จ้อง..........
เด็กสาวอีกคนที่มีผมเป็เถาวัลย์ก็หันมาสบตาผมสายตาเธอช่างเ็า...เ็าเกินไปแล้ว!!
“เราคือนางไม้...ไม่มีชื่อ...ไม่สามารถใช้ดาบได้...ไม่ใช่เผ่าอสูร”
“เอิ่ม..........”
ผมก็อยากจะพูดอะไรต่ออยู่เหมือนกันแต่เธอก็มีท่าทีเหมือนกับไม่มีกะจิตกะใจที่จะตอบ
“เธอคนนี้ถูกปฏิเสธโดยเผ่าอสูรเ้าค่ะคนในเผ่าบอกว่าเธอไม่ใช่สัตว์ซะหน่อย พอบอกว่าไม่มีที่ไป ก็ถูกบอกให้ใช้ดาบหากใช้ดาบได้จะให้เข้าเผ่า แต่เธอใช้ดาบไม่ได้ ก็เลยถูกทิ้งค่ะ”
หนึ่งในฝาแฝดบอกผมทำให้ผมรู้เื่คร่าวๆแต่ครั้งนี้ฝาแฝดไม่พูดพร้อมกันแฮะ
“ใช้ดาบไม่ได้เหรอ? ผมของตรวจดูอะไรหน่อยแล้วกัน”
ผมใช้[ประเมิน] ตรวจดูและเธอก็มีทักษะที่ผมสนใจเอามากๆ
“เรียบร้อยเธอคนนี้มีทักษะ [ธนู] ส่วนอีกทักษะคือ[ฟื้นฟู] ใช้ฟื้นพลังชีวิต และอีกทักษะหนึ่งก็คือ[เอนแชนท์] ใช้เพิ่มความสามารถของบุคคลได้”
“เอ๋!?”
สาวน้อยนางไม้มีแววตาที่ดีขึ้นถึงแม้สีหน้าจะไม่เปลี่ยนเท่าไร แต่ผมก็คิดว่าเธอดีใจไม่น้อยเลย
“ท่านซาชิเ้าคะ? ไม่เคยมีคนใดใช้ [เอนแชนท์] ในอาณาจักรเลย ท่านแน่ใจหรือเ้าคะ?”
“แน่ใจสิเธอคนนี้จะเป็คนที่จำเป็ที่สุดของเราเลยนะ”
“นี่นางไม้คนนั่นเ้าเกิดมาจากที่ไหนกันเ้าคะ? ไม่ได้ใช้ลูกแก้วพยากรณ์ตรวจสอบทักษะหรือเ้าคะ?”
“เราเกิดจากต้นไม้ในป่าทิศเหนือนอกด่านแต่เดิมเราก็เป็เพียงนางไม้ธรรมดา แต่พอมีาเราก็ได้ดูดซับเืของเหล่าปีศาจและได้รับคำสาปแช่งจากทหารมนุษย์ จนเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน เราก็สร้างกายเนื้อและออกมาจากป่าเดิมเราก็เลยมาที่อาณาจักรแห่งความมืดนี้ ถึงจะเข้ามาได้ แต่ก็ไม่มีใครยอมรับเรา อาจเพราะมาจากนอกด่านเลยไม่มีใครพาตรวจสอบทักษะที่ลูกแก้วพยากรณ์ แต่ตอนนี้ท่านบอกว่าเราเป็คนที่จำเป็ที่สุด...เรา...ดีใจ...จัง”
นางไม้คนนี้พูดด้วยเสียงเบาลงใน่ท้ายจนผมไม่ได้ยินคำสุดท้ายว่าเธอพูดว่าอะไร
“ต่อไปก็นายออร์คสินะ?”
“ใช่ข้าเป็ออร์ค ออร์คที่ตัวเล็กยังไงละ”
แม้จะตัวเล็กกลับมีโทนเสียงที่ใหญ่ดูหนักแน่น พูดด้วยท่าทางเหมือนอารมณ์ไม่ดีแต่ที่น่าสงสัยคือทำไมเขาถึงไม่ถูกยอมรับให้เข้าเผ่ากัน
“ถึงนายจะตัวเล็กกว่าออร์คทั่วไปแต่รูปร่างก็พอๆ กับผม ไม่เห็นจะมีปัญหาตรงไหน”
“ข้ามีปัญหาที่ข้าตัวเล็กข้าจึงถูกรังแก ข้าจึงถูกซ้อม และข้าจึงถูกเอาไปล่อมอนสเตอร์”
ถูกแกล้งมาสินะผมคิดว่าระดับการกลั่นแกล้งของมนุษย์กับปีศาจคงจะคนละระดับกันแน่ๆเพราะสภาพของเขาแย่อย่างเห็นได้ชัด
“ไมนด์เผ่าออร์คจะใช้วิธีสู้แบบไหนเหรอ?”
