่รึไม่ ? ” เทียนอวิ๋นไม่ตอบคำอาจารย์เฒ่า ก่อนจะหันไปคุยกับเ้าตำหนัก
“ ท่านเ้า ความเห็นท่าน คิดว่าเื่วันนี้ เป็เื่ดีหรือร้ายเล่า... ” เ้าตำหนักยืนมองฮ่าวเทียนที่หลับไหลด้วยสายตาเรียบนิ่งก่อนจะกล่าว
“ ก็ยังนับว่าเป็เื่ดี เช่นนี้รากฐานของฮ่าวเทียนในที่แห่งนี้ก็ยิ่งหนาแน่น มีท่านบรรพชนค้ำคอไว้ ต่อให้เ้าสำนักคิดจัดการเขายังไม่อาจแตะต้อง ” ท่ามกลางบทสนทนานี้ ด้านนอกประตูตำหนักมีเสียงดังโวยวายปึงปังเกิดขึ้น เ้าตำหนักส่งเสียงคำราม
“ ผู้ใดบังอาจรบกวนการประชุมของเรา ?! ” ทหารยามรีบวิ่งออกไปดู ระหว่างนี้อาจารย์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา
“ ท่านเ้า พวกข้าเห็นว่าการปกป้องฮ่าวเทียนไว้นั้นสมควรนัก เพียงปีเดียวเขายกพวกเราจากชั้นเรียนฝึกหัดมาอยู่ชั้นเรียนอัจฉริยะ เราได้รับหลายสิ่งจากตัวตนของเขา พวกเราจึงคิดปกป้องเด็กหนุ่มนี้ไว้ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม... ” ท่ามกลางการสนทนาเกี่ยวกับตัวเด็กหนุ่ม ทหารยามวิ่งมารายงานต่อเ้าตำหนัก
“ เรียนท่านเ้า ศิษย์หญิงนามว่า หลินเว่ยซิน ้าพบตัวฮ่าวเทียนจึงมารออยู่ด้านหน้าตำหนักขอรับ ” เหล่าอาจารย์หันหน้ามองกันอย่างเงียบงัน ก่อนเ้าตำหนักจะเอ่ยปาก
“ เช่นนั้นพวกเราไว้ค่อยคุยกันใหม่ ให้ฮ่าวเทียนได้พักผ่อนเถิด ” เว่ยซินที่ได้รับอนุญาติวิ่งเข้ามาจับมือของเด็กหนุ่มไว้ก่อนจะมองใบหน้าซีดเผือกนั้นอย่างเงียบงันไม่กล่าวอันใด เหล่าอาจารย์เดินจากไป ทว่าเทียนอวิ๋นและเ้าตำหนักยังคงอยู่
“ เว่ยซิน เ้าเป็ห่วงเขาขนาดนั้นเชียว ? ” เสียงเ้าตำหนักดังขึ้น เว่ยซินคำนับตอบนาง
“ ข้ามีเพียงเขาเป็เพื่อนสนิทคนเดียวเท่านั้น ท่านเ้า เขาจะไม่เป็อะไรใช่ไหมเ้าคะ ? ” เ้าตำหนักยิ้มอ่อนอย่างขมขื่นก่อนจะพาเทียนอวิ๋นออกมาจากห้องรับรองของตำหนัก หันมากล่าวทิ้งท้ายกับเว่ยซิน
“ ไม่นับว่าเป็อันตรายอันใด เ้าก็ดูแลเขาไปเถอะ ...” จากนั้นนางและเทียนอวิ๋นหายไป ทิ้งให้ทั้งสองคนอยู่ในห้องรับรองอย่างเงียบงัน
ท่ามกลางมิติจักรวาลไร้สิ้นสุดแห่งหนึ่ง กู่หลิงกำลังพูดคุยบางอย่างกับเ้าสำนักอย่างเคร่งเครียด พลันถูกบางสิ่งกระทบจิต คล้ายมิติจักรวาลนี้ถูกทะลวงจนปริแตก จากนั้นรัศมีสีดำหม่นหมองคืบคลานเข้าใกล้ทั้งสองคน กู่หลิงยืนขึ้นกล่าว
“ เหอๆ ลมอะไรหอบองค์หญิงแห่งราชวงศ์แดนปีศาจมายังที่นี่เล่า ? ” ตรงหน้าทั้งสองปรากฏหญิงสาวในร่างปีศาจ รูปร่างเพรียวบางได้สัดส่วน ความงามของนางเพียงได้เหลือบตามองไม่อาจละสายตาได้อีก สวมใส่ชุดอาภรณ์สีดำสนิทประดับประดาหรูหรา ค่อยๆหุบปีกของนางก่อนค้อมคำนับให้กู่หลิงพลันกล่าว
“ ผู้เยาว์คำนับท่านาุโ ข้ามาถึงแดนมนุษย์เช่นนี้ด้วยเื่สำคัญส่งสานน์ถึงท่านเ้าค่ะ ” กู่หลิงก้าวออกมาต้อนรับนางจึงกล่าวต่อ
“ เหตุใดองค์หญิงเช่นท่านต้องมาด้วยตนเองเล่า ดูท่าสำคัญมากกระมัง ? ” กู่หลิงรับสานน์ในมือนางก่อนเปิดออก นางยิ้มหวานให้กับชายชราก่อนจะเปลี่ยนท่าทีเป็หยิ่งยโสและกล่าวต่อ
“ ทุกเื่ราวอยู่ในสายตาเราราชวงศ์ทั้งสิ้น ท่านคิดปกปิดไปไม่ได้อันใด ขอท่านาุโไตร่ตรองให้ดี เช่นนั้น ข้าขอตัว... โอ้ ไม่สิ ขอข้าไปพบเขาสักหน่อย ผู้เยาว์ขอลา... ”
เ้าสำนักศึกษาเร่งกล่าวถามกู่หลิงทันที
“ ท่านบรรพชน นี่เื่อันใดแน่ขอรับ ? ” กู่หลิงประสานมือไขว้หลังก่อนถอนหายใจพลันกล่าว
“ ไม่ดีแล้ว...หลี่มู่ ฮ่าวเทียน ไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป....”
