หลินเจา?
ขณะที่ทุกคนให้ความสนใจกับเด็กหนุ่มสองคนนี้เปาเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะให้ความสนใจกับพวกมันเช่นกัน เพียงกวาดตามองเขาก็รู้ได้อย่างชัดเจนว่าเด็กหนุ่มผู้มากความเ็าและหยิ่งยโสเป็หลินเหล่ย
ส่วนหลินเจานั้นมีหน้าตาธรรมดายิ่งทุกๆอย่างที่แสดงให้เห็นบนตัวของอีกฝ่าย บ่งบอกถึงความธรรมดาของสามัญชนจนน่าแปลกใจ
ทว่าภายใต้ประสาทััที่เฉียบคมเหนือผู้ใดเปาเฟิงย่อมมองออกว่าในความธรรมดานั้นแฝงให้เห็นถึงความลึกลํ้าสุดหยั่งที่ไม่อาจทําความเข้าใจได้
นี่มันอะไรกัน?
หลินเจาผู้นี้เหตุใดถึงได้แตกต่างจากคนอื่นนัก?
เปาเฟิงประหลาดใจทุกๆคนภายในงานชุมนุมเขาล้วนมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง ดังนั้นเด็กหนุ่มธรรมดาสามัญชนผู้นี้จึงเป็เพียงผู้เดียวที่ทําให้เขาสนใจเกรงว่าหากอีกฝ่ายไม่แสดงมันออกมาผ่านการต่อสู้คงยากนักที่เขาจะล่วงรู้ว่ามันคือสิ่งใด
แน่นอนว่าในสถานที่แห่งนี้แล้วนอกจากเปาเฟิงก็มิมีผู้ใดเลยที่ล่วงรู้ถึงพวกมันแม้จะเป็องค์จักรพรรดิแห่งนภาครามและองค์ชายสองก็ตาม
ดั่งเวลาที่พัดผ่าน…
พื้นที่ประลองทั้งสี่ได้เริ่มการประลองขึ้นอย่างรวดเร็ว
“หลินเจาและอู๋หานโต่วขึ้นมา’’เสียงประกาศของกรรมการดังขึ้น
คู่แรกของสายที่หนึ่ง...หลินเจาปะทะอู๋หานโต่ว!
ไม่ช้า บนพื้นที่ประลองที่หนึ่งก็ได้ปรากฏเด็กหนุ่มร่างกายใหญ่โตกลิ่นอายฝึกตนที่ปล่อยออกมาล้วนไม่ด้อยไปกว่าสี่อัจฉริยะแห่งนภาครามแม้แต่น้อย
ระดับสามขั้นต้น!
เหล่าผู้ชมโดยรอบที่ััได้ต่างสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ดูเหมือนว่าแค่รอบที่หนึ่ง หลินเจาก็เจอศึกหนักแล้วเป็ไปได้ยิ่งว่าการประมือระหว่างหลินเหล่ยและหลินเจาอาจไม่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตามเมื่อทุกคนสังเกตเห็นเด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่ยังคงมีท่าทีสงบ พวกเขาก็ต้องแปลกใจ
เป็ไปได้ไหมว่าหลินเจาจะสามารถสร้างตํานานขึ้นได้อีกครั้ง?
“หลินเจา!โชคร้ายแล้วที่รอบแรกเ้าต้องมาเจอกับข้า! ฮ่าๆๆๆๆ!’’ อู๋หานโต่วหัวเราะขึ้นมองคู่ต่อสู้ของมันอย่างไม่แยแสบอกได้ว่ามันไม่สนใจแม้แต่น้อยถึงเื่ของหลินเหล่ยและหลินเจาเพราะวันนี้ผู้ที่จะชนะมีเพียงมันเท่านั้น!
