บทที่ 10 สั่งสอนจางอวี้
เจียงเยว่มองดูการแสดงของจางอวี้ เธอไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมาเลย
ตอนนี้จางอวี้กำลังลืมตัว อีกเดี๋ยวก็จะร้องไห้แล้ว
มองดูในชามที่แดงฉาน รูปร่างหน้าตาสวยงามเหลือเกิน ได้กลิ่นหอมฟุ้ง จางอวี้อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย เธอยกชามขึ้น ดื่มน้ำซุปหม้อไฟในชามอย่างรวดเร็ว
พอเข้าปาก จางอวี้ก็รู้สึกว่ามันเผ็ดมาก สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อยากจะคายออกมา แต่นึกถึงราคาของสิ่งเหล่านี้ เธอก็เสียดาย จึงพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลืนลงไป
“แค่ก ๆ”
ใบหน้าของจางอวี้แดงขึ้นทันที ในลำคอก็รู้สึกร้อนวาบ มี่หนึ่งที่เธอรู้สึกว่าหายใจลำบาก
ทำไมถึงได้เผ็ดขนาดนี้
จางอวี้หอบหายใจ น้ำตาไหลออกมาทันที
“เผ็ดจนจะตายอยู่แล้ว แค่ก ๆ ๆ”
จางอวี้มองไปยังน้ำซุปหม้อไฟที่เหลืออยู่ในชาม ตอนนี้เธอไม่กล้าที่จะกินต่อแล้ว เธอถือชามแล้ววิ่งกลับบ้านทันที
เจียงเยว่เห็นจางอวี้วิ่งด้วยความเร็วเหมือนแข่งวิ่งร้อยเมตรก็อดหัวเราะไม่ได้
เธอมองนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังห้องนั่งเล่น ตอนนี้ห้าโมงเย็นแล้ว เธอหุงข้าวไว้แล้ว จึงตัดสินใจทำหม้อไฟก่อน
เจียงเยว่ใส่เนื้อแห้ง หัวไชเท้า และส่วนผสมอื่น ๆ ลงไปก่อน ส่วนเนื้อหมูและเนื้อวัวที่ซื้อมา จะใส่ตอนใกล้สุก
ไม่นานนัก นอกจากกลิ่นหอมของหม้อไฟแล้ว กลิ่นของเนื้อแห้ง หัวไชเท้า และผักอื่น ๆ ก็ลอยออกมา เจียงเยว่ซื้อฟองเต้าหู้ เห็ดหูหนู ลูกชิ้น เนื้อสไลด์ เธอตัดสินใจตอกไข่ใส่ลงไปอีกสองสามฟอง เพราะเธอต้มไข่ไว้สิบกว่าฟองตอนต้มเนื้อแห้ง
เจียงเยว่ยังพบเห็ดหูหนูและเห็ดหอมแห้งที่มุมห้อง เธอแช่น้ำร้อนไว้ก่อนหน้านี้ ตอนนี้ใส่ลงไปในหม้อหมดแล้ว
หม้อใบใหญ่เต็มไปด้วยของกิน
พี่สะใภ้คนอื่น ๆ ที่มาดูกลับไปแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ถังจาวตี้ หลินหลิง หยางหง และโจวเฉียว สี่คน
หยางหงเป็ภรรยาของรองผู้บัญชาการกองร้อยหยาง โจวเฉียวเป็ภรรยาของรองผู้บัญชาการกองร้อยโจว ทั้งคู่เป็ลูกน้องของลู่อวี้
เห็นเจียงเยว่ทำอาหารมากมายขนาดนี้ ถังจาวตี้และหลินหลิงก็รู้สึกเป็ห่วงอยู่บ้าง
“สหายเจียง พวกนี้แพงมาก”
“ไม่แพงหรอก ฉันอยากให้พวกเธอทานกันอย่างมีความสุข”
ถังจาวตี้ หลินหลิง และคนอื่น ๆ มองดูแล้วเดินออกไป ไม่นานนัก แต่ละคนก็ถือของบางอย่างเข้ามา
“สหายเจียง นี่...”
เมื่อเห็นสิ่งของที่พวกเธอถือมา เจียงเยว่ก็ปฏิเสธอย่างรวดเร็ว แต่ถังจาวตี้ หลินหลิง และคนอื่น ๆ ยืนกรานให้เจียงเยว่รับไว้
ด้วยน้ำใจที่ไม่อาจปฏิเสธ เจียงเยว่จึงรับของมาด้วยรอยยิ้ม เธอตัดสินใจว่าเมื่อน้ำซุปแข็งตัวแล้ว เธอจะแบ่งให้พี่สะใภ้ละคนสี่ก้อน
ตอนนี้คอของจางอวี้แสบร้อนจนทนไม่ไหว เธอดื่มน้ำเย็นไปเยอะมาก แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น
ตอนนี้ใบหน้าและร่างกายของเธอเริ่มคันและเจ็บ
“เหอลี่ เว่ยเวย จางวั่ง…”
ลู่อวี้เชิญคนสนิทมาแปดคนมา
ตั้งใจกลับมาก่อนเวลา เพราะคิดว่าภรรยาคงทำอาหารไม่เป็ เขาจึงเรียกคนพวกนี้มาช่วยทำอาหาร
ภรรยาของเขาซื้อของมามากมาย พอสำหรับให้คนเหล่านี้กินอิ่มหนำได้หนึ่งมื้อ พวกเขาอยากกินอาหารมื้อใหญ่ ก็ต้องลงแรงกันหน่อย ไม่อย่างนั้นจะทำให้ภรรยาเหนื่อย
เหอลี่ เว่ยเวย และคนอื่น ๆ ได้ยินลู่อวี้บอกว่าจะเลี้ยงอาหารเย็นั้แ่บ่ายแล้ว พวกเขารู้สึกประหลาดใจมาก
“ผู้กองลู่ ได้ยินว่าพี่สะใภ้ซื้อของมาเยอะเลย พวกเราคงจะได้กินอาหารอร่อยแน่ ๆ”
“พี่สะใภ้ช่างใจกว้างจริง ๆ”
ทุกคนกำลังพูดคุยกันอย่างมีความสุข พอถึงหน้าประตูบ้านก็ได้กลิ่นหอมของหม้อไฟ
“บ้านไหนทำอาหาร ทำไมหอมจัง”
“หอมมากเลย”
“กลิ่นนี้ชวนน้ำลายสอจริง ๆ”
ลู่อวี้ได้กลิ่นหอมนี้ ดูเหมือนจะเป็หม้อไฟเสฉวน?
