เช้าวันต่อมากว่าเทียนเฟิงจะตื่นขึ้นก็เป็เวลาเที่ยงกว่าแล้วด้วยความเหน็ดเหนื่อยที่เขาเผชิญทำให้เขานอนหลับยาวได้ขนาดนี้
“ไม่น่าเชื่อว่าว่าข้าจะหลับยาวขนาดนี้”เทียนเฟิงบ่นกับตัวเอง
เทียนเฟิงล้างหน้าล้างตาแล้วเดินออกจากห้องเพื่อไปกินอาหารที่โรงเตี้ยมชั้นหนึ่งเขาสั่งอาหารมาสองสามอย่างในระหว่างที่นั่งกินอยู่หูของเขาได้ยินเสียงของคนจากโต๊ะข้างๆพูดคุยกัน
“นี่เ้าได้ยินรึปล่าว ได้ข่าวว่าสำนักกระบี่นภาจะเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่ในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า”เสียงของคนแรกพูดขึ้น
“เป็เื่จริงอย่างนั้นหรือสำนักกระบี่นภาที่เป็หนึ่งในห้าสำนักใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกของทวีปั์”เสียงของคนที่สองดังขึ้นมา
“ใช่แล้ว สำนักกระบี่นภาที่โด่งดังสำนักนั้นแหละ”
“สุดยอดได้ยินว่าสำนักกระบี่นภาจะเปิดรับศิษย์ทุกๆห้าปีแถมทุกครั้งที่เปิดรับก็รับจำนวนไม่เยอะด้วยอีกทั้งต้องเหยียบเข้าขั้นเบิกชีพจรก่อนอายุสิบห้าปีนั้นเป็เงื่อนไขที่โหดหินมากๆเลยนะ”
เมื่อเทียนเฟิงได้ยินดังนั้นเขาจึงเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา “หรือว่าข้าควรจะลองไปสมัครดูดีอีกอย่างข้าก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่แล้วด้วย ไปที่นั้นข้าก็จะสามารถฝึกยุทธ์ต่อไปได้ที่นั้นจะต้องมีทรัพยากรรวมถึงวิชายุทธ์ที่เพรียบพร้อมแน่นอน”เทียนเฟิงคิดไตร่ตรองในใจ
เมื่อตัดสินใจได้ดังนี้เขาจึงตัดสินใจที่จะไปสมัครทดสอบเข้าเป็ศิษย์สำนักกระบี่นภาเมื่อกินข้าวเสร็จเขาจึงเดินออกไปหาข่าวเพิ่มเติมในเมือง
หลังจากเดินวนไปวนมาในเมืองเขาได้รู้ข่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานที่เปิดรับสมัครศิษย์ของสำนักกระบี่นภาซึ่งจัดขึ้นทีู่เาเจี้ยนซาน ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณของสำนักกระบี่นภาเมื่อรู้ดังนี้เขาจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อที่จะไปสมัครเข้าทดสอบสำนักกระบี่นภา
จากที่ข้อมูลที่เขาหามาได้สำนักกระบี่นภาตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจักรวรรดิเทียนซิงซึ่งมีรถม้าที่จะผ่านไปทางนั้นดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะโดยสารรถม้าไปเพราะมันย่อมถึงเร็วกว่าเดินเท้าไปแน่นอน
หลังจากอยู่บนรถม้ามาสี่ถึงห้าวันในที่สุดเขาก็มาถึงเมืองเจี้ยนซานซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกลู้เาเจี้ยนซานที่สำนักกระบี่นภาตั้งอยู่จึงได้ชื่อตามูเาเจี้ยนซานซึ่งหลังจากนี้อีกสองวันจะเป็วันที่สำนักกระบี่นภาเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่