“สามกระบวนท่าเช่นเคย’’หลินเจายังคงสงบนิ่ง เอ่ยเสียงราบเรียบออกไป พริบตาร่างของเขาก็พุ่งทะยานเข้าหาอู๋หานโต่วอย่างรวดเร็ว
“สามกระบวนท่าอย่างนั้นรึ?โอหังนัก! วันนี้แหละข้าจะสอนให้เ้ารู้ว่าตํานานสามกระบวนท่าของเ้าเมื่อมาอยู่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง มันย่อมไม่นับเป็อันใดได้!’’อู๋หานโต่วแค่นเสียงเยาะแล้วทะยานออกไปเช่นกันเห็นได้ชัดว่ามันจงใจจะใช้ความได้เปรียบทางร่างกายเข้ากดดันอีกฝ่าย
แต่ในลมหายใจต่อมาเพียงร่างของเด็กหนุ่มธรรมดาสามัญชนถึงตัวอู๋หานโต่วท่วงท่าแข็งกร้าวดุดันราวพยัคฆ์พลันถูกฉายออกมาให้เห็น
ประหนึ่งเทพเซียนเพียงลงมือ...ร่างของอู๋หานโต่วก็ถูกความแข็งแกร่งเข้าบดขยี้!
กร๊อบ!
เสียงบางสิ่งบางอย่างที่แตกกระจายดังออกมาจากภายในร่างของอู๋หานโต่ว
“อั๊ก!จะ...เ้า!’’ ร่างใหญ่โตของมันกระอักเืคําโตออกมาก่อนจะทนความเ็ปที่แล่นผ่านมาถึงไม่ไหว และหมดสติล้มลงทั้งยืนในที่สุด
หนึ่งกระบวนท่า!
เพียงหนึ่งกระบวนท่าอู๋หานโต่วผู้มีฐานฝึกตนระดับสามถึงกลับปราชัย!
“เป็ไปไม่ได้!นี่หลินเจาสามารถเอาชนะอู๋หานโต่วได้ในหนึ่งกระบวนท่าอย่างนั้นรึ?’’
“ตํานานสามกระบวนท่า! ดูเหมือนจะไม่ใช่เื่โกหก!หลินเจาผู้นี้สามารถกําหนดความพ่ายแพ้ของศัตรูภายในสามกระบวนท่าได้!’’
“อีกอย่างจากที่ได้ยินมาดูเหมือนตํานานสามกระบวนท่าของหลินเจาผู้นี้ จักแข็งแกร่งที่สุดในกระบวนท่าที่สามเป็ไปได้ไหมว่าการที่เขาเอาชนะอู๋หานโต่วในกระบวนท่าเดียวได้หมายความว่าเขามีความแข็งแกร่งทัดเทียมสี่อัจฉริยะแห่งนภาครามแล้ว?’’
“...’’
หลังจากที่การต่อสู้จบลงเด็กหนุ่มนามหลินเจาที่เดินออกจากพื้นที่ประลองก็ได้รับความสนใจจากผู้คนมากยิ่งขึ้น
เปาเฟิงจึงพลอยได้รับรู้ไปด้วยว่านอกจากเด็กหนุ่มผู้นี้จะมีพร์เพียงระดับกลางแล้ว ก่อนจะถูกรับเข้าตระกูลเขาก็ได้ฝ่าฟันอันตรายนับไม่ถ้วน และสร้างตํานานไร้พ่ายขึ้น ซึ่งมันก็คือตํานานสามกระบวนท่า!
หากกระบวนท่าแรกมิสามารถเอาชัยได้กระบวนท่าที่สองก็จะเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งกว่าครึ่ง เมื่อกระบวนท่าที่สามมาถึงและความแข็งแกร่งสูงสุดถูกปล่อยออกมา ย่อมมิมีผู้ใดสามารถต้านทาน!
นี่แหละตํานานสามกระบวนท่าไร้พ่าย!
