เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันตอบ หมอวัยกลางคนที่อยู่ข้าง ๆ ก็เอ่ยออกมาเสียก่อน “ตัดแต่งแผลย่อมเจ็บกว่าอยู่แล้ว แล้วกว่าจะเสร็จก็คงใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยาม”
ขั้นตอนการทำแผลมีหลายขั้นตอน ทั้งตัดเนื้อเน่า ล้างแผลฆ่าเชื้อ แล้วไหนจะใส่ยาอีก ดังนั้นการเย็บแผลเพียงอย่างเดียวจึงใช้เวลาน้อยกว่า
พูดง่าย ๆ ก็คือ เจ็บแต่จบดีกว่าทนเจ็บซ้ำ ๆ
จางหย่งกลัวมาก หลังจากตัดสินใจได้แล้วเขาจึงกลั้นใจหลับตาลง “เช่นนั้น…พี่สะใภ้สาม ทะ ทะ ท่าน ลงมือเถอะ!”
อย่างไรเสียเขาก็เป็บุรุษ ไม่อาจแสดงท่าทางขลาดกลัวต่อหน้าครอบครัวได้ หาไม่เขาจะเป็แบบอย่างให้บุตรชายได้อย่างไร
สลบไปเสียดีกว่า!
เพียงแต่…
เพียงแต่เขาไม่แน่ใจว่า เมื่อถูกตีแล้วตนจะสลบไปในทันทีเลยหรือไม่…
เวลาไม่คอยท่า ทันทีที่สิ้นวาจาสุดแสนจะเด็ดเดี่ยวของคนไข้ เหอจิ่วเหนียงก็มอบหัตถ์นิทราให้ทันที
*ปึก*
ร่างของจางหย่งโอนเอน
โชคดีที่หมอหนุ่มอยู่ใกล้ จึงประคองเขาไว้ได้ทัน ไม่อย่างนั้นศีรษะจางหย่งคงกระแทกจนเจ็บตัวซ้ำเจ็บตัวซ้อนเป็แน่
คราวนี้คนที่ถูกทุบตีไม่ใช่สามีของตน ลู่กุ้ยหลานจึงทนดูได้ เพียงแต่นางเห็นไม่ชัดว่าเหอจิ่วเหนียงลงมือเช่นไรคนถึงสลบไปแบบนั้น คนสงสัยจึงอดถามไม่ได้ “พี่สะใภ้สาม ท่านทำได้อย่างไรกัน ฝีมือเก่งกาจยิ่งนัก!”
นางเสิ่นเองก็พยักหน้าเห็นด้วย แม้ครั้งนี้คนที่โดนจะเป็สามี แต่เมื่อครู่ก็เห็นแล้วว่าพี่ใหญ่ปลอดภัยดี สามีนางอาการไม่สาหัสเหมือนพี่ใหญ่ต้องปลอดภัยอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงอุ้มลูกพร้อมกับตั้งใจรอดูเื่ตื่นเต้นอย่างใจจดใจจ่อ
----------
อีกด้านหนึ่ง
สองสามีภรรยาเฒ่าแซ่ลู่เห็นหลานชายที่เฝ้าตามหามาตลอดหลายวันยืนอยู่ตรงหน้าก็เต็มตื้นจนพูดไม่ออก นางซุนคว้าหู่จือมากอดแน่นพร้อมไถ่ถามอย่างร้อนใจ “แล้วพ่อแม่เ้าล่ะ เหตุใดเ้าถึงมาคนเดียว แล้วเ้าเห็นพวกลุง ๆ ของเ้าหรือไม่?”