“เผ่าออร์คจะใช้รูปร่างใหญ่โตในการต่อสู้เพราะมีกล้ามเนื้อและมีิัที่หนาทนทานต่อการโจมตี ส่วนใหญ่ใช้กระบองใหญ่ในการต่อสู้เท่าที่ดูคงถูกตัดสินว่าตัวเล็กจนไม่สามารถใช้กระบองได้เ้าค่ะ”
“เพราะเขาตัวเล็กจึงถือกระบองไม่ได้รู้สึกว่าจะถูกรังแกจนเดินแทบไม่ได้เลยด้วยค่ะ”
ครั้งนี้ฝาแฝดอีกคนเป็คนอธิบายผมจึงไม่รอช้าใช้ [ประเมิน] ตรวจสอบเขาดู
[สถานะผิดปกติ:าเ็ระดับ 3]
[ผลพิเศษ:เคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก]
[สถานะผิดปกติ:ชาระดับ 1]
[ผลพิเศษ:เคลื่อนไหวช้าลง ลดความเร็วในการฟื้นตัว]
ถูกรังแกอย่างหนักทำให้ติดสถานะาเ็แถมยังมีสถานะชาเข้าไปอีกจนร่างกายไม่สามารถฟื้นตัวเองได้ ผมจึงยื่นยาแก้พิษชาและโพชั่นให้จากนั่นก็ตรวจสอบทักษะของเขาอีกหน่อย
“ท่านเอาอะไรมาให้ข้า?”
“ยารักษาไงยารักษา ถ้าดื่มเข้าไปหมดก็น่าจะเดินได้ปกติแล้วละ”
“ยาแค่นี้นะเหรอ?”
“ใช่แค่นี้ก็พอแล้ว พอดื่มหมดแล้วผมจะบอกอะไรดีๆ ให้”
ถึงจะสงสัยแต่ก็ดื่มจนหมด ถ้าให้ผมเดาเขาคงไม่อยากจะไว้ใจใครเท่าไรเพราะขนาดคนที่คิดว่าเป็เผ่าเดียวกัน ยังทำถึงขนาดนั้น
“เขาเป็อะไรหรือเ้าคะ?”
“เขาาเ็แล้วก็ติดสถานะชาร่างกายเลยไม่ฟื้นตัว ผมก็เลยเอายาแก้พิษชากับโพชั่นให้ไป ดื่มหมดก็คงหายแล้วละ”
“ข้าดื่มหมดแล้วนี่ท่านเป็นักปรุงยาหรือ? ข้าเห็นท่านให้ยากับฝาแฝดนั่นด้วย”
“ใช่ผมเป็นักปรุงยา เื่นั้นช่างเถอะ ผมมีอะไรจะบอกนาย”
หลังจากที่อาการาเ็ทุเลาลงเขาก็มีท่าทีเชื่อฟังมากขึ้น ถึงจะไม่ร้องไห้เหมือนกับฝาแฝดก็เถอะ
“นายไม่มีทักษะ [กระบอง]”
“เื่นั้นท่านจะตอกย้ำข้าหรือ?”
“ไม่ใช่ก็แค่จะบอกว่านายไม่มีทักษะ [กระบอง] ก็แค่นั้นแต่นายมีทักษะอื่น”
“ทักษะอื่น?”
“ใช่นายมีทักษะ [โล่] กับ [ขวาน] ถ้าฝึกใช้ดีๆ ผมกล้าพูดได้เลยว่าจะไม่มีออร์คคนไหนจะมาแกล้งนายได้อีกเลย”
“ข้าแข็งแกร่งขึ้นได้สินะ!?”