ภายในเมืองเจี้ยนซานเต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตามีทั้งคนที่แต่งกายหรูหราและคนที่แต่งกายซ่อมซ่อไม่ต้องคิดก็รู้ว่าคนพวกนี้มารวมตัวกันอยู่ที่นี่เพราะการเปิดรับสมัครศิษย์ของสำนักกระบี่นภา
เทียนเฟิงตัดสินใจที่จะหาโรงเตี้ยมสักแห่งเข้าพักเพื่อที่จะรอจนถึงวันที่สำนักกระบี่นภาเปิดรับสมัครศิษย์แต่เนื่องจากมีผู้คนหลั่งไหลกันเข้าเพราะการเปิดรับสมัครศิษย์ของสำนักกระบี่นภาจึงทำให้โรงเตี้ยมหลายแห่งถูกเข้าพักจนเต็ม
เทียนเฟิงเดินหาโรงเตี้ยมภายในเมืองจนกระทั่งมาถึงบริเวณที่ดูเปลี่ยวร้างแห่งหนึ่งพื้นที่แถวนี้ทรุดโทรมและเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่ผุผังแต่ในพื้นที่ผุผังแห่งนี้กลับมีโรงเตี้ยมตั้งอยู่แห่งหนึ่งเขาจึงตัดสินใจเข้าไปถามดูเพื่อที่จะได้รู้ว่ามีห้องว่างหรือไม่
“ยินดีต้อนรับขอรับ”เสี่ยวเอ๋อหน้าตาผอมแห้งคนหนึ่งเข้ามาต้อนรับ
“ที่นี่มีห้องว่างหรือไม่” เทียนเฟิงถาม
“มีๆ มีแน่นอนขอรับ”
“คืนล่ะเท่าไร”
“ห้องอย่างเดียวคืนล่ะสิบห้าเหรียญทองแดงขอรับแต่ถ้าหากรับอาหารด้วยจะต้องเพิ่มอีกห้าเหรียญทองแดงขอรับรวมทั้งหมดยี่สิบเหรียญทองแดงขอรับ” เสี่ยวเอ๋อหน้าตาผอมแห้งพูดออกมารวดเดียว
“งั้นรับอาหารด้วย พักสองคืน” พูดจบเทียนเฟิงก็ยื่นถุงเงินให้เสี่ยวเอ๋อ
“นี่กุญแจขอรับชั้นสองห้องแรกขึ้นบันไดไปก็เจอแล้วขอรับ” เสี่ยวเอ๋อยื่นกุญแจให้เทียนเฟิง
เทียนเฟิงเดินขึ้นบันไดและเปิดประตูเข้าไปในห้องเขาเหนื่อยจากการที่ต้องอุดอู้อยู่ภายในรถม้าที่ต้องแออัดอยู่กับคนอื่นๆมาหลายวันทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าเมื่อเห็นเตียงเขาจึงตัดสินใจนอนลงและหลับไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็เวลากลางดึกแล้วทุกสิ่งรอบตัวเงียบสงัดเนื่องจากเขาหลับไปเยอะส่งผลให้เขาไม่รู้สึกง่วงอีกต่อไปเขาจึงตัดสินใจที่จะเบิกจุดชีพจรกลางต่อเพื่อที่จะเลื่อนขั้นเข้าสู่ขั้นเบิกชีพจรขั้นที่สอง
เทียนเฟิงโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาเบิกชีพจร์เขาค่อยๆโคจรลมปราณตามวิถีโคจรลมปราณของเคล็ดวิชาเบิกชีพจร์หลังจากการโคจรลมปราณมาหลายชั่วโมงในที่สุดเขาก็เริ่มที่จะััได้ถึงการมีอยู่ของจุดชีพจรกลางเขาค่อยๆส่งกระแสลมปราณเข้าไปกระตุ้นจุดชีพจรกลาง
เขาพยายามส่งกระแสลมปราณเข้าไปล้อมรอบจุดชีพจรกลางผ่านไปอีกหนึ่งชั่วยามในที่สุดจุดชีพจรกลางก็เริ่มที่จะตอบสนองตัวมันค่อยๆดูดซับกระแสลมปราณที่เทียนเฟิงส่งไปโอบล้อมรอบตัวมันเข้าไปเรื่อยๆ
เมื่อเทียนเฟิงััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงเขาจึงค่อยๆโคจรลมปราณเข้าเสริมเติมส่วนที่จุดชีพจรกลางดูดซับไปเรื่อยๆ
