⊙_⊙ “ท่านพ่อ” ลู่เฟยคลายมือจากเอวหญิงสาวอย่างนุ่มนวลลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูกล่าวด้วยรอยยิ้ม“เชิญ” กล่าวจบมันก็แสดงสีหน้าด้วยรอยยิ้มเหมือนกับทุกทีแต่ครั้งนี้มุมปากมันนั้นกระตุกถี่รัวจนผิดสังเกตุ
ลู่เทียนฉีเมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของลู่เฟยมันก็เกิดความสงสัยคิดกล่าวถามแต่พอมองไปทางมู่ไฉซูหญิงสาวกลับนอนอยู่ที่เตียงของลู่เฟยหันหน้าไปอีกททางลู่เทียนฉีมีสีหน้าใเล็กน้อยมุมปากยกยิ้ม “ฮ่าฮ่าฮ่า” มันย่อตัวลงมาเอ่ยคำอย่างแ่เบาที่มีแต่พวกมันพ่อลูกสองคนที่ได้ยิน“ลู่เฟย ลูกกับพี่หญิงคงไม่ได้เล่นพิเรนอะไรกันหรอกกระมั้ง..แต่พ่อก็ไม่ได้ห้ามพวกเ้าหรอกนะฮี่ฮี่ฮี่”
“ข้าว่าท่านพ่อเชิญเข้าไปพูดคุยเื่สำคัญที่ว่าข้างในเป็อย่างไร”ลู่เฟยเอ่ยเสียงเรียบด้วยท่าทีนิ่งสงบเหมือนกับว่ามันไม่ได้ยินคำพูดเมื่อกี้ด้วยซ้ำ
ลู่เทียนฉีไม่กล่าวอันใดเพียงแค่ทำสีหน้าบูดบึ้งถอยหายใจยาวออกทางจมูกทั้งสองก็พากันมานั่งเก้าอี้
“เื่สำคัญที่ว่าคือเื่อันใดหรือท่านพ่อ”ลู่เฟยเอ่ยถาม
ลู่เทียนฉี่ตอบ “ที่มีการเลื่อนประชุมมาประชุมตระกูลวันนี้เื่ทั้งหมดเกี่ยวข้องกับลูก”
“อ้อ ถ้าหากให้ข้าเดาไม่ผิดคงจะเป็เื่เกี่ยวกับแต่งตั้งนายน้อยที่จะมาเป็หัวหน้าตระกูลในภายภาคหน้าแล้วคนผู้นั้นก็คือข้าใช่หรือไม่” ลู่เฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงปกติไม่มีท่าทีอันใดเื่นี้ลู่เทียนฉีก็บอกมันบ่อยครั้ง
“ใช่แล้วหล่ะถึงจะมีคนไม่เห็นด้วยมากมายแต่ก็เพียงตอนนี้เท่านั้น ในภายภาคหน้าพ่อเชื่อว่าลู่เฟยลูกจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าพ่อได้แน่เมื่อถึงตอนนั้นก็จะไม่มีผู้ใดคิดโต้แย้งอันใดอีกลูกจะต้องแสดงให้พวกเขาเห็นแล้วพวกเขาก็จะยอมรับในตัวลูกเอง”
ลู่เทียนฉีมักจะเอ่ยวาจาทำนองนี้ให้ลู่เฟยบ่อยครั้งแต่แววตาที่แสดงออกมาไม่ได้เป็แววตาของคนที่เอ่ยปลอบใจอันใดแต่เป็แววตาที่พ่อเชื่อมั่นในตัวลูกที่จะต้องก้าวข้ามตนเองไปได้อย่างแน่นอน
“ข้าจะพยายามทำให้ดีที่สุดจะไม่ทำให้ท่านพ่อต้องผิดหวัง” ลู่เฟยเอ่ยวาจาหนักแน่น
“เ้าไม่ต้องฝืนตัวเองมากจนเกินไปเพียงทำให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้จะอย่างไรพ่อก็ไม่มีวันที่จะมาสำนึกเสียใจภายหลัง”
ลู่เฟยเอ่ยถาม “จริงสิท่านพ่อแล้วมันคือผู้ใดที่ชนะการประลองผู้เยาว์ของตระกูลที่เคยจะได้ถูกแต่งตั้งก่อนที่จะเป็เปลี่ยนเป็ข้าข้าพอจะรู้อยู่ว่าฝีมือมันร้ายกาจยิ่ง”