“ใช่นายแข็งแกร่งขึ้นได้”
ผมเริ่มสงสัยวิธีการคัดเลือกคนเข้าเผ่าของปีศาจแล้วสิเพราะออร์คคนนี้มีทักษะที่ยอดเยี่ยมอย่าง [โล่] กับ [ขวาน]แต่กลับถูกกีดกันเพราะใช้กระบองไม่ได้ ไหนจะนักเวทสี่ธาตุของฝาแฝดแวมไพร์อีกจะว่ายึดติด หรือไม่ยืดหยุนดีละ
“และสุดท้ายสเกเลตันแนะนำตัวเองหน่อยสิ”
“กระผมเป็สเกเลตันที่เนื้อตัวเป็สีขาวใช้ดาบกับโล่ไม่ได้ แถมร่างกายยังอ่อนแอ แค่ลมพัดก็ยืนไม่อยู่แล้วขอรับ”
“เอ๋ตัวเป็สีขาวแล้วมันต่างจากสเกเลตันคนอื่นตรงไหน?”
“เพราะพวกนั้นมีสีเทาไงละขอรับ”
“เอ่อ...อย่างงั้นเหรอ...”ถ้าให้พูดตรงๆ ผมแยกไม่ออกเลยสักนิด
“ไมนด์เผ่าอันเดดคัดเลือกคนเข้าเผ่าแบบไหนเหรอ?”
“เผ่าอันเดดไม่มีวิธีสู้ตายตัวเ้าค่ะเผ่าอันเดดจะแยกเป็สองแบบใหญ่ๆ คือพวกซอมบี้ที่มีเนื้อหนังกับพวกสเกเลตันที่มีโครงกระดูดสีเทาเผ่าอันเดดปกติจะใช้ดาบกับโล่ แต่ก็มีข้อยกเว้นว่าหากมีทักษะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งในแบบอื่นๆ แล้วก็สามารถยอมรับได้ แต่เดิมอันเดดที่มีพละกำลังมากก็เพราะมีเนื้อหนังอยู่แต่สเกเลตันที่อยู่กับท่านนี้ไม่เหลือชิ้นเนื้อเลยด้วยซ้ำ กลับมีแต่กระดูกสีขาวจึงอ่อนแอกว่าคนอื่นเ้าค่ะ”
“จะว่าไปแวมไพร์ก็เป็อันเดดนี่น่าทำไมถึงได้แยกออกมาเป็เผ่าแวมไพร์ละ?”
“เพราะว่าแวมไพร์ไม่เน่าเปื่อยเ้าค่ะนอกจากร่างที่ไร้ชีวิตแล้ว ทุกอย่างก็เหมือนมนุษย์ และยังมีพละกำลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าอันเดดทั่วไปจึงได้แยกออกมาเป็อีกหนึ่งเผ่า และอีกเหตุผลหนึ่งเพราะแวมไพร์มีระบบขุนนางในเผ่าจึงทำให้รวมเข้ากับอันเดดคนอื่นๆ ไม่ได้เ้าค่ะ”
“ถ้างั้นผมจะลองตรวจดูว่าสเกเลตันคนนี้ทำอะไรได้บ้าง”
ผมเริ่มใช้[ประเมิน] อีกครั้ง จนคิดว่าวันนี้ใช้บ่อยจังเลยนะ แต่ก็ช่างเถอะคนสุดท้ายแล้วนี่นา และสิ่งที่ได้เห็นก็คือทักษะ [มีด] ถ้าใช้ดีๆ คงจะเป็นักฆ่าได้ไม่ยากเลย
“นายใช้มีดได้นะไม่ต้องมีโล่ ไม่ต้องใช้ดาบ แค่มีดก็พอ”
“จริงหรือขอรับ? แล้วกระผมจะเก่งขึ้นได้ไหมขอรับ?”
“ได้สิถ้านายฝึกด้วยความอดทน สักวันหนึ่งจะต้องเป็นักฆ่าชื่อดังได้แน่”
“นักฆ่าหรือขอรับ?”
“ใช่ๆคนที่ใช้วิธีลอบสังหารไง”
“เท่ไปเลยขอรับ!!!”
ผมยิ้มให้กับโครงกระดูกที่ะโโลดเต้นไปด้วยความดีใจผมจึงได้ตัดสินใจว่า...
“เอาเป็ว่าผมขออนุญาตทำพิธีสร้างตราประทับิญญาให้กับทุกคน...จะดีไหม?”
คำพูดสั้นๆที่ทำให้ทั้งห้าคนมองมาด้วยความใ
““ท่านจะทำพิธีสร้างตราประทับิญญาให้พวกเราหรือคะ?””