หลังจากผ่านไปอีกสองชั่วยาม จุดชีพจรกลางก็ดูดซับกระแสลมปราณไปได้ครึ่งหนึ่งแล้วแม้จะรู้สึกเหนื่อยล้าแต่ภายในใจของเทียนเฟิงก็รู้สึกดีที่ตัวเองกำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ผ่านไปอีกสองชั่วยามเทียนเฟิงััได้ว่าเขากำลังเข้าใกล้ขั้นตอนสุดท้ายจุดชีพจรกลางใกล้จะถูกเติมเต็มมากขึ้นเรื่อยๆเขาจึงต้องระมัดระวังทุกขั้นตอนเพื่อที่จะไม่ให้เกิดสิ่งที่ผิดพลาดขึ้น
จุดชีพจรกลางค่อยๆดูดซับลมปราณรอบๆตัวมันเข้าไปเร็วขึ้นทำให้เทียนเฟิงต้องโคจรลมปราณเข้าไปเร็วขึ้นและมากขึ้นเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลมปราณขาด่เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นมาจะเกิดการที่กระแสลมปราณถูกตีกลับจนทำให้เกิดการาเ็ภายในได้ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะทำให้ไม่สามารถเบิกจุดชีพจรได้อีกต่อไปซึ่งจะทำให้พลังยุทธ์ไม่อาจก้าวหน้าได้อีก
จนกระทั่งผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามจุดชีพจรกลางก็หยุดดูดซับลมปราณที่ล้อมรอบตัวมัน ตัวของมันรอบหมุนเริ่มตัวเองช้าๆนี่เป็สัญญาณที่บอกว่าการเบิกจุดชีพจรกลางสำเร็จแล้ว
เมื่อการเบิกจุดชีพจรกลางสำเร็จเทียนเฟิงััได้ว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเป็อย่างมาก
“สำเร็จในที่สุดข้าก็เข้าสู่ขั้นเบิกชีพจรขั้นสอง” เทียนเฟิงพูดขึ้นด้วยความดีใจ
เมื่อเขาเบิกจุดชีพจรกลางสำเร็จเวลาก็ได้ล่วงเลยจนมาถึงเที่ยงวันแล้วทำให้เขารู้สึกหิวเล็กน้อยเขาจึงตัดสินใจออกจากห้องเพื่อลงไปหาอะไรกิน
“เอาข้าวพร้อมกับข้าวมาหนึ่งที่”เทียนเฟิงบอกเสี่ยวเอ้อที่เข้ามาต้อนรับ
“ได้ขอรับ”
เมื่อเขานั่งกินอาหารเสร็จจึงตัดสินใจออกไปเดินเล่นในเมืองเพื่อหาข่าวสารเกี่ยวกับการรับสมัครศิษย์ของสำนักกระบี่นภา
ภายในตัวเมืองเจี้ยนซานเต็มไปด้วยร้านรวงที่เกี่ยวข้องกับการฝึกยุทธ์มีทั้งร้านขายโอสถ ร้านขายอาวุธ อีกทั้งยังมีโรงประมูลอีกด้วยซึ่งจะจัดประมูลสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการฝึกยุทธ์โดยเฉพาะซึ่งบางครั้งก็จะมีของหายากมาร่วมประมูลด้วย
หลังจากเดินวนเวียนไปทั่วเมืองมาสองสามรอบเทียนเฟิงตัดสินใจที่จะกลับโรงเตี๊ยมเพื่อพักผ่อนเขาตัดสินใจที่จะพักผ่อนอยู่ในห้องเพื่อเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการทดสอบเข้าสำนักกระบี่นภาที่จะมีขึ้นในวันมะรืน
ในที่สุดก็ถึงวันที่สำนักกระบี่นภาเปิดรับสมัครศิษย์เทียนเฟิงตื่นขึ้นมาั้แ่เช้าเมื่อเขาออกมาจากโรงเตี๊ยมก็พบเจอกับฝูงคลื่นมวลชนที่หลั่งไหลกันออกจากเมืองเพื่อมุ่งหน้าไปยังูเาเจี้ยนซานที่สำนักกระบี่นภาตั้งอยู่เพราะการทดสอบจะจัดขึ้นที่นั้น
เทียนเฟิงเดินไปตามคลื่นกระแสมวลชนไปเรื่อยๆในกลุ่มคนที่มุ่งหน้าไปยังที่เดียวกันนี้เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายมีทั้งกลุ่มคนรวยที่นั่งรถม้าหรูหราหรือคนกลุ่มธรรมดาที่เดินตามๆกันไปอีกทั้งยังมีคนที่มาส่งลูกหลานของตัวเองหรือข้ารับใช้ที่คุ้มกันนายน้อยของตระกูลตนเองมาเข้าร่วมการทดสอบด้วย
