บทที่ 11 พบคน
ผมย่อตัวลงพลางใช้มือััรอยคลานนี้ มอสส์สีเขียวถูกกดจนหลุดเป็แผ่น เผยให้เห็นดินสีดำ มีเมือกเหนียวติดอยู่บนรอยคลานอย่างชัดเจน ช่างชวนรู้สึกขยะแขยง ในใจผมรู้สึกขนลุกเล็กน้อย ถ้านี่เป็งูตัวหนึ่ง มันต้องเป็งูเหลือมยาวอย่างน้อยสิบเมตรขึ้น
"นายกำลังทำอะไรอยู่ เดินสิ" ตอนนี้ต้าเหว่ยรู้สึกร้อนใจ จนไม่ได้สังเกตสถานการณ์รอบตัว เดินมาดึงผมเข้าไปในห้อง แสงในห้องค่อนข้างสลัว ข้างในมีชายชราอายุประมาณห้าสิบกว่าสวมเสื้อคลุมเก่า ๆ ใส่หมวกสักหลาดแบบโบราณนั่งอยู่ เป็แบบที่พบเห็นทั่วไปในตงเป่ย เขามีสันจมูกโด่ง โหนกแก้มสูง ถึงแม้อายุมากแต่ดูมีชีวิตชีวา การได้เห็นคนมีชีวิตที่นี่ ผมยิ่งรู้สึกดีใจไม่น้อย นี่แสดงว่าที่นี่ยังไม่ใช่ดินแดนแห่งความตาย
"ลุงครับ สวัสดีครับ ลุงอาศัยอยู่ที่นี่เหรอครับ" ผมยิ้มพร้อมกล่าวทักทาย ชายชราเงยหน้ามองผมแวบหนึ่ง เขาโบกมือเรียกผม แล้วโยนของสีดำเหมือนไม้เผาถ่านให้ผม ผมรับไว้โดยสัญชาตญาณ แล้วพบว่าสิ่งที่อีกฝ่ายโยนให้คือปืน ปืนกระบอกนี้เก่าและเรียบง่ายมาก แต่ลักษณะมันแทบไม่เหมือนปืนเลย แต่ผมกลับจำได้
"ปืนโมซิน นากองท์" ผมอุทานออกมา ก่อนหน้านี้ผมค่อนข้างหลงใหลในด้านการทหาร เก็บเงินค่าอาหารเช้าไปซื้อนิตยสารทหารหลายฉบับเลยมีความรู้เกี่ยวกับอาวุธปืนพอสมควร ปืนในมือผมนี้ผลิตโดยพวกรัสเซียเก่า ชื่อว่าปืนโมซิน นากองท์ ในจีนเรียกติดปากว่า ‘สุ่ยเหลียนจู้’ หลังการปฏิวัติเดือนตุลาและ่ความร่วมมือครั้งแรกระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและก๊กมินตั๋ง ก็มีการนำเข้ามาในประเทศจำนวนมาก ชายชรามองผมอีกครั้งแล้วพูดว่า
"ไอ้หนุ่ม…ไม่เลวนี่…ยังจำปืนกระบอกนี้ได้ด้วย"
"ลุง…ลุงให้ปืนผมทำไมครับ" ผมงงงวยไปหน่อย การได้เจอชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเมืองผีแห่งนี้ทำให้ผมรู้สึกมีความหวังขึ้นมานิดหน่อย แต่ชายชราคนนี้ดูมีนิสัยแปลก ๆ ทำอะไรก็งง ๆ ไม่พูดอะไรสักคำก็โยนปืนมาให้ หรือว่าจะให้รบกัน
"ถ้าอยากมีชีวิตรอด ก็ตั้งใจทำความสะอาดปืนซะ" ชายชราพูดเ็า
"ลุง…ลุงแซ่อะไรครับ" ตอนนี้ผมไม่มีความสนใจในการทำความสะอาดปืนเลย ของโบราณชิ้นนี้จะยิงออกหรือไม่ก็ไม่รู้ ฝีมือการผลิตปืนในยุคนั้นแย่มาก การะเิของกระบอกปืนเป็เื่ปกติ ตอนนี้ผมรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของคุณลุงมาก คนที่มีชีวิตรอดอยู่ในเมืองผีแห่งนี้ได้ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ
