ย้อนเวลามาเป็นพระชายากับระบบสมาร์ตโฟนต่างมิติ (จบแล้ว)

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 โยนฉินหว่านเข้าตำหนักเย็น

           เยว่เฟิงเกอรู้ดี กลไกไร้เทียมทานเป็นด่านที่ผ่านได้ยากยิ่งซึ่งหากอยากจะผ่านด่านนี้ให้ได้ควรต้องรวมทีม โดยผู้นำทีมจะต้องเป็นผู้ฝึกฝนระดับสูงถึงจะพากันผ่านด่านนี้ไปได้

           หากอาศัยแค่ระดับของสองพี่น้องคู่นั้นไม่มีทางผ่านด่านนี้ไปได้หรอก

           เยว่เฟิงเกอลังเลเล็กน้อยว่าควรจะไปช่วยให้สองพี่น้องคู่นั้นผ่านด่านดีหรือไม่?

           แต่เมื่อนึกถึงสาวน้อยที่ชื่อเหยียนรั่วคนนั้นเมื่อครู่คนยังประชดประชันนางอย่างเจ็บแสบ ด้วยเหตุนี้เอง นางจึงไม่อยากไปสนใจพวกเขาแล้ว

           เช่นนั้นก็ให้พวกเขาทนทุกข์อยู่ในนั้นสักพักรอให้พวกเขาไร้หนทางจะผ่านด่านได้จริงๆ นางค่อยเข้าไปช่วยเหลือ

           ถึงตอนนั้น พวกเขาจะผ่านด่านได้อย่างราบรื่นภายใต้ความช่วยเหลือของนาง

           คิดได้เช่นนี้เยว่เฟิงเกอก็กดออกจากเกม

           นางเป่าเทียนจนดับจากนั้นดึงผ้าห่มมาคลุมแล้วหลับใหลเข้าสู่ห้วงฝันอย่างรวดเร็ว

           ทว่า ตลอดคืนเยว่เฟิงเกอหลับไม่สนิทเลยนางมักจะสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก และกว่าจะหลับลงอีกครั้งก็อีกนาน...

           เช้าวันรุ่งขึ้นเยว่เฟิงเกอนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งในสภาพใต้ตาดำคล้ำ นางมองดูตัวเองที่ไร้ชีวิตชีวาในกระจก

           ชิงจื่อยกกะละมังใส่น้ำเข้ามาเห็นใต้ตาเยว่เฟิงเกอดำเหมือนหมีแพนด้า

           “พระชายา เมื่อคืนหลับไม่สบายหรือเพคะ? ” ชิงจื่อวางกะละมังน้ำไว้ด้านข้างแล้วเดินไปหยุดอยู่หลังเยว่เฟิงเกอ

            “อืม” เยว่เฟิงเกอตอบไปเสียงหนึ่งอย่างเกียจคร้านถือเสียว่าได้ตอบรับคำถามของชิงจื่อแล้ว

           ชิงจื่อนึกไปถึงเมื่อสองคืนก่อนที่ท่านอ๋องมาค้างแรมในเรือนเยว่เหยาเช้าวันรุ่งขึ้นสีหน้าพระชายาดูเปล่งปลั่งมาก แต่เมื่อคืนท่านอ๋องไม่ได้แวะมาเกรงว่าจะเป็นเพราะเหตุนี้ พระชายาถึงได้หลับไม่ค่อยดีกระมัง

           ในใจคิดเช่นนี้ชิงจื่อจึงอดยกมือขึ้นปิดปากแอบยิ้มไม่ได้

           เยว่เฟิงเกอเห็นชิงจื่อกำลังแอบยิ้มผ่านเงาสะท้อนในกระจกนางหันศีรษะไปมองชิงจื่อด้วยความสงสัย “เจ้ายิ้มอันใด? ”

           ชิงจื่ออมยิ้มพลางกล่าวตอบ“พระชายาทรงคิดถึงท่านอ๋องอยู่ตลอดเลยใช่หรือไม่เพคะ ถึงได้นอนไม่หลับทั้งคืน? ”

           เยว่เฟิงเกอถึงกับมุมปากกระตุกหัวเราะเสียงเย็น “หึหึ...”

