ชั่วครู่ภาพที่แวบขึ้นมาในหัวนั้นก็หายไปนางจำหน้าของคนที่พูดกับนางไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนจะจดจำเสียงได้อย่างชัดเจน
“ข้ามีสาวใช้สองคน”จู่ๆ เด็กน้อยก็เอ่ยออกมา ขณะยัดท่อนฟืนเข้าไปใต้เตา กองไฟตรงหน้าไม่คุ้นเคยเลยสักนิด
“ก็แน่ล่ะดูเหมือนเ้าจะเป็คุณหนูน้อยในคฤหาสน์ใหญ่น่าเสียดายที่เ้าจำบ้านและบิดามารดาไม่ได้ ข้าไม่รู้จะพาเ้าไปส่งที่ใด?”
เด็กหญิงอึ้งไปครู่หนึ่งนางยกมือสองข้างขึ้นมาดู “ข้ายังคิดอยู่เลยว่า เหตุใดข้ายังตัวเล็กอยู่?ความจริงข้าน่าจะโตกว่านี้”
กงเชาที่เริ่มตั้งกระทะสีดำใบใหญ่เพื่อเริ่มตุ๋นไก่หัวเราะเบาๆ“เ้าความจำเสื่อมนี่นะ ความคิดก็อาจจะยังไม่เข้าที่เข้าทาง ค่อยๆ ทบทวนไปไม่ต้องบีบคั้นตัวเองมาก”
เสี่ยวหยี่เห็นด้วยตอนที่นักพรตจูเิซักถามนางเมื่อตอนเช้า ทำเอานางปวดหัวไม่หยุดแต่พอนางเปลี่ยนเป็ถามกลับไปบ้าง อาการปวดหัวพวกนั้นก็หายไป
หลังจากกินอาหารมื้ออร่อยเรียบร้อยแล้วกงเชาก็เลื่อนเอาตั่งนั่งเล่นที่นางใช้นอนเลื่อนไปติดผนังอารามแล้วใช้ผ้าผืนใหญ่มากั้นให้นาง
“นี่เป็ห้องชั่วคราวของเ้า”
“พี่เชาข้านอนคนเดียวหรือ? ห้องใหญ่ขนาดนี้วังเวงนัก”
“เอาเถอะข้าจะนอนด้านนอกเป็เพื่อนเ้าเอง”ชายหนุ่มใจดีชี้ไปที่ตั่งอันใหญ่ที่เขาใช้นอนเฝ้านางเมื่อวานเขาเดินไปขยับตั่งนั้นไห้ชิดผนังถัดไปจากผ้าม่านที่กั้นให้นางไม่ไกลนัก“อย่างนี้ได้หรือไม่?”
เสี่ยวหยี่พยักหน้า“ได้”
เด็กหญิงมองไปรอบๆอารามที่ทรุดโทรม แวบหนึ่งนางคิดไปถึงเรือนหลังใหญ่โอ่อ่า มีเครื่องเรือนงดงามเด็กหญิงเริ่มแน่ใจว่าตนเองไม่เคยพักอาศัยในที่เก่าและอับเช่นนี้
ก่อนนอนนักพรตจูเิกับศิษย์ทั้งสองไปนั่งประนมมือสวดมนต์ที่รูปปั้นขนาดใหญ่เท่าตัวเสี่ยวหยี่ที่ประดิษฐานไว้บนโต๊ะตัวสูงที่ผนังกึ่งกลางห้องกงเชาบอกกับเด็กหญิงว่านี่คือ ‘อาจารย์แห่ง์’ เซียนที่กลายไปเป็เทพตามที่นักพรตจูเิกล่าวอ้าง เสี่ยวหยี่พยักหน้าตามหงึกหงัก
“มาสิเสี่ยวหยี่ ตอนนี้เ้าอาศัยอยู่ในอารามเทพก็นับเป็ศิษย์คนที่สามของข้า”
เสี่ยวหยี่ที่เห็นว่าตนเองอาศัยกินข้าวดื่มน้ำอาศัยหลับนอนอยู่ในอารามเทพจึงไม่คัดค้านยอมคำนับเป็ศิษย์คนที่สามแต่โดยดีจะว่าไม่นางไม่ได้คิดเลื่อมใสเพียงแต่เห็นแก่หน้ากงเชาที่ทำตุ๋นไก่และผัดไข่ใส่มะเขือเทศได้อร่อยมาก
ใกล้จะอรุณรุ่งเสี่ยวหยี่ได้ยินเสียงลุกขึ้นจากเตียงของกงเชาเขาร้องเรียกนางเบาๆ นางจึงได้ลุกตาม ชายหนุ่มไปต้มข้าวในโรงครัวไม่นานนักนักพรตเิและศิษย์พี่ซูเยว่ก็ล้างหน้าล้างตาออกมาตั้งแท่นพิธีเล็กๆ
เสี่ยวหยี่เดินออกมาดูเห็นนักพรตนอกรีตผู้นั้นกำลังพึมพำสวดคาถาโดยมีปะคำสายหนึ่งในมือเขาใช้นิ้วเลื่อนเม็ดสีดำขนาดเท่าหัวแม่มือไปเรื่อยๆทันใดนั้นเองท้องฟ้าที่สว่างสดใสก็เกิดการรวมตัวของเมฆเฉพาะที่เบื้องบนบริเวณอารามเทพ
“ท่านอาจารย์สำเร็จแล้วขอรับ!”ซูเยว่ส่งเสียงอย่างตื่นเต้น
จูเิลืมตาเงยหน้าขึ้นมอง“เพิ่งรวมตัวเกิดร่มเงา ครั้งที่แล้วข้าสวดพลาดไปที่ใด?พวกก้อนเมฆจึงกระจัดกระจายไม่รวมตัวเช่นนี้”
“ท่านสวดบทต่อไปสิขอรับข้าอยากรู้ว่าท่านจะเรียกลมเรียกฝนได้สำเร็จหรือไม่?”