ถึงอย่างนั้นเปาเฟิงก็ไม่ได้สนใจในสิ่งนี้แต่เขาสนใจในการต่อสู้เมื่อครู่นี้มากกว่าในสายตาของคนธรรมดาท่วงท่าของหลินเจาเพียงแข็งกร้าวและดุดันทว่าด้วยปัญญาเวทย์ของเขาแล้ว เขาสามารถมองออกเลยว่าภายในสิ่งทั้งหมดนั้นมันได้แฝงไปด้วยความลึกลํ้าอย่างหนึ่ง
แต่ก็น่าเสียดายที่การต่อสู้จบลงเร็วเกินไปเขาจึงไม่อาจบอกได้ว่าความลึกลํ้านั้นมันคือสิ่งใดดังนั้นแล้วเขาจึงหวังว่าคู่ต่อสู้คนต่อไปของหลินเจาจะสามารถทําให้อีกฝ่ายเผยสิ่งที่เขาอยากรู้ออกมาได้
ทางด้านขององค์ชายสองก็เริ่มให้ความสนใจกับหลินเจาผู้นี้เช่นกัน เขามองว่าเด็กหนุ่มคนนี้แม้จะมีพร์เพียงระดับกลางแต่หากรับเข้ามาอยู่ภายใต้อาณัติและคอยชี้แนะ อีกฝ่ายอาจจะสามารถเป็อัจฉริยะระดับทวีปได้ก็เป็ได้
ส่วนเฉินเมิ่งินั้นเพียงแค่มองดูการประลองทั้งหมดอย่างไม่ใส่ใจเห็นได้ชัดว่าการต่อสู้ของผู้ฝึกตนระดับสาม ไม่มีค่าในสายตาของเขาแม้แต่น้อย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพริบตา หลินเจาก็ต้องขึ้นประลองอีกครั้ง
“ข้าขอยอมแพ้!’’แต่ยังไม่ทันที่การต่อสู้จะได้เริ่มขึ้นยอดยุทธสตรีรุ่นเยาว์แสนงดงามผู้หนึ่งซึ่งเป็คู่ต่อสู้ของเด็กหนุ่ม ก็ได้ยอมแพ้ จากการประลองกับอู๋หานโต่วเป็ที่แน่ชัดแล้วว่าเด็กหนุ่มแข็งแกร่งยิ่งจึงจะดีกว่าที่นางที่อ่อนแอกว่าอู๋หานโต่วจะไม่ขึ้นไปทําให้ตัวเองอับอาย
เหล่าผู้ชมจึงอดเสียดายมิได้
เปาเฟิงก็เช่นกันเขาถอนหายใจยาวออกมา
“ลูกสนใจหลินเจาผู้นี้รึ?’’มองดูบุตรชายที่ให้ความสนใจกับการประลองของเด็กหนุ่ม เปาฉวนก็ใคร่รู้เพราะการที่บุตรชายของเขาสามารถเอาชนะเฉินหมิ่งิได้ย่อมหมายความแล้วว่าอัจฉริยะทั่วๆไปไม่คู่ควรเป็คู่ต่อสู้ด้วยดังนั้นจึงเป็ไปได้ทีเดียวว่าบุตรชายของเขาจะััได้ถึงบางสิ่งบางอย่างจากตัวของหลินเจา
ซึ่งถ้าเป็อย่างนั้นจริงๆนั่นย่อมหมายความแล้วว่าหลินเจามีความสามารถที่จะขึ้นเป็อันดับหนึ่งของงานชุมนุมในครั้งนี้!
เปาเฟิงพยักหน้าโดยไม่กล่าวอันใดมีเพียงเขาที่มีปัญญาเวทย์เท่านั้น ที่จะมองออกว่าหลินเจาแข็งแกร่งและยากหยั่งถึงแตกต่างจากคนอื่นๆ ที่ไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ ก็สามารถมองทะลุปรุโปร่งได้โดยง่าย
ดั่งเวลาที่พัดผ่าน…
“หนึ่งกระบวนท่า!’’เสียงของผู้ชมดังขึ้นด้วยความตกตะลึง
หลินเจาเอาชนะคู่ต่อสู้ของเขาด้วยหนึ่งกระบวนท่าอีกแล้วซํ้าคู่ต่อสู้คนนี้ยังมีฝีมือใกล้เคียงสี่อัจฉริยะมากที่สุดด้วย
นี่มัน...เป็ไปได้อย่างไร?
หรือว่าความแข็งแกร่งของหลินเจาในตอนนี้จะทัดเทียมกับพวกสี่อัจฉริยะจริงๆแล้ว?