           นางไม่ได้คิดถึงบุรุษคนนั้นเสียหน่อยตอนที่เขาไม่มา นางจะพลิกตัวอย่างไรบนเตียงกว้างใหญ่นี้ก็สามารถทำได้อย่างสบายใจแต่หากเขามา นั่นต่างหากที่จะทำให้นางนอนหลับไม่สบาย

           เมื่อล้างหน้าล้างตาเรียบร้อยเยว่เฟิงเกอก็ไม่แต่งแต้มใบหน้าเช่นเดิม เดินไปยังห้องอาหาร

           ตอนนี้ม่อหลิงหานนั่งรออยู่บนที่นั่งหลักอยู่ก่อนแล้วเมื่อเห็นว่าเยว่เฟิงเกอมาถึงแล้ว ซ้ำร้ายใต้ตานางยังดำคล้ำ เขาก็อดไม่ได้ให้ขมวดคิ้วทันที

           “เมื่อคืนชายารักนอนไม่หลับหรือ? ” เสียงแหบต่ำของม่อหลิงหานดังขึ้น

           เยว่เฟิงเกอก้าวยาวๆเข้าไปนั่งด้านข้างม่อหลิงหาน ตอนนี้นางคุ้นชินกับการนั่งข้างกายเขาไปเสียแล้ว

           นางเพียงพยักหน้าเบาๆแทนคำตอบ โดยไม่กล่าวอะไรอีกเพราะยามนี้นางง่วงยิ่งนัก

           ม่อหลิงหานเห็นว่าวันนี้เยว่เฟิงเกอดูไม่มีชีวิตชีวาก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่นขึ้น

           “เจ้าเป็นอันใดไป? ” เมื่อวานเขาแค่ไม่ได้ไปนอนเป็นเพื่อนนาง นางก็ถึงกับไม่ยอมพักผ่อนให้ดี

           เยว่เฟิงเกอไม่ตอบตอนนี้นางสนใจอยู่เรื่องเดียว เพราะนางไม่มีเวลาให้ใส่ใจเรื่องอื่นแล้ว

           นางอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับมู่เหยียนเฉินมู่เหยียนรั่วสองพี่น้องแต่ตอนนี้กลับยังคิดไม่ออกแม้แต่น้อยว่าพวกเขาคือใคร คาดว่าคงทำได้แค่ถามม่อหลิงหานหวังว่าเขาจะพอรู้เรื่องบ้าง หรือไม่ก็ขอให้ลูกน้องของเขาช่วยไปสืบให้

           “ท่านอ๋องหม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งอยากถามเพคะ” เยว่เฟิงเกอหันศีรษะไปมองม่อหลิงหาน

           “ว่ามา”ม่อหลิงหานเดาว่าเรื่องที่นางจะถามคงเป็นเหตุที่ทำให้นางไม่ได้หลับได้นอน    

           เยว่เฟิงเกอกล่าวว่า“ท่านอ๋องรู้จักมู่เหยียนเฉินมู่เหยียนรั่วสองพี่น้องหรือไม่? ”

           แม้เยว่เฟิงเกอจะออกปากถามไปตามตรงแต่นางก็ไม่ได้คาดหวังมากนัก อย่างไรเสีย สองพี่น้องคู่นั้นก็น่าจะเป็นชาวแคว้นเสวี่ยอวี้ดังนั้น ม่อหลิงหานอาจไม่เคยได้ยินกระทั่งชื่อของพวกเขามาก่อน

           ทว่า เพียงเยว่เฟิงเกอเอ่ยนามของสองพี่น้องคู่นี้ออกมาสีหน้าม่อหลิงหานก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเย็นชา

           เขาคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ เยว่เฟิงเกอจะเอ่ยถึงบุรุษผู้มีนามว่ามู่เหยียนเฉินออกมา