"เฮ้อ…เด็กหนุ่ม ไม่ต้องมาเอาใจหรอก เรียกฉันว่าลุงอวี้ก็พอ ฉันก็เหมือนพวกเธอนั่นแหละ เป็คนที่ติดอยู่ที่นี่" ลุงอวี้ดูเหมือนจะรู้ว่าผมอยากถามอะไร เลยพูดออกมาตรง ๆ
"ลุงอวี้ ลุงอยู่ที่นี่นานเท่าไหร่แล้ว พวกผีไม่มารบกวนลุงเหรอ" ต้าเหว่ยก็ถามด้วยความสงสัย
"เฮอะ! นานแค่ไหนเหรอ" ลุงอวี้ยังคงหัวเราะเบา ๆ แล้วมองพวกเรา ก่อนจะพูดว่า "นานกว่าอายุพวกเธอซะอีก" ผมสูดหายใจเฮือกใหญ่แล้วสบตากับต้าเหว่ย ถึงแม้ผมกับต้าเหว่ยเพิ่งจะบรรลุนิติภาวะแต่ก็อายุสิบเก้าปีแล้ว ลุงอวี้คนนี้ติดอยู่ที่นี่มานานกว่าสิบเก้าปีเชียวเหรอ
"พวกเธอเพิ่งมาติดอยู่ที่นี่สินะ ได้เจอฉันถือว่าโชคดีแล้ว ถ้าไปเจอคนอื่นละก็ ป่านนี้คงไม่รอดแล้วมั้ง" ลุงอวี้พูด
"ที่นี่ยังมีคนอื่นอาศัยอยู่อีกเหรอ" ผมถามด้วยความใ
"เฮอะ! แน่นอน เธอคิดว่าหลายปีมานี้ จะมีคนพลัดหลงเข้ามาที่นี่น้อยงั้นเหรอ" ลุงอวี้พูดต่อ "ถ้าไม่ถึงพัน ก็คงแปดร้อย แต่คนที่รอดชีวิตมีน้อยมาก...พวกผีปีศาจน่ะไม่ได้น่ากลัวอะไร มันแค่ทำให้ใเท่านั้นแหละ สิ่งที่น่ากลัวจริง ๆ คือคนต่างหาก"
ผมขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของลุงอวี้เท่าไหร่ จากข้อมูลที่เขาเปิดเผย ที่นี่ยังมีคนมีชีวิตอยู่อีกไม่น้อย แต่ทำไมถึงไม่เห็นล่ะ ตามตำนานเล่าว่า ผีไม่มีเงา ลุงอวี้มีเงาและสามารถปรากฏตัวในตอนกลางวันได้ เขาเป็คนมีเนื้อหนังมังสาจริง ๆ แต่เขาลึกลับมาก และไม่ยอมพูดอะไรมากนัก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ข้างนอกบ้านมืดสลัวไปหมดแล้ว ผืนราตรีกำลังจะโรยตัวลงมาใน หมู่บ้านแห่งนี้อีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าต้าเหว่ยรู้สึกกังวลเล็กน้อย เมื่อถึงตอนกลางคืน ที่นี่จะกลายเป็ดินแดนของพวกผีปีศาจ การค้างคืนในเมืองผีนี่ไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดีเลยจริง ๆ
ลุงอวี้ไม่สนใจพวกเรา เขาจุดไฟในครัวเตาตามใจชอบ แล้วไปเอาผักกับมันเทศมาจากสวนหลังบ้านพอสมควร ห่อมันเทศด้วยดินแล้วโยนเข้าไปในเตาไฟ ผักก็เอามาต้มเป็ซุป เขาบอกว่าตัวเองอยู่ที่นี่มาหลายสิบปี ก็น่าจะเป็ไปได้ ในขณะที่ลุงอวี้กำลังต้มผัก ต้าเหว่ยแอบดึงผมไปด้านข้างแล้วถามว่า "นายคิดว่าลุงคนนี้ไว้ใจได้ไหม"