อีกด้านหนึ่ง ณ ตำหนักเทพยุทธ์ เ้าตำหนักกำลังเรียกตัวมู่ชิงเสวียนมาพบ ยามนี้ระหว่างทั้งสองเงียบงัน
“ ศิษย์มู่ชิงเสวียนคารวะท่านเ้าตำหนัก” เ้าตำหนักเทพยุทธ์ไล่ทหารยามออกไป จึงกล่าว “ ชิงเสวียน วันนี้ลูกไม่ไปหามันหรอกรึ ? ” ชิงเสวียนได้ยินแล้วก็ไม่ตอบคำ ยังคงนิ่งเฉย
“ เ้านั้น ไม่เคยทำตัวดื้อรั้นกับพ่อ เหตุใดด้วยเื่ของเขาจึงทำให้เ้าต้องร้อนรนใจทุกวี่วัน เ้าเพิ่งพบเขาได้ปี กว่า ทั้งใช้เวลาร่วมกันไม่ถึงเดือน จะบอกว่าเ้าหลงรักเด็กงั้นรึ ? ” ชิงเสวียนหลับตาลงก่อนตอบกล่าว
“ ท่านพ่อ ชิงเสวียนไม่ได้รู้สึก รักใคร่ ต่อเขา หากเป็ความรู้สึกอื่นที่ลึกล้ำกว่า ” เ้าตำหนักเทพยุทธ์ยิ่งมองยิ่งสงสัย
“ ลูกพ่อ เ้ารู้รึไม่ ั้แ่เ้าพบเจอเด็กคนนี้ เ้าแปลกไปไม่เหมือนเคย หากมิใช่รักใคร่ เป็เื่อันใดกัน ? ” ชิงเสวียนยืนขึ้นกรีดโลหิตตนจากปลายนิ้ว ก่อนจะใช้ปราณเผาผลาญโลหิต เ้าตำหนักเทพยุทธ์มองดูอย่างตกตะลึง โลหิตที่ถูกแผดเผาสะท้อนภาพ นางในชุดอาภรณ์สีน้ำเงิน ทว่าดูโตกว่าตอนนี้นัก กับฮ่าวเทียนที่ดูไปแล้วอายุราวๆ 20 ปี สวมใส่ชุดเดียวกับนาง กำลังสนทนากันบนหลังคาสีน้ำเงินอย่างสนุกสนาน
“ ลูกเสวียน นี่...เ้า ? ”
….ยามนี้เว่ยซินมองดูใบหน้าของฮ่าวเทียนที่หลับสนิท นางพลันคิดถึงเื่ราวต่างๆนาๆก็ร้องออกมา
“ นี่ ฮ่าวเทียน เพราะเหตุใดทุกสิ่งจึงต้องเป็เ้าแบกรับขับสู้อยู่ผู้เดียว ต้องก้าวออกจากเส้นทางปกติสุข มุ่งสู่การนองเืชะโลมกายไม่สิ้นสุดไม่เว้นวัน เพราะอะไรจึงไม่ได้สุขสบายไปตามครรลองดังเช่นวันวานที่เราพบเจอกัน ข้า...ปวดใจนัก...” หยดน้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าของนางหยดลงบนแก้มของเด็กหนุ่ม พลันได้ยินเสียง
“ น้องสาว...พี่หญิงจะตอบคำถามนั้นของเ้าดีรึไม่? ...เขาแบกรับชะตาฟ้าถึง 2 ขั้วเอาไว้ จึงไม่อาจครองคู่สุขสบายร่วมกับเ้าอย่างไรเล่า ? ” เว่ยซินหันไปมองร่างปีศาจสาวในอาภรณ์หรูหราตรงหน้าด้วยความตกตะลึงก่อนจะถูกนางกุมสองมือเอาไว้
จบตอน
***ถึงผู้อ่าน***
สวัสดีและกราบขอบพระคุณงามๆแก่เพื่อนนักอ่านทุกท่านที่สนใจและติดตามเื่ราวของฮ่าวเทียนนะคะ นิยาย ตำนานเทพอสูรสยบฟ้า ดำเนินเื่มาถึงจุดหนึ่งของเค้าโครง ซึ่งจะเริ่มเผยความลับต่างๆออกมาทีละน้อย ทั้งริเริ่มอ้างอิงไปถึงดินแดนอื่นที่ฮ่าวเทียนต้องไปเผชิญในอีกไม่นาน ตัวละครเก่าบางตัวในอีกกี่ไม่กี่ตอนอาจจะเลือนหายไปจากสายตาทุกคน แต่อย่างไรจะกลับมามีบทบาทในภาคต่อๆไปแน่นอน
ติดตามเื่ราวและการอัพเดทของนวนิยายเื่นี้ที่ได้อีกช่องทางที่ : www.facebook.com/legendofdevilgodsNovel/