บทที่ 1
“พอใจเธอแล้วสินะที่ในที่สุดก็จับฉันได้”
“เปล่านะคะข้าวไม่เคย...”
“หึ!เป็ไงล่ะพอได้ใช้นามสกุลอนาธิวัชแล้วรู้สึกเป็ยังไงบ้างคงจะดีใจจนตัวสั่นเลยล่ะสิ”
“ข้าวไม่...”
“พอ! ฉันไม่อยากฟังว่าเธอจะพูดอะไรและต่อให้เธอพูด ฉันก็ไม่สนใจ เชิญนอนกอดทะเบียนสมรสไปเถอะสำหรับฉันมันก็แค่กระดาษแผ่นเดียว ไม่ได้มีค่าอะไรมากมาย”
“...”
“แล้วก็จำไว้ให้ดีอยู่ที่นี่เธอห้ามบอกใครเด็ดขาดว่าเธอเป็ภรรยาฉันกาฝากอย่างเธอเป็ได้แค่คนรับใช้เท่านั้นจำเอาไว้ซะ!”
และนี่คือคำพูดที่ข้าวหอม อนาธิวัช ได้ฟังหลังจากแต่งงานกับหลานชายผู้มีพระคุณ
หญิงสาวได้แต่กลืนน้ำลายและความน้อยเนื้อต่ำใจของตนลงคอไปพร้อมกับมองคนพูดด้วยสายตาตัดพ้อ พลางคิดในใจว่านี่น่ะหรือคือคนที่เธอแต่งงานด้วย ถึงแม้ว่าเธอจะรู้มาตลอดว่าเขาไม่ได้ชอบเธอเลยก็ตามแต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะร้ายกาจกับเธอแบบนี้
แต่งงานวันแรกแทนที่จะได้ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์แต่เธอต้องมาดื่มความขมขื่นจากคำพูดร้าย ๆ ของชายที่ได้ชื่อว่าเป็สามีที่ถูกต้องตามกฎหมาย
เขาคือคุณากร อนาธิวัช เ้าของบริษัทส่งออกองุ่นแปรรูปทั้งในและต่างประเทศชีวิตหน้าที่การงานของเขานับว่ารุ่งโรจน์จนเป็ที่จับตามองหากแต่เื่ความรักนั้นกลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง
ข้าวหอมไม่ได้รู้เื่ราวส่วนตัวของเขามากนักที่ทราบอย่างแน่ชัดคือ เขาเป็หลานชายที่คุณท่านรักมากส่วนคุณท่านที่เธอพูดถึงก็คือย่าของเขา
คุณท่านหรือย่ากิ่งได้ช่วยเหลือและรับเธอมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จากนั้นท่านก็อุปการะเลี้ยงดูเธออย่างดีให้ศักดิ์ฐานะเธอไม่ต่างจากคุณหนูอีกคนของบ้านแต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ไม่เคยอวดเบ่งกับใคร
ข้าวหอมรู้สถานะของตัวเองดีและเจียมตัวมาโดยตลอดนั่นจึงทำให้คนในตระกูลอนาธิวัชรวมถึงข้ารับใช้ต่างรักและเอ็นดูเธอมากแต่ไม่ว่าคนอื่นในตระกูลจะรักและเอ็นดูเธอมากแค่ไหน ก็ต้องยกเว้นเขาไว้คนหนึ่งคุณากร!เขาจงเกลียดจงชังเธอั้แ่เธอเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้าน คอยกลั่นแกล้งเธอต่าง ๆ นานาถ้อยคำร้ายกาจเธอล้วนได้ฟังจนชินชาแทบทั้งสิ้น
แล้วความร้ายกาจที่เธอได้รับก็หายไปเมื่อเขาไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ นั่นจึงทำให้เธอรู้สึกมีความสุขอย่างมากแต่ถึงจะมีความสุขภายในใจลึก ๆ เธอก็ยังนึกถึงเขาเด็กชายผู้ใจร้ายคนนั้นอยู่ดี
กลับมาที่ปัจจุบันเดิมที่ข้าวหอมไม่ได้้าแต่งงานแต่ในเมื่อมันเป็คำขอของผู้มีพระคุณอย่างท่านย่ากิ่ง เธอจึงไม่สามารถขัดได้ งานแต่งงานระหว่างเธอกับคุณากรจึงได้เกิดขึ้นแต่งานไม่ได้จัดอย่างยิ่งใหญ่อย่างที่ใครคนอื่นเขา เพราะคุณากรให้เหตุผลว่า
‘เพียงแค่แต่งกับเด็กในบ้าน ที่เป็กาฝากมานานหลายปีไม่จำเป็ต้องจัดอย่างยิ่งใหญ่ แค่ผมลดตัวลงมาแต่งด้วยก็นับว่าดีมากแล้วถ้าคุณย่า้าจัดใหญ่โตก็มาแต่งเองสิครับ แต่ถ้ามีปัญหามากนักก็ไม่ต้องแต่ง!’
