บทที่ 6 เื่ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับเ้าใช่หรือไม่
“ในเมื่อเป็เช่นนั้น ข้าจะไม่พูดถึงเื่นี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือเราต้องเตรียมตัวรับมือ หากทุกคนในจวนถูกโทษปะา คงได้แต่ยอมรับชะตากรรม แต่หากถูกเนรเทศ เราต้องนำเงินติดตัวไปไว้บ้างเพื่อไม่ให้อดตายระหว่างทาง”
“ท่านแม่ ข้ามีเงินส่วนตัวอยู่สามร้อยตำลึง หากพวกเราใช้จ่ายอย่างประหยัดระหว่างเดินทาง อาจจะเพียงพอ” พี่สะใภ้หกบอก
หลังพูดถึงเื่เงินส่วนตัว พี่สะใภ้แปดกลับร้อนรนขึ้นมาเล็กน้อย
“ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่าข้าเป็คนเช่นไร ข้าชื่นชอบของอร่อย ดังนั้นจึงใช้เงินที่ได้รับทุกเดือนไปซื้อของว่างจนเกือบหมดแล้ว แต่ข้ายังมีเครื่องประดับสองสามชิ้น คิดว่าสามารถนำไปแลกเป็เงินได้”
“ข้ามีสิ่งของมีค่าอยู่บ้าง จะนำพวกมันไปแลกเป็ตั๋วเงินทั้งหมดแล้วนำติดตัวไป”
ลูกสะใภ้แต่ละคนบอกกล่าว คนหนึ่งเอ่ยจบอีกคนก็พูดตาม ต่างช่วยกันแจกแจงทรัพย์สินของตนอย่างแข็งขัน
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านสบตากัน
ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าถึงแม้บรรดาพี่สะใภ้จะมีทรัพย์สินส่วนตัว แต่สิ่งของเหล่านี้ก็ไม่ต่างกับตั๋วเงิน องค์จักรพรรดิคงไม่ยอมให้พวกเขานำออกไปได้อย่างเปิดเผย
หากเป็เช่นนั้น การที่พวกนางขนข้าวของในบ้านไปเท่ากับไร้ประโยชน์แล้ว
“พี่สะใภ้ทั้งหลาย ข้ารู้ว่าพวกท่านมีเจตนาดี แต่ในเวลานี้คงสายเกินไปที่จะเปลี่ยนสิ่งของเ่าั้เป็ตั๋วเงิน”
คำพูดของโม่จิ่วเยี่ยราวกับสายน้ำเย็นราดรดใส่ร่างของพี่สะใภ้ทั้งแปด
ทุกคนเริ่มหมดหนทาง
“น้องเก้า เช่นนั้นจะทำอย่างไร สิ่งของที่พวกเรามีถึงแม้ไม่ได้มีค่าอะไร แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คนเลวพวกนั้นจะมาเอาไปได้ง่าย ๆ” ด้วยความร้อนใจ พี่สะใภ้หกถึงกับกล่าวอย่างหยาบคาย
สำหรับเื่นี้ โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้มองข้าม เพียงแต่เขายังคิดไม่ตกเช่นกัน
ขณะที่ทุกคนยังคิดไม่ออกว่าจะทำเช่นไร เฮ่อจือหร่านพลันเอ่ยขึ้น
“ท่านแม่ พี่สะใภ้ ข้าขอเสนอให้พวกเราทุกคนตัดเย็บถุงติดตัวคนละใบ นำสำลีมาห่อตั๋วเงินไว้ด้านใน สำลีนั้นค่อนข้างนุ่มฟู แม้มีคนมาค้นตัวก็ไม่อาจจะคลำเจอ ส่วนสิ่งของมีค่าอื่น ๆ พวกเราค่อยหาวิธีซ่อนมันทีหลังได้”
ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเห็นด้วย “จริงด้วย คุณหนูเฮ่อพูดมีเหตุผล รีบทำตามที่นางพูดเถอะ ทุกคนกลับไปเตรียมตัวกันได้แล้ว”
ตามมารยาทแล้ว เมื่อนายหญิงซึ่งเป็แม่สามีสั่งความมาเช่นนี้ ทุกคนควรรีบกลับไปทำตาม ทว่าหมอหลวงกลับยังมารักษาาแให้โม่จิ่วเยี่ยไม่ถึง เหล่าสะใภ้จึงยังกังวลเื่อาการของเขาและไม่คิดจะกลับไป
ปกติแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ามักให้ความเมตตาบรรดาลูกสะใภ้ จึงไม่ถือสาท่าทีเช่นนี้ของพวกนาง
แต่เพราะสถานการณ์ตอนนี้เร่งด่วนมาก จึงไม่ใช่เวลาจะปล่อยให้พวกนางทำตามใจได้อีก
ด้วยเหตุนี้ ฮูหยินผู้เฒ่าจึงเอ่ยเสียงเ็า “อย่ามัวรีรออยู่เลย กลับไปเตรียมตัวกันเดี๋ยวนี้”
ดังนั้น ลูกสะใภ้ทั้งแปดจึงจำใจทยอยเดินออกไป
หลังจากพวกนางกลับไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่ามองโม่จิ่วเยี่ยอีกครั้ง
“คนออกไปตามหมอหลวงนานแค่ไหนแล้ว แม่กับพวกพี่สะใภ้ของเ้ามาที่นี่ก็ร่วมชั่วยามหนึ่งแล้ว เหตุใดหมอหลวงยังมาไม่ถึงอีก”
ทันทีที่นางพูดจบ บรรดาบ่าวรับใช้ที่ออกไปตามหมอหลวงก็ทยอยกันกลับมา
ข่าวคราวที่พวกเขานำมาล้วนเป็ข้ออ้างของหมอหลวงต่าง ๆ นานาว่าไม่สามารถมาช่วยรักษาให้โม่จิ่วเยี่ยได้
เฮ่อจือหร่านนับนิ้วก็สามารถคิดหาสาเหตุของเื่ได้ นั่นคือองค์จักรพรรดิไม่้าให้โม่จิ่วเยี่ยถูกรักษา หรืออาจไม่้าให้เขารอดชีวิตกระทั่งไปจากเมืองหลวงได้ จึงจงใจสั่งให้หมอหลวงทำเช่นนี้
เื่เช่นนี้ โม่จิ่วเยี่ยคาดเดาได้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่มีท่าทางผิดปกติใด ๆ ออกมา
แต่เพื่อทำให้มารดาอุ่นใจ เขาจึงกล่าวว่า “ท่านแม่ าแของข้าไม่มีปัญหาอะไรมาก ท่านไม่ต้องเป็ห่วง”
ฮูหยินผู้เฒ่าเป็คนคิดรอบคอบ ในเมื่อสถานการณ์มาถึงขั้นนี้ ต่อให้เป็ห่วงอาการาเ็ของบุตรชายก็ไม่สามารถทำสิ่งใดได้แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากสภาพร่างกายของโม่จิ่วเยี่ยในเวลานี้ คงไม่มีอะไรที่น่ากังวลใจนัก
“เช่นนั้น ข้าจะกลับไปเตรียมตัวก่อน”
แต่อย่างไรก็ตาม โม่จิ่วเยี่ยก็ถูกลงโทษโบยห้าสิบทีจริง ๆ หากเขา้าจะลุกเดินจึงยังลำบากอยู่บ้าง
เฮ่อจือหร่านอาสายืนส่งฮูหยินผู้เฒ่ากลับเรือนไป
ขณะกำลังเดินกลับเข้ามาในห้อง นางพลันใช้แขนเสื้อปกปิดไว้ หยิบสัญญาซื้อขายตัวสองฉบับออกมาจากพื้นที่มิติ
ฉบับหนึ่งเป็ของเฉี่ยวอวี้ อีกฉบับหนึ่งเป็ของสาวใช้ที่ติดตามเข้ามาด้วยกันอีกคน
“องค์จักรพรรดิทรงมีพระราชโองการให้เนรเทศคนจวนฮู่กั๋วกง ระหว่างทางห้ามนำบ่าวรับใช้ติดตามไปด้วย ข้าตั้งใจจะคืนสัญญาซื้อขายตัวให้สาวใช้ที่ติดตามข้ามาด้วย เพื่อปล่อยพวกนางให้มีอิสระ”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้คัดค้าน เนื่องจากชายหนุ่มเองก็มีความคิดเช่นนี้อยู่แล้ว
“อืม ทำตามที่เ้าเห็นว่าเหมาะสมเถอะ”
ขณะโม่จิ่วเยี่ยกำลังจะกล่าวบางอย่าง เวรยามก็วิ่งเข้ามารายงานด้วยความตื่นตระหนก
“รายงานท่านกั๋วกง ห้องเก็บของของจวนถูกโจรปล้น สิ่งของทั้งหมดล้วนถูกลักขโมย เหลือเพียงชั้นวางว่างเปล่าขอรับ”
สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองวิ่งตามมาด้วยสีหน้าตื่นใเช่นกัน