           ตอนที่นางแต่งมาอยู่แคว้นเป่ยชวนมู่เหยียนเฉินคนนั้นเคยเขียนจดหมายฉบับหนึ่งถึงม่อหลิงหาน เนื้อความในจดหมายเป็นการเตือนเขาไม่ให้รังแกเยว่เฟิงเกอหากเขากล้าทำร้ายเยว่เฟิงเกอแม้แต่ปลายนิ้ว คนจะนำทหารกล้าทั้งเสวี่ยอวี้มาถล่มจวนอ๋องของเขาให้ราบเป็นหน้ากลอง

           ตอนนั้นม่อหลิงหานเพียงคิดว่ามู่เหยียนเฉินก็แค่คนบ้าอย่าว่าแต่ทำร้ายเยว่เฟิงเกอเลย เขาไม่แม้แต่จะคิดชายตามองนางด้วยซ้ำ

           เหตุที่เขาแต่งเยว่เฟิงเกอเข้ามาก็เพราะการเกี่ยวดองระหว่างสองแคว้นเท่านั้น

           อย่างไรเสียเขาก็แต่งบุตรสาวสายตรงคนโตของจวนเสนาบดีอย่างฉินหว่านมาเป็นชายารองแล้ว เช่นนั้นการแต่งองค์หญิงแคว้นเสวี่ยอวี้เข้ามาอีกคนจะนับเป็นอะไรได้

           เขาไม่มีทางสนใจสตรีสองนางนี้และยิ่งไม่มีทางเกิดความรู้สึกอะไรด้วย

           แต่ตอนนี้ที่ม่อหลิงหานได้ยินเยว่เฟิงเกอพูดถึงมู่เหยียนเฉินขึ้นมาเขากลับโกรธมาก

           “เจ้าจะสนใจเรื่องของพวกเขาไปทำไมหรือเจ้ายังคิดจะฟื้นคืนรักครั้งเก่ากับมู่เหยียนเฉิน? ”ประโยคนี้ของม่อหลิงหานเจือปนความหึงหวงอย่างชัดเจน “อย่าลืมนะว่าตอนนี้เจ้าเป็นชายาของเปิ่นหวางแล้วเปิ่นหวางไม่อนุญาตให้ในใจเจ้ายังมีชายอื่นซ่อนอยู่อีก”

           เยว่เฟิงเกอฟังไม่ออกว่าม่อหลิงหานกำลังหึงหวงนางเข้าใจแค่ว่าม่อหลิงหานรู้จักสองพี่น้องคู่นี้

           “เช่นนั้นก็หมายความว่าท่านอ๋องรู้จักมู่หยียนเฉินและมู่เหยียนรั่วใช่หรือไม่เพคะ? ”เยว่เฟิงเกอมีสีหน้าตื่นเต้น มือจับชายเสื้อม่อหลิงหาน “ท่านอ๋องทรงเล่าเรื่องของพวกเขาให้หม่อมฉันฟังได้หรือไม่เพคะ? ”

           ม่อหลิงหานเห็นว่าเยว่เฟิงเกอตื่นเต้นเพียงนี้ก็ยิ่งโกรธหนักกว่าเดิม เขาดึงชายเสื้อกลับไป หันหน้าหนีไม่มองเยว่เฟิงเกออีก

           ตอนนี้ม่อหลิงหานแสดงท่าทีโกรธเคืองเยว่เฟิงเกอจึงทำได้แค่หัวเราะแห้งๆ “ท่านอ๋องคนดี ทรงเล่าให้หม่อมฉันฟังเถิดเพคะ หม่อมฉันเพียงอยากรู้เท่านั้นขอท่านอ๋องอย่าได้คิดเป็นอื่นไกลไปเลยนะเพคะ หม่อมฉันไม่ได้ถามเพราะอยากจะรื้อฟื้นรักเก่าอันใดนั่นกับเขา”

           ถึงแม้เยว่เฟิงเกอจะพูดเช่นนี้แต่ในใจกลับคิดว่า “เจ้าจะโกรธทำบ้าอะไร ทำราวกับว่าข้าไปทรยศเจ้าอย่างไรอย่างนั้น”

