ย่าหลินเป็คนที่มองโลกในแง่ดีมาตลอดตอนที่สามีเสียชีวิตไปในสนามรบ เธอก็เพิ่งกำลังตั้งครรภ์ได้ไม่นาน
ญาติทางบ้านพ่อแม่เกลี้ยกล่อมให้เธอเอาเด็กออกแล้วหาทางแต่งงานใหม่โดยเร็ว
แต่เธอกลับยืนกรานที่จะอยู่ที่นี่ต่อเพื่อเชิดชูเกียรติให้สามีผู้เสียสละช่วยให้วีรบุรุษผู้ล่วงลับได้มีทายาทสืบสกุล
เมื่อลูกชายโตขึ้นเขาก็อยากไปเป็ทหาร แต่เธอรู้ดีว่าการไปเป็ทหารเสี่ยงถึงชีวิตแม้ว่าตอนนั้นจะเป็ยุคที่สงบสุขแล้วก็ตาม
ทว่าสุดท้ายย่าหลินก็ยอมทำตามความปรารถนาของลูกชาย
ใครจะคิดว่าลูกชายคนเดียวของเธอกลับต้องมาเสียชีวิตในวัยหนุ่มเช่นกัน
ลูกสะใภ้ก็เสียชีวิตเพราะคลอดยากทำให้หลานชายที่เพิ่งเกิดมาต้องกำพร้าพ่อแม่
ย่าหลินอาศัยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าและทัศนคติการใช้ชีวิตที่มองโลกในแง่ดีเลี้ยงดูหลานชายคนเดียวจนเติบใหญ่
เธอเป็คนเข้มแข็งที่ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากใครแม้ใน่เวลาที่ยากลำบากที่สุดก็ยังกัดฟันสู้
หลังจากที่ย่าหลินออกมาจากบ้านก็กลับไปนั่งใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่อีกครั้งและเริ่มเย็บพื้นรองเท้าต่อ
เย็บต่อได้ไม่กี่ฝีเข็มเ้าด่างที่นอนอยู่ข้างๆ ก็ลุกขึ้นแล้วเห่าอย่างบ้าคลั่ง
มีแขกมาที่บ้าน
ย่าหลินรีบห้ามไม่ให้เ้าด่างเห่าต่อไปแล้วมองไปที่หน้าประตู
เมื่อเห็นชัดเจนว่าเป็ใครย่าหลินก็ขมวดคิ้วทันที
คนที่มาไม่ใช่คนอื่นคนไกลแต่เป็ป้าจางกุ้ยเฟิน ป้าแท้ๆ ของหลินซือหย่วน
ย่าหลินเป็คนใจดีมากเห็นใครๆ แล้วเธอก็ต้องยิ้มแย้ม แต่เมื่อเห็นจางกุ้ยเฟิน คุณย่ากลับยิ้มไม่ออก
"ป้าคะ กำลังเย็บพื้นรองเท้าอยู่เหรอคะ!" เสียงดังของจางกุ้ยเฟินร้องดังมาแต่ไกล
ย่าหลินค่อยๆลุกขึ้นจากม้านั่ง "ใช่แล้วไม่ทำอะไรเลยมันจะว่างเกินไป กุ้ยเฟิน เธอไม่ได้ลงไร่เหรอ?"