นั่นคือคำพูดที่คุณากรพูดกับท่านย่ากิ่งแล้วบังเอิญเธอเข้าไปได้ยินเข้า ยิ่งได้ยินคำพูดที่แสดงถึงความเกลียดชังที่เขามีต่อคนอย่างเธอข้าวหอมก็ยิ่งเ็ปและพยายามทำตัวให้มีปัญหาน้อยที่สุด
ตลอดเวลาที่ผ่านมาก่อนการแต่งงานไม่ว่าเขาพูดอะไร หรือให้เธอทำอะไรเธอล้วนไม่ขัดทั้งสิ้น และครั้งนี้ก็คงเช่นกัน
หากเขา้าไม่ให้ใครรู้เธอก็จะไม่บอกใคร เพราะถ้าให้เธอป่าวประกาศออกไปว่าเธอเป็ภรรยาเขาคนนอกคงได้พูดกันสนุกปาก ว่าเธอเป็แค่ภรรยาในนามที่เขาไม่้า!
และการที่เขาให้เธอทำหน้าที่คนรับใช้เธอก็จะไม่เกี่ยง เพราะตอนอยู่บ้านใหญ่เธอก็คอยช่วยคนงานที่บ้านทำงานพวกนี้อยู่แล้วอย่างที่บอกถึงแม้ว่าเธอจะได้รับการยอมรับว่าเป็คุณหนูอีกคนแต่เธอที่รู้ฐานะตัวเองดีจึงได้เจียมตัวมาโดยตลอด
เพราะฉะนั้นการที่เขาให้เธออยู่ในรูปแบบสถานะคนรับใช้จึงไม่ได้ลำบากมากสำหรับเธอและการที่เธออยู่ในสถานะนี้บางทีมันอาจทำให้เขาเปิดใจและเกลียดเธอน้อยลงบ้างก็ได้...