หู่จือฉลาดหลักแหลม เมื่อเจอคำถามมากมายของผู้เป็ยายก็ประมวลผลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบทีละข้อ “ท่านพ่อกับน้องป่วย ท่านป้าสะใภ้สามและท่านแม่พาพวกเขาไปส่งโรงหมอแล้วขอรับ ป้าสะใภ้สามให้ข้ามาส่งข่าวท่านตาท่านยาย พวกเราปลอดภัยดี ส่วนพวกท่านลุงหลานไม่เห็นขอรับ”
นางซุนได้ยินดังนั้นจึงกระจ่างแล้วว่าคนที่พบครอบครัวของบุตรสาวคนเล็กคือเหอจิ่วเหนียง นางจึงวางใจลง กอดหลานชายพลางร่ำไห้สะอึกสะอื้น “หลานยาย หิวมากเลยใช่หรือไม่ ดูสิ ผอมหมดแล้ว นี่พวกเ้าต้องพบเจอเื่ทุกข์ยากมามากเท่าไรกัน! แล้วปู่กับย่าเ้าล่ะ ปลอดภัยดีหรือไม่?”
เสี่ยวหู่จือเม้มปาก ไม่อาจกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมาได้ “ท่านปู่ท่านย่าจากไปแล้วขอรับ ฮือ ๆ ๆ…”
ผู้เฒ่าลู่ได้รับฟังเื่ราวของบุตรสาวแล้วปวดใจยิ่งนัก มองสองยายหลานกอดกันร้องไห้เขาเองก็แอบปาดน้ำตาเช่นกัน ก่อนจะเอามือลูบศีรษะหลานชายเบา ๆ “ไป เราไปหาพ่อแม่เ้ากัน”
ตอนนี้รู้แล้วว่าครอบครัวของบุตรสาวอยู่ที่ไหน ไม่มีเหตุผลที่ต้องรออยู่ที่เดิมอีกต่อไป ไปหาพวกเขาก่อนแล้วค่อยว่ากัน ไม่รู้ว่าอาการป่วยจะหนักเบาอย่างไรบ้าง
ก่อนไปชายชราก็บอกกับสมาชิกในกลุ่มที่นั่งอยู่ด้วยกันตรงนี้ “พวกเ้ารออยู่ที่นี่ หากลูกชายข้ากลับมาฝากบอกพวกเขาด้วยว่าเดี๋ยวพวกข้าจะกลับมา”
สองพี่น้องหลิวเดิมทีคิดจะตามไปด้วย แต่เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะกลับมาจึงพยักหน้าเชื่อฟัง ตอนนี้พวกนางไม่กล้าก่อเื่วุ่นวายแล้ว ขอเพียงได้ร่วมทางไปกับคนตระกูลลู่จนถึงอันโจวอย่างปลอดภัยก็พอ
หลังจากจัดการเรียบร้อยสองสามีภรรยาเฒ่าก็เตรียมตัวพาครอบครัวไปที่โรงหมอ
เพิ่งจะเดินออกมาไม่ไกลนักสองผู้เฒ่าก็พบกับบุตรชายคนรองและภรรยาเดินกลับมา บุตรชายคนรองกำลังจะบอกผู้เป็บิดาว่าพวกตนตามหาครอบครัวของน้องสาวไม่เจอ แต่เมื่อมองไปด้านหลังกลับเห็นนางซุนกำลังจูงมือหู่จือพอดี พลันนั้นดวงตาของเขาก็ทอประกายด้วยความดีใจ
“เสี่ยวหู่จือมาตามหาจนเจอเองหรือ?”
ชายหนุ่มรุดเข้าไปอุ้มหลานตัวน้อย ก่อนเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “เ้าผอมลงไปเยอะเลย แต่เ้าปลอดภัยก็ดีมากแล้ว วันหน้าลุงรองจะขุนเ้าให้กลับมาอ้วนเหมือนเดิมแน่นอน!”