ผมส่ายหัวแล้วพูดว่า "ตอนนี้ยังไม่แน่ใจ แต่ดูเหมือนตอนนี้เขาจะไม่มีเจตนาร้ายอะไร ไม่เพียงแต่ให้อาวุธเรา ยังทำอาหารให้ด้วย แต่ฉันรู้สึกว่าเขาปิดบังอะไรบางอย่างอยู่" ต้าเหว่ยกำหมัดแน่นพลางพูด
"ช่างมันเถอะ ยังไงเราก็มีตั้งสองคน ถ้าเขาไม่น่าเชื่อใจ เราก็ค่อยจัดการเขา" กลิ่นมันเผาได้ที่ลอยเข้าจมูกมันหอมมาก พวกเราจึงหยุดคุยกัน
ผมรู้สึกสงสัยว่าหลายปีมานี้ลุงอวี้เอาเกลือมาจากไหน เขาบอกผมว่าที่นี่มีบ่อน้ำเค็ม ถ้าตากน้ำในบ่อจนแห้งก็จะเก็บเกลือจากบ่อได้
ผมถามว่าปืนนั่นจะเอาไว้ใช้กับอะไร ลุงอวี้บอกแค่ว่ารอดูตอนกลางคืนก็จะรู้เอง ขึ้นอยู่กับโชคของพวกเรา บางทีอาจจะไม่มีอะไร บางทีอาจจะมีอะไรเกิดขึ้น
ลุงอวี้นอนในห้อง ส่วนผมกับต้าเหว่ยไม่กล้านอน เลยหาเก้าอี้สองตัวมานั่งพักผ่อนในห้องโถง พอตกดึกอากาศเหมือนจะหนาวเป็พิเศษ และข้างนอกก็เงียบผิดปกติ
มันเป็ความเงียบสงัดอย่างสมบูรณ์ เงียบจนรู้สึกได้ถึงการมีอยู่ของตัวเอง ผมลืมตากว้างในความมืด มือกำปืนที่ลุงอวี้ให้ไว้แน่น ราวกับว่าเหล็กเย็นชืดนั่นคือที่พึ่งเดียวของผม ผมไม่รู้ว่าในค่ำคืนนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นอีกไหม
ลุงอวี้นอนหลับสบายจนกรนเสียงดังเลย พอดึกเข้าผมเริ่มทนไม่ไหวแล้ว กำลังจะคุยกับต้าเหว่ยเื่ผลัดกันเฝ้ายาม ก็ได้ยินเสียง
"วิ้ววว…" เสียงบางอย่างดังขึ้นที่ไหนสักแห่ง ทันใดนั้นผมรู้สึกเหมือนขนลุกซู่ ตื่นเต็มตัวเลย ต้าเหว่ยก็ตาโตมองผมอย่างตื่นตัว เสียงกรนของลุงอวี้หายไป เขาะโลงจากเตียงในห้องอย่างคล่องแคล่ว ปราดเข้ามาหาพวกเราอย่างรวดเร็วราวกับลิง
"อะไรน่ะ" ผมถามเสียงเบา อากาศเหมือนจะเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืจนน่าขนลุก
"ชู่ว" ลุงหยูทำท่าให้เงียบ สายตาไม่ได้มองพวกเรา แต่จ้องไปที่หน้าต่างอย่างเคร่งเครียด ข้างนอกมีแสงจันทร์สลัว ๆ ส่องให้เห็นอะไรบางอย่าง อุณหภูมิในค่ำคืนเหมือนจะยิ่งเย็นลง ผมรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งตัว หัวใจเต้นตุบ ๆ เพราะความตึงเครียด เหมือนจะะเิออกมาได้ทุกเมื่อ
เงาดำวูบหนึ่งผ่านหน้าต่างไปอย่างรวดเร็ว หัวใจผมเต้นแรงขึ้นทันที จึงถือปากกระบอกปืนเล็งไปที่หน้าต่าง แต่มือกลับสั่นเทาเล็กน้อยไม่หยุด
"อยู่ตรงนี้ อย่าออกไปเด็ดขาด" ลุงอวี้พูดเสียงต่ำ ย่อตัวลงเปิดประตูแล้วพุ่งออกไป ผมรู้สึกคอแห้งผาก อยากเรียกเขาแต่เปล่งเสียงไม่ออกเลย