ส่วนบ้านที่คุณากรพาข้าวหอมเข้ามาอยู่นั้นเป็บ้านของชายหนุ่มเอง ซึ่งอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ ใช่ ฟังไม่ผิดหรอกหลังจากเสร็จสิ้นพิธีการของงานแต่งงานแล้ว เขาก็พาเธอตรงมาที่นี่ทันทีและแน่นอนว่าคนงานที่นี่ไม่มีใครรับรู้ถึงสถานะของเธอเลยสักคนยกเว้นก็แต่แม่นมของคุณากร
แม่นมของคุณากรชื่อป้าพิมพ์ ท่านเลี้ยงดูคุณากรมาั้แ่เด็ก หลังจากที่ชายหนุ่มประสบความสำเร็จและสร้างไร่องุ่นที่จังหวัดเชียงใหม่ของตัวเองเรียบร้อยแล้วจึงได้ไปรับแม่นมของตนมาอยู่ที่นี่ด้วย ส่วนพ่อแม่ของชายหนุ่มนั้น เสียไปั้แ่เขาอายุได้สิบแปดปีแล้วซึ่งนั่นก็ก่อนที่เขาจะได้เดินทางไปเรียนต่อเมืองนอก
นับได้ว่าญาติผู้ใหญ่ที่คุณากรให้ความเคารพรักเหลือเพียงสองคนเท่านั้นนั่นก็คือย่ากิ่งท่านย่าของเขา และป้าพิมพ์ผู้เป็แม่นม
“นี่! เข้าใจที่ฉันพูดหรือเปล่านั่งบื้ออยู่ได้”
“อะ...เอ่อ ขะ... เข้าใจค่ะคุณกร” ข้าวหอมหลุดจากภวังค์และตอบคุณากรด้วยความตะกุกตะกัก
“เหอะน่ารำคาญซะจริง” เมื่อได้ยินชายหนุ่มพูดแบบนั้นหญิงสาวจึงได้ก้มหน้าลงไม่กล้าสบสายตาเขาก่อนจะครุ่นคิดบางอย่างได้จึงได้โพล่งออกไป
“แล้วเราจะนอนกันแบบไหนคะ”
“ฮะ!นี่เธอคิดว่าฉันพิศวาสเด็กกะโปโลที่เป็กาฝากอย่างเธอหรือยังไง จำเอาไว้นะข้าวหอมเธอไม่ใช่สเปกฉันเพราะฉะนั้นเลิกหวังสิ่งที่เธอคิดได้เลย”
“คิด?คิดอะไรคะ” หญิงสาวถามด้วยความสงสัย ส่วนคุณากรมองเธอด้วยสายตาที่ดูถูกดูแคลนนั่นทำให้ข้าวหอมรู้สึกมึนงงกับสายตานั้นเป็อย่างมาก
“เหอะยังมีหน้ามาถามฉันกลับ นี่เธอไม่อายเลยหรือยังไง แต่ก็เอาเถอะในเมื่อเธอกล้าที่จะถามฉันก็จะตอบให้เอาบุญ ว่าฉันรู้ทันความคิดของเธอหมดนั่นแหละ”
“...”
“ที่เธอถามเื่การนอนเพราะเธอ้าให้ฉันมีอะไรกับเธอใช่ไหมล่ะหลังจากนั้นเธอจะได้ปล่อยตัวเองท้องเพื่อหวังจะมีบ่วงมาไว้คล้องคอฉัน หึ!แต่ฉันบอกเธอเอาไว้เลยนะว่าฉันจะไม่มีวันหน้ามืดตาบอดเช่นนั้นเด็ดขาดและถ้ามันเกิดขึ้นจริงเธอก็ต้องกินยาคุมไม่อย่างนั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นฉันก็จะไม่รับผิดชอบ”
“...”ข้าวหอมรู้สึกจุกในอกกับคำพูดของเขา
“อ้อเธอก็น่าจะรู้ว่าฉันไม่ได้รักไม่ได้ชอบเธอ และงานแต่งนี้ก็เป็คุณย่าจัดให้หาใช่ฉันที่้า พูดมาขนาดนี้แล้วฉันว่าเธอคงรู้นะว่าควรทำตัวยังไง”
“ค่ะ”
“ดี! แล้วก็ห้องที่เธอจะใช้นอนแน่นอนว่าฉันให้เธออยู่ที่บ้านนั้นในสถานะคนใช้ การเป็อยู่ของเธอก็เช่นกันอย่าได้เผยพิรุธออกมา แล้วก็เื่แม่นมพิมพ์ฉันจะจัดการเอง เข้าใจไหม”
“ค่ะ”
หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพูดอะไรอีกเพราะตอนนี้ก็ใกล้จะถึงบ้านของชายหนุ่มแล้วคนทั้งคู่จึงได้แต่เงียบและจมอยู่ในความคิดของตัวเอง