นางฉินเพียงยิ้มบาง ๆ โดยไม่พูดอะไร และเดินตามหลังสามีไปเงียบ ๆ …หากแต่แววตาของนางกลับวูบไหวคล้ายมีบางอย่างในใจ
ชายหนุ่มเหลือบมองภรรยาวูบหนึ่ง แต่ไม่รู้ควรพูดอย่างไร จึงหันกลับมาอุ้มหู่จือและออกเดินทาง
นางซุนและผู้เฒ่าลู่ใจจดจ่ออยู่กับครอบครัวบุตรสาว ไหนเลยจะสังเกตถึงความผิดปกติของสะใภ้รอง
เพราะพากันมาทั้งครอบครัวจึงทำให้การเดินทางเป็ไปอย่างล่าช้า เมื่อมาถึงโรงหมอ จางหย่งก็ถูกทุบจนสลบเป็ครั้งสองแล้ว เหอจิ่วเหนียงกำลังช่วยเย็บแผลให้เขาอยู่
นางซุนรีบเข้าไปดู สภาพการรักษาที่มีเืไหลอาบทำให้หญิงชราต้องผินหน้าหนี ก่อนเอ่ยถามด้วยความเคลือบแคลง โดยลืมไปเลยว่าต้องไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบของบุตรสาวเป็อย่างแรก “นี่เหตุใดสะใภ้สามถึงลงมือทำเอง แล้วเหตุใดต้องใช้เข็มกับด้ายด้วย?”
นางเสิ่นอยู่ใกล้ประตูที่สุดเห็นพวกเขาเป็คนแรกจึงทักทาย จากนั้นก็อธิบายอย่างใจเย็น “พี่สะใภ้สามบอกว่าเย็บแผลเช่นนี้จะทำให้แผลหายเร็วขึ้นเ้าค่ะ”
ลู่กุ้ยหลานได้ยินเสียงจึงหันไปมอง เมื่อเห็นผู้ให้กำเนิดทั้งสองน้ำตาก็ค่อย ๆ เอ่อออกมา ทันทีที่อ้าปากก็ร้องไห้ปล่อยโฮ “ท่านพ่อ ท่านแม่ ในที่สุดพวกท่านก็มาแล้ว ฮือ ๆ ๆ…”
สองแม่ลูกโผเข้ากอดกัน ต่างฝ่ายต่างร้องไห้หนัก “ลูกแม่ เหตุใดถึงได้อาภัพเช่นนี้ ฮือ ๆ ๆ ๆ…”
กว่าจะได้เจอกันอีกครั้งทั้งสองฝ่ายต้องผ่านความทุกข์ยากมากมายเพียงใด เหอจิ่วเหนียงเข้าใจความรู้สึกของพวกนางในตอนนี้ดี แม้จะรำคาญหู แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางอารมณ์เต็มตื้นของพวกนาง หลังจากเย็บแผลให้จางหย่งเสร็จ หมอหญิงจำเป็ก็หลีกทางให้หมอชราพันแผล นางหันไปมองสองแม่ลูกที่ยังคงร้องไห้ระงม “เลิกร้องได้แล้ว อากาศร้อนเช่นนี้ร่างกายก็ขาดน้ำอยู่แล้ว ขืนท่านแม่กับน้องหญิงยังร้องไห้จะยิ่งแย่นะเ้าคะ”
สองสตรีต่างวัยได้ยินดังนั้นก็รีบเช็ดหน้าเช็ดตาทันที พยายามปรับอารมณ์ให้สงบลง เหอจิ่วเหนียงพูดถูก ตอนนี้น้ำเป็สิ่งล้ำค่า ต่อให้เป็น้ำตาก็ถือว่าล้ำค่า!
นางซุนคนปากร้ายเช็ดน้ำตาเสร็จก็ตีมือสะใภ้ขี้ขัดใจ “เ้ามันน่ารำคาญจริง ๆ!”
คนเขาดีใจกันอยู่ เหตุใดต้องทำให้เสียบรรยากาศด้วย!
เหอจิ่วเหนียงรู้นิสัยของแม่สามีดีจึงไม่ถือสา นางยิ้มรับตาหยี จากนั้นเดินตามหมอไปรับยา และจ่ายเงินค่ารักษา
ลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของพี่สะใภ้สามยิ่งนัก เหอจิ่วเหนียงโบกมือ “พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันนะ ไม่ต้องเกรงใจหรอก!”