ลู่เทียนฉีเอ่ยตอบ “มันคือ ลู่เฉิง มันสามารถนับได้ว่าเป็อัฉริยะอย่างแท้จริง”
“มันร้ายกาจปานนั้นท่านพ่อพอจะบอกเื่เกี่ยวกับมันได้หรือไม่” กล่าวจบคิ้วของลู่เฟยก็ย่นเล็กน้อย
“มันเป็ลูกของผู้อวุโสในตระกูลเราแต่ถึงจะบอกไปลูกก็คงจะไม่รู้จักเอาเป็ว่าตอนจัดงานการประลองยุทธ์ของลูกหลานของผู้อวุโสปรมาจารย์่อายุที่น้อยที่สุดที่มีคือสิบเจ็ดปีมากสุดคือยี่สิบสองปีการจะเกิดความเท่าเทียมก็จะต้องประลองกับคนที่อายุเท่ากันห่างกันมากสุดก็เพียงหนึ่งปีแล้วก็จะคัดเลือกจากผู้ที่มีพร์กว่าผู้อื่นในรุ่นเดียวกันของแต่ละรุ่นแล้วก็จะเอามาเปรียบเทียบลงความเห็นกันแต่ลู่เฉิงผู้นี้มันไม่ได้ชนะมาด้วยวิธีนั้น มันได้เอาชนะอัฉริยะของทุกรุ่นั้แ่สิบเจ็ดปีไปจนถึงยี่สิบสองปีส่วนเื่ที่น่าแตกตื่นอย่างที่สุดก็คือ ่อายุของมันเพียงแค่สิบเจ็ดปีแล้วมันยังเป็คนที่อายุน้อยที่สุดที่เข้าการประลอง!”
มาถึงตอนนี้เองที่ลู่เฟยที่จู่ๆก็ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าทำไมผู้คนมากมายในตระกูลถึงจ้องมองมันด้วยสายตาที่เหยียดหยามเกลียดชังมันเคยคิดสงสัยแต่มาตอนนี้มันไม่มีเื่คาใจเลยเพียงนิด มันเป็เื่ไม่แปลกอันใดเลยที่จะถูกนินทาเหยียดหยามถ้าหากสุดยอดอัฉริยะอยู่ดีๆก็ถูกสลับเปลี่ยนเป็ไอ้ชนชั้นเศษสวะผู้หนึ่งในสายตาผู้อื่นเมื่อเทียบกับลู่เฉิงอย่าว่าแต่จะให้ลู่เฟยเป็นายน้อยอันใดได้ ให้มันเป็คนถือรองเท้าให้ลู่เฉิงยังนับว่าเป็วาสนาสูงสุด
“พลังยุทธ์ของผู้ที่เรียกว่าลู่เฉิงเป็อย่างไรท่านพ่อ” ลู่เฟยถามต่อด้วยสีหน้าอยากรู้
“งานประลองยุทธ์ลู่เฉิงผู้นั้นอายุเพียงสิบเจ็ดปีแต่มันกลับมีพลังยุทธ์เทียบเท่าคนที่ลงประลอง่อายุยี่สิบสองปีที่พลังลมปราณแข็งแกร่งที่สุดคือระดับสามขั้นหนึ่งเพียงเื่นี้มันก็น่าแตกตื่นแล้วแต่มันกลับสามารถเอาชนะคนอายุยี่สิบสองผู้นั้นได้ด้วยเื่พลังลมปราณหากเทียบเท่าผู้ที่ชนะจะต้องเป็ผุ้ที่อายุมากกว่าอยู่แล้วเนื่องจากมีความเคยชินกับพลังของตนเองมากกว่าแต่ลู่เฉิงมันที่อายุน้อยกว่าตั้งห้าปีกลับชนะ! ”
ลู่เฉิงที่อายุสิบเจ็ดปีสามารถเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์อายุยี่สิบสองปีที่เก่งกาจที่สุดได้นับเป็เื่ที่น่ายกย่องเพียงใดไม่ต้องใช้สมองคิดก็สามารถรู้ได้เลยว่าในภายภาคหน้ามันจะต้องเป็ผู้ที่มีพลังอำนาจเพียงใดคนแบบนี้หากไม่ได้เป็มิตรสหายก็ควรอย่าเป็ศัตรูเด็ดขาด