“ถ้าทำพิธีแล้วทุกคนก็จะมีชื่อใช่ไหมละ ผมก็จะได้สะดวกเวลาเรียกกันด้วย แต่ผมก็ไม่เก่งตั้งชื่อหรอกเอาเป็ว่าจะพยายามแล้วกัน”
“เริ่มจากฝาแฝดคู่นี้”
เพราะผมได้อ่านวิธีทำพิธีในหอสมุดมาบ้างแล้วและวิธีทำก็แสนง่าย ผมจึงเริ่มทำพิธีโดยไม่ได้ฟังคำทันทานของใครเลยโดยการถ่ายเทพลังเวทของตัวเองไปยังร่างกายของคนๆ นั้นจับความรู้สึกที่คล้ายกับรูเล็กๆ กลางหัวใจ และถ่ายพลังเวทลงไป ณ จุดๆนั้นเหมือนกับการไขกุญแจ และเมื่อพลังเวทถูกเติมเต็มจนกระทั่งล้นรูเล็กๆ นั่นรูเล็กๆ ก็จะถูกทำลายและก่อนที่รูเล็กๆ นั่นจะฟื้นคืนกลับมาให้ก็จะสร้างตราประทับลงไปพร้อมทั้งสลักคำๆ นึงลงไปพร้อมๆ กัน และนั่นก็คือ...
“ผมจะขอตั้งชื่อว่าเรย์...”
“เดี๋ยวก่อนเ้าคะท่านซาชิ!!!!”
เสียงของไมนด์ที่ส่งมาจากด้านหลังจนผมหยุดที่จะเอ่ยชื่อของฝาแฝดอีกคนหนึ่ง ใน่เวลานั้น ผมก็ล้มลงก่อนที่จะรู้ตัวว่าเป็อะไร
[-]
“เริ่มจากฝาแฝดคู่นี้ผมจะขอตั้งชื่อว่าเรย์...”
“เดี๋ยวก่อนเ้าคะท่านซาชิ!!!!”
ในสายตาของดิฉันเป็ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงกับผู้เป็นายทั้งๆ ที่ดิฉันอยู่ใกล้เพียงนี้ หลังจากที่ท่านซาชิเอ่ยนามที่จะมอบให้กับฝาแฝดแวมไพร์ท่านก็ล้มลงไปดั่งเช่นิญญาออกจากร่าง ดิฉันเข้าไปประคองท่านในทันทีแต่สายตาของท่านซาชิกลับดูว่างเปล่า ดิฉันะโเรียก “ท่านซาชิๆๆ”แต่กลับไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา และใน่เวลานั้นเอง มือของท่านซาชิก็ถูกยกขึ้นมาแสงสีดำที่ออกจากแหวนเปล่งกระกายเพียงคู่หนึ่งพอที่จะทำให้ดิฉันใ มีขวดมานาโพชั่นหล่นลงพื้นหลายขวดในทันทีที่แสงสีดำนั้นหายไปแม้จะไม่เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่ดิฉันก็ทำได้เพียงเท่านี้จับขวดมานาโพชั่นขึ้นมา...
“ท่านซาชิดื่มเร็วเ้าค่ะ!!!”
สายตาของเหล่าปีศาจที่รุมล้อมทั้งฝาแฝดทั้งสองที่ไม่เข้าใจเหตุการณ์ที่เกินขึ้นดูกระวนกระวายสาวนางไม้ก็ดูใแม้จะทำหน้าเ็าอีกทั้งออร์คและสเกเลตันที่ยังพยายามทำความเข้าใจพร้อมกับมองไปทางอื่นเพื่อที่จะหาคนช่วยเหลือแต่ทุกคนก็หยุดลงมองสิ่งที่ดิฉันกำลังทำ
ขวดแรกผ่านไปทำให้รู้สึกเหมือนไออุ่นที่มีของท่านซาชิกลับคืนมาจึงได้ยกขวดที่สองขึ้นป้อนท่านอีกครั้ง แม้น้ำตาจะซึมออกมาจากดวงตาก็ยังหวังให้นายท่านหายดี และมืออุ่นๆ ของท่านซาชิก็จับมือของดิฉันไว้
“ขอโทษที...ทำให้เป็ห่วง...สินะ?”
“ท่านซาชิ-----”
“ผมไม่เป็ไรแค่อีกนิดเดียวก็จะตายซะแล้ว เพิ่งจะรู้ว่าการตั้งชื่อต้องเสียมานาเยอะขนาดนี้”
“ใช่สิเ้าคะ!! ถ้าหากทำได้ง่ายขนาดนั้นดิฉันคงจะตั้งชื่อให้พวกเขาไปแล้วล่ะเ้าค่ะ!!”