           ตอนที่คนทั้งสองกำลังสนทนากันฉินหว่านบังเอิญเข้ามาได้ยินพอดี

           เมื่อนางได้ยินว่าที่แท้เยว่เฟิงเกอยังมีบุรุษอื่นด้วยมิหนำซ้ำตอนนี้ยังคิดจะรื้อฟื้นรักเก่ากับคนผู้นั้น นางก็รู้สึกทันทีว่าโอกาสของตนได้มาถึงแล้ว

           นางรีบเดินเข้าไปเมื่อนั่งลงในตำแหน่งตนแล้วถึงได้เริ่มเอ่ยปาก “ท่านอ๋อง เรื่องที่ทรงสนทนากับพระชายาเมื่อครู่หม่อมฉันได้ยินหมดแล้ว หม่อมฉันอยากเสนอความเห็น พระชายาประพฤติตนไม่อยู่ในกรอบและธรรมเนียมของสตรีที่ออกเรือนแล้วสมควรรีบหย่านางถึงจะเป็นการดีเพคะ”

           เยว่เฟิงเกอมองฉินหว่านไม่รู้อีกฝ่ายโง่จริงๆ หรือโง่จริงๆ กันแน่ คนดูไม่ออกหรือไรว่าตอนนี้ม่อหลิงหานกำลังโกรธมากการพูดเช่นนี้เอาตอนนี้ก็เหมือนราดน้ำมันลงบนกองไฟ

           หากได้เห็นนางถูกหย่าโดยเร็วคนถึงจะพอใจหรือ?

           เยว่เฟิงเกอกำลังคิดอยู่ในหัวก็ได้ยินม่อหลิงหานข้างกายตะโกนขึ้นเสียงเย็นชา“เด็กๆ ”

           ถานอี้และเฉียวเฟยรีบมาปรากฏกายทันทีพวกเขาตอบรับอย่างพร้อมเพรียง “พ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง”

           “พาชายารองฉินไปที่ตำหนักเย็นให้นางสำนึกผิดอยู่ที่นั่น เปิ่นหวางไม่อยากเห็นหน้านางอีกหากไม่ได้รับคำสั่งจากเปิ่นหวาง ห้ามชายารองฉินออกจากตำหนักเย็นแม้ครึ่งก้าว”ม่อหลิงหานสั่งเสียงเย็นชา

           ถึงแม้ถานอี้และเฉียวเฟยจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแต่หากให้โยนฉินหว่านเข้าตำหนักเย็น พวกเขาก็ยินดีมาก

           คนทั้งสองไม่พูดไม่จาเดินไปถึงข้างกายฉินหว่านก็เตรียมจะจับแขนนางไว้

           ฉินหว่านคิดไม่ถึงว่าม่อหลิงหานจะส่งตนไปตำหนักเย็นสถานที่ที่มีไว้สำหรับสำเร็จโทษพวกคนชั้นต่ำที่ทำผิด

           นางเป็นถึงชายารองทั้งยังเป็นคุณหนูใหญ่สายตรงจากจวนเสนาบดี จะให้ทนอยู่ในสถานที่ที่หนาวเหน็บเช่นนั้นได้อย่างไรนางรีบร้อนยืนขึ้น คิดจะระบายความโกรธใส่ม่อหลิงหาน แต่กลับถูกสายตาของอีกฝ่ายทำให้ตกใจกลัว

           นางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนักเป็นเยว่เฟิงเกอต่างหากที่คิดจะรื้อฟื้นรักเก่ากับชายอื่น เหตุใดท่านอ๋องถึงไม่ไปพิโรธอีกฝ่ายแต่กลับจะโยนนางเข้าตำหนักเย็น?

           คนที่ควรไปตำหนักเย็นไม่ควรเป็นเยว่เฟิงเกอหรือ?

           “ท่านอ๋องจะทรงทำเช่นนี้กับหม่อมฉันไม่ได้นะเพคะหม่อมฉันทำอะไรผิด ถึงได้จะส่งหม่อมฉันเข้าตำหนักเย็น? ”ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจ ฉินหว่านพูดไปก็น้ำตาไหล

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นพระชายากับระบบสมาร์ตโฟนต่างมิติ (จบแล้ว) ที่คุณอ่าน