และก็เป็อีกครั้งเมื่อการต่อสู้ของหลินเจามาถึง เขาก็ได้เอาชัยเหนือศัตรูในหนึ่งกระบวนท่าไม่ว่าใครก็ตามล้วนต้องตกตะลึง
“เป็ไปได้อย่างไร?มันแข็งแกร่งขึ้นถึงขนาดนี้ได้เช่นไร?!’’ หลินเหล่ยที่เพิ่งเอาชนะคู่ต่อสู้มาได้รู้สึกตื่นตะหนกใเป็อย่างมาก เขาไม่นึกไม่ฝันมาก่อนเลยว่าขยะไร้ค่าในสายตาของเขา จะสามารถเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นถึงเพียงนี้ได้
บรรดาสี่อัจฉริยะที่เหลือก็อึ้งตะลึงไปเหมือนกันเท่าที่พวกมันจําได้หลินเจามิได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้แท้จริงแล้วมันเกิดสิ่งใดขึ้น?
มองดูสีหน้าที่เปลี่ยนไปของสี่อัจฉริยะเปาเฟิงก็รู้เลยว่าหลินเจามิได้เป็เพียงศัตรูกับหลินเหล่ยดังนั้นเขาจึงอดหัวเราะในใจไม่ได้
คนพวกนี้จะไปมองออกถึงเหตุผลที่แม้แต่ปัญญาเวทย์ยังมองไม่ออกได้อย่างไร?
น่าขัน!
ดั่งเวลาที่ล่วงเลยงานชุมยอดยุทธรุ่นเยาว์แห่งนภาครามได้มาถึง่สุดท้ายแล้วและยังเป็่ที่ใครหลายคนให้ความสนใจมากที่สุด
หลินเจาปะทะหลินเหล่ย!
เพียงมองดูเด็กหนุ่มทั้งสองคนที่กําลังยืนประจันหน้ากันจิตใจของคนดูทั้งหลายก็สั่นสะท้านเห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดไม่ถึงจริงๆว่าการประลองระหว่างสองคนนี้จะเกิดขึ้นได้
หนึ่งอัจฉริยะั้แ่กําเนิดอีกหนึ่งอัจฉริยะผู้ไต่เต้าขึ้นมาจากจุดที่ตกตํ่าที่สุด
การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็ที่จารึกในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน!
“หลินเจาวันนี้เส้นทางของเ้าจะถูกทําลายด้วยเงื้อมมือของข้าผู้นี้!’’ หลินเหล่ยประกาศก้องสีหน้าเ็าอย่างถึงที่สุด มันไม่กล้าคิดเลยว่าหากให้อีกฝ่ายได้เติบโตขึ้นเรื่อยๆชะตาชีวิตของมันจะเป็เช่นไร?
ตรงกันข้ามเด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดาสามัญชนเพียงเผยรอยยิ้มขึ้น มันเป็รอยยิ้มแห่งความเ็า
“เช่นนั้น...วันนี้ข้าก็จะทําลายเ้า!’’
ดุจดั่งประสงค์ของ์เพียงหลินเจาเคลื่อนกาย...เขาก็ไปปรากฏตัวที่เบื้องหน้าของหลินเหล่ยในทันที!
ระ...เร็วมาก!
นี่มันความเร็วอันใดกัน?
หลินเหล่ยและผู้ชมนับไม่ถ้วนต่างใกระทั่งตะหนักได้ว่าครั้งนี้เป็ครั้งแรกที่อีกฝ่ายเผยความแข็งแกร่งออกมา
“หมัดพยัคฆ์ทลายฟ้า!!!’’ ประหนึ่งเทพพยัคฆ์พิโรธเสียงของเด็กหนุ่มธรรมดาสามัญชนดังก้อง สะท้านจิตใจของทุกผู้ทุกคนในทันที
ปัง!
พริบตาร่างของหลินเหล่ยก็กระเด็นไปไกลหลายจั้ง กระแทกเข้ากับพื้นครั้งแล้วครั้งเล่าจนในที่สุดเมื่อมันหยุดลง สภาพยับเยินน่าอดสูของมันก็ถูกเผยออกมา
“อะไรกัน?วิชาเมื่อครู่นี้มันอันใดกัน?’’
“วิชาระดับพื้นฐานอย่างนั้นหรือ?เหตุใดถึงได้ทรงพลังนัก?’’
“เป็ไปไม่ได้นี่เป็เพียงการต่อสู้ของผู้ฝึกตนระดับสาม ทั้งยังไม่เข้าสู่ครึ่งก้าวััชีวิตเหตุใดจึงได้รุนแรงเช่นนี้?’’