“แหมๆโทษทีๆ ไมนด์เวลาโมโหนี่น่ากลัวจัง”
“โถ๋ท่านซาชิ จะทำอะไรก็คิดดีๆ ก่อนสิเ้าคะ!!”
“เอ๋...”
“เพราะผู้ทำพิธีจะต้องส่งมานาเข้าไปในตัวของผู้ที่ถูกทำพิธีเพื่อปลดขีดจำกัดทางร่างกายจึงต้องใช้มานาปริมาณมาก ทำให้คนทั่วไปทำไม่ได้จึงไม่มีคนที่สามารถตั้งชื่อให้คนอื่นได้ทั่วไปไงเ้าคะ!!”
“อ๋อ...ขอบใจนะไมนด์ที่อธิบายให้ฟัง”
ท่านซาชิก็มองมาด้วยรอยยิ้มที่ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย...โถ่
และไม่นานดิฉันถึงได้เข้าใจว่ารอยยิ้มที่ไม่รู้สึกผิดนั้นคืออะไร หลังจากนั้น ท่านซาชิได้เรียกมานาโพชั่นออกมาหลายขวดและเรียงไว้ตรงหน้า
““ท่านซาชิไม่เป็ไรนะคะ?””
“ผมไม่เป็ไรหรอกผมจะเตรียมมานาโพชั่นไว้แล้ว ครั้งนี้ไม่พลาดแน่”
“ท่านซาชิ!! ท่านยังจะทำอีกหรือเ้าคะ!?”
“ไม่เป็ไรหรอกไมนด์มีไมนด์อยู่ทั้งคนนี่น่า”
“ท่านซาชิ...”
“เราเห็นท่านทรมานแบบนี้เราใจคอไม่ดีเลย”
“ข้าว่าท่านฝืนตัวเองกับคนที่ท่านไม่รู้จักมากไปหน่อยหรือเปล่า?”ออร์คตนนั้นเอ่ยขึ้น
“ใช่ๆแค่ท่านบอกเื่ทักษะให้กระผมรู้ก็มากเกินพอแล้วนะขอรับ”สเกเลตันก็พูดขึ้นพลางเห็นด้วยกับออร์ค
“ท่านซาชิเ้าคะ”
“ไมนด์ทุกคน ไม่ต้องเป็ห่วงนะ ยังไงผมก็อยากจะทำพิธีให้กับทุกคนเพราะถ้าไม่มีชื่อให้คนอื่นได้จดจำ มันน่าเศร้านี่น่า”
ในเมื่อผู้เป็นายได้ตัดสินใจดิฉันไม่สามารถทำสิ่งใดได้อีก อย่างน้อยดิฉันจะขอเป็ผู้ประคับประคองท่านจนกว่าความตั้งใจของท่านจะสำเร็จเถอะค่ะ ดิฉันตั้งใจเช่นนั้น หลังจากนั้นท่านซาชิจึงได้เอ่ยขึ้น...
“ผมขอตั้งชื่อให้ฝาแฝดคู่นี้ว่า‘เรย์’ และ ‘ลูน่า’ ผู้ที่จะอยู่เคียงข้างกันและกันดังเช่นพระอาทิตย์และพระจันทร์”
หลังจากนั้นท่าซาชิก็ดูเหมือนจะล้มลงอีกครั้ง ดิฉันได้เพียงแต่นั่งข้างๆท่านเพื่อพยุงไว้ไม่ให้ล้มลงและช่วยประคองมือเพื่อดื่มมานาโพชั่น
“ผม...ขอตั้งชื่อให้กับนางไม้คนนี้ว่า‘อิโนริ’ แด่คำอธิษฐานของผู้อยู่เื้ั”
“ท่านซาชิเ้าคะ”
เพราะว่ายังไม่ฟื้นตัวท่านซาชิก็เอ่ยนามต่อไป ร่างกายเย็นเฉียบ มือสั่นสะท้าน เสียงหัวใจของดิฉันที่หากเป็เวลาปกติแทบจะไม่ได้ยินเสียงกลับดังเช่นเสียงกลอง
“ผมขอตั้งชื่อให้ออร์คตัวเล็กคนนี้ว่า‘กาเคะ’ ผู้ที่จะเป็ดั่งผาสูงที่กีดขวางศัตรู”
น้ำตาไหลเอ่อขึ้นมาจากดวงตาทั้งสองข้างทำให้มองเห็นไม่ถนัดเมื่อมองขึ้นไปก็พบกับฝาแฝดทั้งสองที่กอดคอร้องไห้นางไม้ที่ยืนกำมือแน่เพื่ออดทนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าข้างๆออร์คตัวเล็กที่ยืนกัดฟันและมองกลับมาอย่างอดทน
“และสุดท้ายผมขอตั้งชื่อให้กับสเกเลตันสีขาวคนนี้ว่า ‘ไวท์’ผู้ที่มีสักวันหนึ่ง ชื่อของเขาจะเป็ที่หวาดกลัวในหมู่ของศัตรู”
[-]
ท่านซาชิ ทำไมกันคะ?ทำไมถึงทำเพื่อพวกเราที่เป็แค่ปีศาจถูกทิ้งขนาดนี้?