ลู่เฟยใช้นิ้วชี้แตะปลายคางเอ่ยถามพร้อมกับโยกหัวเล็กน้อย “ลู่เฉิงผู้นั้นกับท่านพ่อตอนอายุสิบเจ็ดปีผู้ใดร้ายกาจกว่ากันเล่า” พร้อมกับทำสีหน้าตื่นเต้นกล่าวต่อ “โอ้ก็ต้องเป็ท่านพ่ออยู่แล้วใช่หรือไม่”
‘พรวดด’ ลู่เทียนฉีสำลักน้ำชาทันทีที่ได้ยินคำถามไร้แก่นสารนี้สีหน้าแดงเล็กน้อยพร้อมกับเอ่ยวาจาด้วยเสียงสูงขึ้นมาหลายส่วน“มันก็ต้องเป็พ่ออยู่แล้วสิลูกเอ๋ย ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า”
@_@ ลู่เฟยไม่กล่าวอันใดเพียงแสดงหน้าตายครุ่นคิดในใจ...จะดูยังไงก็คำคุยโม้โป้ปดชัดๆไม่ใช่รึไงกัน! อย่าว่าแต่โป้ปดต่อคนประสบการณ์หมื่นปีอย่างข้าเลย ต่อให้ไปคุยให้เด็กอายุสามขวบฟังมันจะเชื่อหรือไม่ยังไม่รู้
“ฮิฮิ..” เป็เสียงหัวเราะคิกคักของมู่ไฉซูที่นอนฟังสองพ่อลูกคุยกัน
“โอ้พี่หญิงข้านึกว่าท่านหลับไปอีกรอบท่านกลับฟังอยู่” ลู่เฟยเอ่ย
ลู่เทียนฉีมองไปที่มู่ไฉซูกลับพบว่าสภาพนางตอนนี้ดูอ่อนเพลียนักสีหน้าซีดขาวเล็กน้อยดูไร้เรี่ยวแรงเมื่อเห็นแบบนี้มันหันหน้ามาทางลู่เฟยจับจ้องหน้าเด็กหนุ่มไม่วางสายตาด้วยสีหน้าแปลกใจพร้อมเอ่ยคำ“ลู่เฟยถึงนางจะอายุมากกว่าเ้าสองปีแต่นางเป็สตรีนางบอบบางเ้าควรให้พี่หญิงของเ้าพักบ้าง”
ไม่ว่าจะฟังยังไงก็เป็การเข้าใจไปในทางที่ผิดชัดๆเมื่อได้ยินคำเอ่ย หญิงสาวก็หน้าแดงก่ำคิดจะเอ่ยแก้ความอันใดยิ่งเอ่ยตะกุกตะกัก “คะคะคคือ” ยิ่งฟังก็ยิ่งน่าสงสัย
ลู่เฟยไหนเลยจะไม่รู้ว่าตอนนี้ลู่เทียนฉีคิดว่าพวกมันสองคนเล่นพิเรนอันใดกันมันโพร่งวาจาไปอย่างเร็วไว “มันจะไปใช่ได้อย่างไร!” กล่าวจบลู่เฟยก็จับมือหญิงสาวขึ้นมาให้ลู่เทียนฉีตรวจสอบ“พี่หญิงป่วยต่างหากเล่า ข้าเลยให้นางนอนพัก”
เมื่อตรวจดูแล้วก็เป็เพียงอาการอ่อนเพลียจริงๆลู่เทียนฉีสีหน้าผิดหวังสิบส่วนถอนหายใจ“เห้อ”
ลู่เฟยครุ่นคิด...นี่แสดงสีหน้าผิดหวังขนาดนี้ในใจคิดหวังอะไรอยู่? แล้วไอ้ถอนหายใจ ‘เห้อ’ นี่มันอะไรกัน
ลู่เฟยเอ่ยถามเป็เสียงเรียบจริงจัง“แล้วเป็วันใดหรือท่านพ่อวันแต่งตั้งนายน้อย?”
“พรุ่งนี้ แต่ไม่ต้องห่วงพิธีเรียบง่ายยิ่ง”
กล่าวจบมันก็สอนบอกวิธีให้กับลู่เฟยจนครบถ้วน
“เอาหละทั้งหมดก็มีเพียงเท่านี้พ่อขอตัว” ลู่เทียนฉีเอ่ย
“ท่านพ่อไปส่งพี่หญิงได้หรือไม่อาการนางไม่ดีนัก” ลู่เฟยเอ่ย
“ได้เลย”
กล่าวจบลู่เฟยก็ไปส่งคนทั้งสองหน้าประตู
มู่ไฉซูเอ่ย “น้องเฟยเดี๋ยวข้าจะมาปลุกตอนเช้า ส่วนวันนี้ฝันดี”
“ฝันดีพี่หญิง” กล่าวจบเด็กหนุ่มก็ปิดประตูไม่ได้บอกฝันดีพ่อตัวเองแต่อย่างใด