ในบ้านพักทหารมีคนทำอาหารแบบนี้เป็ด้วยเหรอ?
“พี่สะใภ้บ้านไหนทำอาหารอยู่เหรอครับ? ทำไมหอมจัง” จางวั่งถามภรรยาทหารที่อยู่ข้างถนนด้วยรอยยิ้ม
“ภรรยาของผู้กองลู่กำลังทำอาหารอยู่น่ะค่ะ วันนี้ตอนบ่าย กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณที่พักเลยค่ะ”
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ลู่อวี้
อะไรนะ?
พวกเขาไม่ได้ฟังผิดใช่ไหม?
เจียงเยว่ทำอาหารงั้นเหรอ? ไม่ใช่ว่าเจียงเยว่เป็คนจากเมืองใหญ่ เป็คุณหนูที่ไม่เคยแตะงานบ้านงานเรือน แล้วจะทำอาหารที่หอมขนาดนี้ได้อย่างไร?
ลู่อวี้นึกถึงคำพูดของภรรยาวันนี้ เขาจึงเร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
ยิ่งเดินเข้าใกล้บ้าน กลิ่นก็ยิ่งหอมมากขึ้น
ในบ้านมีเสียงคนพูดคุยกันหลายคน และยังมีเสียงเด็ก ๆ พูดคุยอย่างสนุกสนาน
“ผู้กองลู่กลับมาแล้ว”
ทันทีที่เข้าประตูมา ลู่อวี้ชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นเหล่าภรรยาทหารอยู่ในบ้าน เขาพยักหน้าทักทายทุกคน แล้วรีบเดินไปยังห้องครัว
ในครัว เจียงเยว่ได้ใส่เครื่องปรุงทั้งหมดลงไป ตอนนี้พร้อมที่จะยกออกจากเตาได้แล้ว
“ภรรยา”
เมื่อได้ยินเสียงของลู่อวี้ เจียงเยว่จึงหันกลับมา
“คุณกลับมาได้จังหวะพอดีเลย ช่วยตักของในหม้อนี้ลงในชามใหญ่บนโต๊ะหน่อย”
เมื่อเห็นของในหม้อใบใหญ่ ลู่อวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรับผ้าเช็ดมือจากเจียงเยว่ ก่อนจะยกหม้อใบใหญ่เดินไปที่ห้องนั่งเล่น
หลังจากตักอาหารลงในชามแล้ว ลู่อวี้ก็กลับเข้าครัว
“ยังต้องผัดอะไรอีกไหม? ผมจะผัดให้”
ลู่อวี้เอ่ยถาม
จางวั่งและคนอื่น ๆ เดินเข้ามาในครัวและพูดว่า “พี่สะใภ้ มีอะไรให้พวกเราช่วยทำบ้างครับ?”
“เสร็จหมดแล้วค่ะ” เจียงเยว่พูดด้วยรอยยิ้ม “เชิญทานได้เลยค่ะ”
เจียงเยว่ทำปลาราดซอสพริก หมูผัดพริกหยวก วุ้นเส้นผัดหมูสับ ผัดกะหล่ำปลี และหม้อไฟหมาล่าอีกหนึ่งหม้อใหญ่
แม้จะมีเพียงห้าอย่าง แต่ปริมาณก็มากพอ เจียงเยว่ยังนึ่งซาลาเปาและหมั่นโถวด้วย
เจียงเยว่ส่งชามให้พวกเขา
ทุกคนมองดูอาหารบนโต๊ะด้วยความตะลึง
“ฝีมือการทำอาหารของพี่สะใภ้ช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ”
“หม้อใหญ่นี่ดูน่าอร่อยมากเลย”
“มีของกินเยอะแยะเลย”
“ฝีมือทำอาหารของพี่สะใภ้สุดยอดจริง ๆ”
เหอลี่และคนอื่น ๆ มองดูหม้อใหญ่บนโต๊ะ อดไม่ได้ที่จะชื่นชม
พี่สะใภ้คนอื่น ๆ ก็พากันชื่นชม
“ฝีมือของสหายเจียงดีกว่าพ่อครัวในภัตตาคารซะอีก”
“กลิ่นหอมจริง ๆ”
ลู่อวี้ฟังคำชมจากทุกคน สายตามองไปที่ภรรยาของตน
เธอยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้ามีรอยยิ้ม กำลังพูดคุยกับทุกคนอย่างยิ้มแย้ม
“ทุกคนทานอาหารกันเถอะค่ะ”
เจียงเยว่มองไปที่ลู่อวี้ ลู่อวี้ยิ้มให้เจียงเยว่ แล้วก็เอ่ยปากเชิญทุกคน
แล้วเธอก็ชงไมโลให้กับเด็ก ๆ