“ได้ๆ”จูเิหลับตาลงเริ่มสวดคาถาอีกครั้งแต่เขาความจำไม่ดีนักจึงได้ลืมตาขึ้นอ่านตามคัมภีร์ที่เปิดกางเอาไว้
ไม่นานนักเมฆกลุ่มนั้นก็ค่อยๆ ดำขึ้นและลอยต่ำลงจนกลายเป็สายฝนโปรยปราย
“สำเร็จแล้ว! สำเร็จแล้วขอรับท่านอาจารย์”
“วิเศษ! นี่ล่ะ เราจะได้ออกไปรับจ้างเรียกลมฝนให้พวกชาวบ้านได้เสียที”
“อืม...ข้าต้องจดบันทึกไว้ก่อนว่าคาถานี้ใช้เรียกลมเรียกฝนได้”
ทั้งศิษย์และอาจารย์ยิ้มแย้มแจ่มใสซูเยว่รีบไปที่โต๊ะที่ตั้งไว้มุมหนึ่ง เสี่ยวหยี่เดาว่าน่าจะเป็มุมอ่านตำราเพราะมีโต๊ะและตู้หนังสือตั้งอยู่ซูเยว่ฝนหมึกรอขณะที่นักพรตจูเิเดินไปนั่งบนพื้นยกสูงแล้วก็เริ่มหยิบพู่กันมาจรดลงบนสมุดที่วางอยู่บนโต๊ะ
“คราวนี้เราจะได้มีเงินเพิ่มแล้วขอรับ”ศิษย์พี่ใหญ่สีหน้าเบิกบาน เขานึกถึงอาหารการกินอร่อยๆ ในตลาดตำบลด้านล่าง
“พวกเราไปรับจ้างที่ตำบลไกลหน่อยก็แล้วกันเผื่อมีข้อผิดพลาดจะได้ไม่ลำบาก”
“ขอรับ”
เสี่ยวหยี่ได้ยินก็โคลงศีรษะ‘อะไรคือข้อผิดพลาด?’
กงเชาเดินออกจากครัวพร้อมหม้อข้าวต้มหอมฉุยเขาฉีกเนื้อไก่ตุ๋นที่เหลือโรยบนข้าวต้มเมื่อวางหม้อบนโต๊ะแล้วก็ร้องเชิญอาจารย์กับศิษย์พี่เสี่ยวหยี่ทำหน้าที่รินน้ำชาใส่ถ้วยใหญ่มีฝาไว้สำหรับทุกคนนับั้แ่เมื่อคืนวานนางก็ได้กลายเป็ศิษย์น้องเล็กของอารามนักพรตเทพไปแล้ว
“ทำดีมากศิษย์น้องเล็ก”ซูเยว่รับถ้วยน้ำชาจากเสี่ยวหยี่ไปดื่ม
“ได้ยินเสียงท่านร้องเอะอะทำสิ่งใดสำเร็จหรือ?”
“คาถาเรียกฝนน่ะสิ! ท่านอาจารย์เรียกฝนได้สำเร็จแล้วน่าเสียดายที่ยังตกน้อยไปหน่อย” ซูเยว่ชี้ไปด้านหน้าอารามเมฆฝนที่นักพรตจูเิเรียกมานั้นลอยเลื่อนไปตกบริเวณหน้าผา “แถมยังกำหนดที่ตกไม่ได้คงต้องปรับปรุงคาถาอีก”
กงเชายิ้มกว้าง“ถ้าท่านอาจารย์ทำสำเร็จล่ะก็คราวนี้ข้าจะได้เนื้อแพะตุ๋นน้ำแดงอย่างที่ฝันไว้สักที”
“ศิษย์พี่รองข้าเองก็ชอบนะ พ่อครัวที่จวนชอบทำบ่อยๆ” ครั้นพูดออกมาแล้วเด็กหญิงก็ชะงัก
“เ้าอยู่ในจวนงั้นหรือ?”นักพรตจูเิหันมามองนางด้วยความตื่นเต้น หากนางเอ่ยถึงจวนก็แสดงว่าครอบครัวของนางเป็ขุนนาง
เสี่ยวหยี่ชะงักไปครู่นางพูดออกมาตามความเคยชิน “ดูเหมือนจะเป็เช่นนั้นข้ารู้เพียงว่าเรือนพักของข้าหลังใหญ่และมีบ่าวรับใช้เยอะมาก”
ใบหน้าของคนทั้งสามเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“เ้ากินให้อิ่มแล้วค่อยๆนึกนะ เสี่ยวหยี่” ซูเยว่รีบเลื่อนชามข้าวต้มมาตรงหน้านางอย่างเอาใจ
จูเิกับซูเยว่สบตากันอย่างมีความหวังหากเอานางไปส่งที่จวนได้น่าจะทำเงินได้นับพันตำลึงเลยทีเดียวด้วยเงินก้อนนี้พวกเขาไม่ต้องทำไปอีกปีก็มีอยู่มีกิน
กงเชายิ้มกว้าง“ข้าอยากให้เ้าได้กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย”
เสี่ยวหยี่มองหน้าศิษย์พี่รองของนางแล้วยิ้ม“หากว่าข้าได้กลับบ้านจริงๆ ไม่ว่าศิษย์พี่รองอยากได้สิ่งใดข้าก็จะขอท่านพ่อให้”
“ดีจริง! เช่นนั้นเ้าก็กินให้อิ่มเถอะจะได้มีแรงนึกออก”
***************************