ท่านจะเ็ปซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปเพื่อปีศาจอย่างพวกเราจริงๆหรือคะ?
ท่านไม่ห่วงตัวเองบ้างหรือ? ขนาดเราเองยังห่วงชีวิตของตัวเองแล้วท่านทำไมถึงได้?
ท่านเป็แค่คนที่เพิ่งจะพบข้าเท่านั้นท่านไม่มีความจำเป็ต้องเ็ปเพื่อพวกข้าขนาดนี้
กระผมเป็แค่โครงกระดูกอ่อนแอขอรับแค่สิ่งที่ท่านบอกกระผมว่ากระผมสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ก็มากเกินพอแล้วขอรับทำไมท่านถึงต้องมาเ็ปกับพวกกระผมที่เป็ได้แค่ทหารหางแถวที่ใช้ล่อกับดักด้วยล่ะขอรับ?
ท่านซาชิคะ/ขอรับ!!!
[-]
ผมทำพิธีพร้อมกับดื่มมานาโพชั่นไปด้วยความรู้สึกปวดหัวและหมดแรงได้ทุเลาลงบ้างแล้ว แต่จำนวนโพชั่นที่ผมดื่มเข้าก็หลายขวดอยู่ด้วยปริมาณขนาดนั้นน่าจะมีอาการแน่นท้องอยู่บ้างแต่ผมกลับรู้สึกว่าสามารถดื่มได้เรื่อยๆ พอผมเริ่มฟื้นตัว ผมก็พยุงตัวเองขึ้นมานั่งตัวตรงโดยมีไมนด์ช่วยพยุงผมอยู่ข้างๆทั้งๆ ที่ร้องไห้อยู่ ผมหันไปหาทั้งห้าเพื่อจะสำรวจดูว่าพวกเขาถูกใจกับชื่อที่ผมตั้งให้หรือไม่แต่สิ่งที่เห็นคือทุกคนนั่งคุกเข่าต่อหน้าผมจนทำให้ผมต้องลุกขึ้นด้วยความใ
“เฮ้!? พวกนาย!! ทำอะไรกัน!? ลุกขึ้นเถอะ!”
“ไม่ได้หรอกค่ะ/ขอรับ”
“ปล่อยให้พวกเขาทำเถอะเ้าค่ะท่านซาชิ ถ้าเป็ดิฉัน ดิฉันก็จะขอทำแบบเดียวกัน”
“““““พวกเราทั้งห้าจะมอบกายถวายชีวิตให้ท่านซาชิจนกว่าชีวิตจะหาไม่พระคุณนี้พวกเราจะไม่มีวันลืม”””””
“เออ...คือว่า...!”
“ท่านซาชิเ้าคะถึงตาท่านแล้วนะเ้าคะ”
ถึงไมนด์จะบอกให้ผมตอบแต่ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าจะตอบว่าอะไร ไมนด์มองพวกเข้าด้วยตาที่แปดเปื้อนไปด้วยน้ำตาผมเองยังไม่เข้าใจว่าน้ำตานั้นออกมาด้วยความรู้สึกแบบไหน อาจเป็เพราะยินดีกับการเตรียมใจของทั้งห้าคนหรือเพราะพวกเขาได้ถูกปลดปล่อยจากพัฒนาการที่เรียกว่า “ไร้ค่า” อยู่ก็เป็ได้ ผมคงต้องคิดหาคำพูดดีๆสักคำแล้วสิ
“ถ้าอย่างนั้นจากนี้ก็ขอฝากด้วยนะ ทุกคน”