นางซุนเห็นเหอจิ่วเหนียงแสดงไมตรีเช่นนี้ก็รู้สึกสบายใจ จากนั้นหันไปปลอบใจบุตรสาว “ใช่แล้ว นางเป็พี่สะใภ้เ้า นางดีกับเ้าเช่นนี้ก็ถูกแล้ว แต่เ้าต้องจดจำน้ำใจของนางเอาไว้ด้วยล่ะ อย่าเนรคุณคน”
“ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วเ้าค่ะ”
ลู่กุ้ยหลานพยักหน้า บุญคุณครั้งนี้นางจะจดจำเอาไว้
.
ครอบครัวแซ่ลู่ไม่ได้ไปจากโรงหมอในทันที รอสองพี่น้องจางซงและจางหย่งฟื้นก่อนแล้วค่อยพากันเดินทางกลับไปที่ศาลาใกล้ประตูเมือง
และแล้วจางซงก็ฟื้นขึ้นมา แน่นอนว่าเขาจำเื่ราวบางส่วนไม่ได้ แต่เมื่อเห็นทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้เขาก็วางใจ ก่อนจะให้ภรรยาและพี่ชายคนรองของภรรยาประคองเดิน
อาการของจางหย่งดีกว่า จึงให้ภรรยาตนเองประคองเดินคนเดียวได้
แม้สถานการณ์ในตอนนี้จะน่าเวทนา แต่ใบหน้าของทุกคนในครอบครัวล้วนประดับด้วยรอยยิ้ม ขอเพียงครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า ไม่ว่าปัญหาใหญ่เพียงใดก็ผ่านไปได้แน่นอน
.
ลู่จิ้งซวนและกลุ่มที่ออกไปหาซื้อเสบียงกลับมานานแล้ว เมื่อเห็นครอบครัวเดินกลับมาแต่ไกลก็รีบวิ่งเข้าไปรับด้วยความดีใจ แต่เมื่อพบว่าสภาพของครอบครัวของน้องสาวลำบากถึงเพียงนี้ ในใจก็รู้สึกปวดหนึบยิ่งนัก
ด้วยนิสัยของลู่กุ้ยหลาน ทันทีที่พบพี่ชายนางก็แทบปล่อยโฮออกมา แต่ในหัวพลันมีคำพูดของพี่สะใภ้สามผุดขึ้น นางจึงรีบกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้และเพียงยิ้มออกมา หากแต่รอยยิ้มบิดเบี้ยวเพราะอยากจะร้องไห้แต่ไม่อาจร้องได้นั้นช่างน่าสงสารจับใจ
“อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ดีแล้ว อยู่พร้อมหน้าพร้อมตาก็ดีมากแล้ว พวกเราจะนอนพักกันที่นี่อีกคืน พรุ่งนี้ค่อยออกเดินทางไปอันโจว!”
ลู่จิ้งซวนอารมณ์ดีมาก พาชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งออกไปหาฟืนมาให้เหล่าแม่บ้านก่อไฟทำอาหาร
ครั้งนี้ใช้เงินในการซื้อเสบียงอาหารไปไม่น้อย ลู่จิ้งซวนตัดสินใจให้สมาชิกที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันหยิบยืมเสบียงอาหารบางส่วน ถือเป็การช่วยเหลือต่อชีวิตให้พวกเขาหาหนทางทำมาหากินได้ต่อไปในวันหน้า
ทุกคนรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจมาก จึงเชื่อฟังครอบครัวลู่ทุกอย่าง
ขณะที่นางหยูและนางฉินทำอาหาร เหอจิ่วเหนียงก็จดบันทึกรายการเสบียงที่ให้คนหยิบยืมไปกับพี่ชายคนโต เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด
ได้เจอครอบครัวของบุตรสาวแล้วนางซุนก็สบายใจขึ้นมาก …และแล้วนางก็สังเกตได้ถึงความผิดปกติของนางฉิน
.
.
.