“น้องเก้า ข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ไปที่ห้องครัวเพื่อจัดเตรียมเสบียง แต่ของในห้องครัวกลับหายไปหมดแล้ว”
“น้องเก้า จวนของเราคงถูกคนบุกขโมยแล้ว”
หลังเหล่าพี่สะใภ้กล่าวว่าจวนฮู่กั๋วกงถูกโจรปล้น เฮ่อจื่อหร่านก็รู้สึกละอายเล็กน้อย เพราะแท้จริงแล้ว นางคือ ‘โจร’ ที่พวกพี่สะใภ้เอ่ยถึง
ทว่าไม่นานนางก็รู้สึกเบาใจ เพราะอย่างไรก็ไม่ได้ตั้งใจจะขโมยของไปเสียจริง ๆ สิ่งที่นางทำทั้งหมดก็เพื่อพวกเขา
หลังจากฟังเื่ราวต่าง ๆ โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกสับสนไม่แพ้กัน
แม้ว่าในเร็ว ๆ นี้จวนฮู่กั๋วกงจะถูกยึดและเนรเทศคนไป ทว่าเื่นี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง
บรรดาเวรยามล้วนยังลาดตระเวนตามปกติ จึงไม่ต้องคิดถึงเื่การขโมยของจากห้องเก็บของจนหมด แค่การลักขโมยเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ยังเป็ไปได้ยาก
อีกทั้งสัญชาตญาณบอกเขาว่าเฮ่อจือหร่านต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่นี้
เพราะการกระทำของสตรีนางนี้ช่างชวนให้ผู้คนฉงนใจยิ่งนัก
ชายหนุ่มโบกมือให้ทหารเวรยาม “เ้าออกไปก่อน เื่นี้ข้าจะตรวจสอบด้วยตนเอง”
“น้องเก้า แล้วเื่ของในห้องครัวเล่า” พี่สะใภ้ถาม
โม่จิ่วเยี่ยตอบ “พี่สะใภ้ ของหายไปก็ไม่เป็ไร อย่างไรเราก็เอาไปด้วยไม่ได้อยู่แล้ว แทนที่จะให้ของเ่าั้ถูกขนไปคลังของศัตรู สู้ปล่อยให้ตกไปอยู่ในมือโจรน้อยยังจะมีประโยชน์เสียกว่า”
สะใภ้ใหญ่เหมือนจะเห็นด้วยกับคำพูดของโม่จิ่วเยี่ย นางพยักหน้าจริงจัง “น้องเก้าพูดถูกเช่นกัน ในเมื่อเป็เช่นนี้ ข้ากับน้องสะใภ้รองจะไปเตรียมตัวก่อน”
หลังจากสองพี่สะใภ้ออกไปแล้ว ในห้องจึงเหลือเพียงโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่าน
แววตาอันลึกลับของชายหนุ่มจ้องมองนางไม่วางตา
ทว่าเฮ่อจือหร่านซึ่งเผชิญหน้ากับดวงตาเฉียบคมของเขา กลับไม่มีท่าทีจะหวาดกลัวแม้แต่น้อย
ครู่หนึ่ง โม่จิ่วเยี่ยจึงเอ่ยถามว่า “เื่ทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกับเ้าใช่หรือไม่”
คำพูดนี้ฟังเพียงผิวเผินอาจเหมือนเป็คำถาม แต่แท้จริงกลับมีความหมายเพื่อเป็การยืนยัน
แม้ว่าในชาติก่อน เฮ่อจือหร่านจะฝึกฝนจิตใจไม่ให้หวั่นไหวกับสิ่งใด แต่ตอนนี้นางยังรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
เหตุผลนั้นไม่ใช่อื่นใด แต่เป็เพราะน้ำเสียงของโม่จิ่วเยี่ย นางจึงสามารถตัดสินได้ว่า อีกฝ่ายต้องมั่นใจมากว่าเื่นี้เป็ฝีมือนาง
ในสถานการณ์เช่นนี้ นางต้องรับมืออย่างไรเล่า
ชั่วขณะนั้น เฮ่อจือหร่านยังคิดไม่ได้ว่าควรอธิบายอย่างไร
แม้ประวัติศาสตร์จะบันทึกว่าโม่จิ่วเยี่ยเป็คนซื่อสัตย์ กระนั้นระหว่างพวกนางก็ยังไม่ถือว่ารู้จักกันจนดีพอ นางย่อมไม่สามารถบอกเขาได้ว่าตนเองมีมิติลับอยู่