หลังจากเดินตามกลุ่มฝูงชนมาเป็เวลาครึ่งชั่วยามในที่สุดก็มาถึงประตูหน้าสำนักของสำนักกระบี่นภาที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาบริเวณตีนเขานั้นเต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่กำลังยืนรอให้การทดสอบเริ่มขึ้น
จนกระทั่งถึงยามซื่อก็มีกลุ่มคนกลุ่มใหญ่เดินลงมาจากยอดเขาเจี้ยนซานโดยผู้ที่นำมานั้นเป็ผู้เฒ่าที่มีผมสีขาวและหนวดเครายาวสีขาวโพลนหน้าตาและและบรรยากาศที่ผู้เฒ่าคนนี้แผ่ออกมาให้ความรู้สึกที่ดูธรรมดาเป็อย่างมากส่วนบรรดาคนที่ตามมาด้านหลังนั้นล้วนแล้วแต่อายุยังน้อยส่วนใหญ่อายุราวยี่สิบกว่าๆทั้งนั้นแต่ล่ะคนต่างก็แผ่พลังสภาวะอันแข็งแกร่งออกมา
“ข้าคือผู้าุโสามของสำนักกระบี่นภามีหน้าที่รับผิดชอบการรับสมัครศิษย์ในครั้งนี้นี่ก็ได้เวลาแล้วข้าขอประกาศว่าการทดสอบจะเริ่มขึ้น ณ บัดนี้”ผู้เฒ่าที่ดูธรรมดาคนนั้นประกาศขึ้นมาระดับเสียงของเขาที่พูดออกมาเป็ระดับความดังปกติ แต่คนนับพันนับหมื่นที่อยู่ตรงนั้นกลับได้ยินกันอย่างชัดเจน
เมื่อผู้าุโสามประกาศเริ่มการทดสอบบรรดาผู้ที่ติดตามมาด้านหลังราวยี่สิบคนก็ได้พากันเดินออกมาเรียงแถวหน้ากระดานโดยที่ในมือของแต่ล่ะคนได้ถือลูกแก้วลูกหนึ่งไว้
“สิ่งนี้คือลูกแก้วตรวจสอบปราณมันจะตรวจสอบอายุและระดับลมปราณของผู้ที่เข้ารับการทดสอบโดยเงื่อนไขที่สำนักของเราตั้งไว้ก็คือต้องถึงระดับเบิกชีพจรก่อนอายุสิบห้าปีเพราะฉะนั้นใครที่รู้ว่าตัวเองคุณสมบัติไม่ถึงก็กลับไปซะไม่ต้องเสียเวลามาทดสอบ” ผู้าุโสามพูดออกมาน้ำเสียงของเขายังคงราบเรียบเช่นเดิมแต่ทุกคนก็ยังได้ยินเสียงของเขาชัดเจน
เมื่อผู้าุโสามพูดจบก็มีคนจำนวนหนึ่งพากันเดินคอตกออกไปส่วนใหญ่แล้วล้วนเป็คนยากจนที่อยากลองมาหาโอกาสดูด้วยความที่ยากจนถึงแม้จะฝึกถึงขั้นเบิกชีพจรแล้วแต่อายุก็เกินกำหนดแล้วเช่นกัน
“เอาล่ะ คนที่เหลือที่คิดว่าตัวเองมีคุณสมบัติพวกเ้าต่อแถวแล้วเข้าไปััลูกแก้วตรวจสอบปราณที่ศิษย์พี่ถืออยู่ทีล่ะคนซะ”ผู้าุโสามกล่าว
เมื่อได้ยินดังนั้นผู้คนก็พากันต่อแถวเพื่อเข้าไปััลูกแก้วตรวจสอบปราณเทียนเฟิงเองก็เดินเข้าไปต่อแถวเช่นกัน
“อายุสิบสี่ ระดับเบิกชีพจรขั้นสาม ผ่าน”
“อายุสิบห้า ระดับเบิกชีพจรขั้นสี่ ผ่าน”
เหล่าศิษย์ที่รับผิดชอบลูกแก้วตรวจสอบปราณพากันขานผลลัพธ์ที่ออกมา
“อายุสิบสอง ระดับเบิกชีพจรขั้นหก”
ฮือฮา
“สุดยอดอายุแค่สิบสองก็ถึงขั้นเบิกชีพจรขั้นหกแล้ว”
เสียงฮือฮาดังขึ้น
เทียนเฟิงหันไปมองทางด้านนั้นเขาเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาหยิ่งยโสแต่งตัวด้วยชุดอันหรูหรายืนอยู่สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง
*หนึ่งชั่วยามเท่ากับสองชั่วโมง