“...’’
“วิชานั่นไม่ธรรมดา!’’เฉินเมิ่งิที่ราวกับไม่สนใจสิ่งใดมาตลอด รู้สึกใจนแข็งค้างไปเห็นได้ชัดเลยว่านี่เป็ครั้งแรกที่มันได้เห็นวิชาระดับพื้นฐานที่แข็งแกร่งและมีพลังทําลายล้างสูงขนาดนี้!
“หลินเจาผู้นี้ลึกลับนัก!’’องค์ชายสองยังอดอุทานไม่ได้เกรงว่านี่คงเป็ครั้งแรกที่เขาได้เห็นวิชาระดับพื้นฐานที่แข็งแกร่งเยี่ยงนี้
เป็ไปได้อย่างไร?
เหตุใดเด็กหนุ่มจากสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ถึงได้วิชาพื้นฐานอันทรงพลังขนาดนี้ได้?
เปาเฟิงและเปาฉวนก็ใกับเหตุการณ์ครั้งนี้เช่นกันสองพ่อลูกจึงมองหน้ากัน และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกยากจะหยั่งถึง
เป็ไปได้ไหมว่านี่เป็วิชาระดับเดียวกันกับวิชามวยอ่อนโปเทียน?
กล่าวได้ว่าพลานุภาพที่หลินเจาได้แสดงออกมาในเมื่อครู่นี้เป็สิ่งที่คล้ายคลึงกับความลึกลํ้าของวิชามวยอ่อนโปเทียนเป็อย่างมาก
ทั้งสองคนนี้จึงอดมิได้ที่จะคาดเดา
เวลาเดียวกันบรรดาสี่อัจฉริยะก็ต่างสีหน้าน่าเกลียด หลินเหล่ยอาจจะอ่อนแอที่สุดในหมู่ของพวกเขาก็จริงแต่ก็ไม่ได้มากมายนัก ดังนั้นการที่มันถูกเอาชนะได้ ซํ้ายังมีสภาพยับเยินเช่นนั้นย่อมหมายความแล้วว่าชะตาของพวกเขาคงไม่ต่างกัน
บัดซบ!เหตุใดนอกจากหลินเจาจะแข็งแกร่งขึ้นแล้วยังวิชาพื้นฐานที่ทรงพลังเช่นนี้ด้วย?!
ทางด้านกลุ่มคนของสี่ตระกูลใหญ่ก็มีท่าทีเปลี่ยนไปนี่ไม่ใช่วิชาของตระกูลพวกเขาอย่างแน่นอนทันใดนั้นแววตาของทุกผู้ทุกคนก็เปล่งประกายความโลภออกมา
เป็ที่ชัดเจนแล้วว่าพวกเขาจะต้องแย่งชิงมันมาให้ได้!
ราวกับรับรู้ได้ถึงความชั่วร้ายที่กําลังก่อตัวขึ้นเปาเฟิงก็ขมวดคิ้ว คนที่ดูชาญฉลาดเช่นหลินเจาย่อมไม่มีทางกระทําสิ่งที่เป็อันตรายต่อตัวเองโดยมิเตรียมการอันใดไว้แน่
เป็ไปได้รึไม่ที่เขาจะเตรียมทางหนีทีไล่สําหรับสถานการณ์ครั้งนี้เอาไว้แล้ว?
ผู้คนต่างก็ดูราวกับจะรู้สึกได้ถึงสิ่งที่กําลังจะเกิดขึ้นเช่นกันดังนั้นพวกเขาจึงอดรู้สึกเห็นใจเด็กหนุ่มธรรมดาสามัญชนผู้นี้มิได้
บอกได้ว่าเฉินเมิ่งิที่แม้จะหยิ่งยโสอยู่ตลอดเวลาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าความเป็จริงของโลกมันเป็เช่นใด แต่นี่ก็ไม่ใช่เื่ของเขาเขาจึงไม่สอดมือเข้าไปยุ่ง
องค์ชายสองทําได้เพียงส่ายหัวหากอะไรจะเกิดก็ต้องเกิด อีกอย่างมันจะเป็เช่นทุกคนคิดแน่รึ?
“กรรมการประกาศผลสิ!’’ในที่สุดเสียงของหลินเจาก็ดังขึ้น ทําลายความคิดของผู้คน
“การประลองครั้งนี้ผู้ชนะได้แก่...หลินเจา!’’กรรมการที่รู้สึกตัวก็ประกาศผลเห็นได้ชัดเลยว่าเขาอึ้งไปกับความแข็งแกร่งของเด็กหนุ่มที่เพิ่งแสดงออกมาเป็อย่างมาก
ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับไม่ถ้วนหลินเจาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ในที่สุดเขาก็ได้ชําระแค้นกับหลินเหล่ยแล้ว
ไม่ช้าเขาก็กล่าวออกไป
“ดี!เช่นนั้นข้าขอสละสิทธิ์!’’
กรรมการมิใช่คนโง่ทันทีที่ได้ยิน เขาจึงตะหนักได้ในทันทีว่าเด็กหนุ่ม้าใช้โอกาสนี้หลบหนีจากผู้ที่มีความโลภทั้งหลายดังนั้นแววตาของเขาจึงเผยความชื่นชมและพยักหน้าให้กับการตัดสินใจของเด็กหนุ่ม
“เด็กน้อยอย่าได้หวังเลยว่าหลังจากที่เ้าทําร้ายเหล่ยเอ๋อร์จนาเ็สาหัสแล้ว! เ้าจะยังหลบหนีไปได้!’’
แต่ทันใดนั้นเองเสียงหัวเราะอย่างชั่วร้ายก็ดังขึ้นก่อนปรากฏเงาร่างชายวัยกลางคนจากตระกูลหลิน
เขาผู้นี้ก็คือผู้นําตระกูลหลิน...หลินฉีป้า!
เป็ที่รู้กันว่าหลินเจามาจากตระกูลสาขาและแม้ว่าจะถูกยอมรับเข้าตระกูลหลินในที่สุด นั่นก็เป็เพียงฉากบังหน้าซึ่งแท้จริงแล้วทุกคนก็รู้กันดีว่าความจริงเป็เช่นไรดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่ผู้นําตระกูลหลินจะใช้โอกาสนี้เค้นความลับของวิชาอันทรงพลังนั่นออกมา
ผู้นําอีกสามตระกูลที่เหลือต่างอดอิจฉาไม่ได้
เปาฉวนทําได้เพียงมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเศร้าหมองเป็ที่รู้กันดีว่าแม้คนพวกนี้จะเคารพเขา แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกมันจะยินยอมฟังคําสั่งของเขา มิเช่นนั้นแล้วในาเมื่อหนึ่งเดือนก่อนพวกมันคงให้ความร่วมมือไปนานแล้ว
เปาเฟิงรับรู้ถึงความจริงนี้ดีแต่สี่ตระกูลใหญ่นั้นเป็ตระกูลที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานพอๆกับราชวงศ์เปาเลยทีเดียวทั้งนี้แม้จะไม่ได้อยู่ใต้อาณาติอย่างแท้จริง แต่พวกมันก็เป็มิตรมาโดยตลอดเื่นี้จึงเป็ที่รู้กันดีทั่วอาณาจักร
จึงไม่แปลกที่คนทางฝั่งของราชวงศ์ไม่ได้ยื่นมือเข้าไปในเหตุการณ์ตรงหน้านี้!
ทว่า!ทว่าตอนนี้มิใช่ เพราะเขาเปาเฟิงได้เปลี่ยนไปแล้ว!
เพียงประสงค์...กลิ่นอายแห่งเทพาของนภาครามได้ถูกปลดปล่อยออกไป
พริบตาผู้คนมากมายที่ััได้ก็สั่นสะท้าน แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ทําอะไร…
เสียงหัวเราะเยาะของเทพาก็ได้ดังขึ้น!
“ผู้นําตระกูลหลินท่านยังมีความละอายใจอยู่หรือไม่?’’
เสียงๆนี้ก้องกังวานไปทั่วทั้งจัตุรัสไม่ว่าใครก็ตามที่ได้ฟังต่างตะหนักได้ว่าเทพาแห่งนภาครามได้ทรงเกรี้ยวขึ้นแล้ว!