ท่าทีของย่าหลินที่มีต่อจางกุ้ยเฟินถือว่าอ่อนโยนแล้วจะขาดไปก็แต่ความกระตือรือร้น
จางกุ้ยเฟินตอบอย่างกระตือรือร้น"ลงไร่ไปเมื่อเช้าค่ะ ตอนนี้ี้เีเพราะมันร้อนก็เลยไม่ได้ไป"
พูดพลางจางกุ้ยเฟินก็นั่งลงบนม้านั่งหินข้างๆย่าหลินอย่างไม่เกรงใจ
หลังจากนั่งลงจางกุ้ยเฟินก็หยิบพื้นรองเท้าที่ย่าหลินเย็บเสร็จแล้วในตะกร้าขึ้นมาพิจารณาดู"ป้าคะ ฝีมือการเย็บของป้าดีจริงๆดูไม่เหมือนคนที่อายุหกสิบปีเย็บเลยนะคะฝีเข็มแบบนี้เด็กสาววัยยี่สิบสามสิบปีเทียบกันไม่ได้เลยค่ะ"
เมื่อเผชิญหน้ากับการประจบประแจงของจางกุ้ยเฟินย่าหลินก็แสดงสีหน้าเฉยเมย "กุ้ยเฟินเธอนี่ปากหวานขึ้นทุกวันจริงๆ"
จางกุ้ยเฟินยิ้มแหยๆ"ป้าคะ ที่ฉันพูดเป็ความจริงทั้งหมดเลยนะคะ"
จากนั้นจางกุ้ยเฟินก็ถามว่าหลินซือหย่วนไปไหน
ย่าหลินมองไปยังห้องฝั่งตะวันตก"เขากำลังนอนอยู่น่ะ"
เมื่อจางกุ้ยเฟินได้ยินว่าป่านนี้แล้วยังนอนหลับอยู่เธอก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิ "เด็กคนนี้นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ยังนอนอยู่ได้?"
ย่าหลินพูดอย่างไม่ใส่ใจนัก"ถ้านอนหลับได้ก็นอนไปเถอะ ยังไงก็ว่างอยู่ดี"
จางกุ้ยเฟินคุยเื่สัพเพเหระกับย่าหลินอีกสองสามคำจากนั้นก็บอกถึงจุดประสงค์ที่มา "ป้าคะญาติทางฝั่งสามีของฉันแนะนำผู้หญิงคนหนึ่งให้ต้าเผิงพรุ่งนี้ก็จะไปดูตัวกันแล้วค่ะก่อนหน้านี้ป้าเพิ่งตัดกางเกงกับเสื้อแขนยาวให้หย่วนจื่อไม่ใช่เหรอคะขอยืมเสื้อผ้าให้ต้าเผิงใส่ไปดูตัวหน่อยได้ไหมคะ?"
รู้แล้วว่าจางกุ้ยเฟินมาต้องไม่มีเื่ดีแน่
ครั้งไหนที่เธอมาไม่ใช่แค่ขอยืมของพูดดีๆ ก็คือยืม แต่จริงๆ แล้วคือขอ
เพราะของที่จางกุ้ยเฟินยืมไปไม่เคยมีคืนกลับมาเลยสักครั้ง
อาทิตย์ที่แล้วมาขอยืมน้ำมันถั่วลิสงไปห้าจินคราวนี้ก็มาขอยืมเสื้อผ้าอีก
สำหรับความไม่รู้จักเกรงใจของจางกุ้ยเฟินย่าหลินรู้สึกขุ่นเคืองใจเล็กน้อย "ต้าเผิงกำลังจะไปดูตัวอีกแล้วนี่เป็เื่ดีนะ แต่หย่วนจื่อสูงกว่าต้าเผิงเกือบ่ตัวเลยเสื้อผ้าที่หย่วนจื่อใส่พอดี แต่ต้าเผิงใส่ยังไงก็ไม่พอดีหรอก"
นี่เป็คำพูดที่ย่าหลินแสดงออกอย่างอ้อมๆว่าไม่เต็มใจที่จะให้ยืมเสื้อผ้า
เธอเพิ่งทำเสื้อผ้าใหม่ให้หลานชายสุดที่รักไม่อยากให้จางกุ้ยเฟินเอาพวกมันไปง่ายๆ แบบนี้
จางกุ้ยเฟินไม่ได้โง่จะไม่เข้าใจความหมายของคุณย่าได้อย่างไร
แต่จางกุ้ยเฟินไม่ได้ถอดใจเพราะคุณย่าไม่ยอมให้ยืมเสื้อผ้าแน่นอน
"ป้าคะ ฉันรู้ว่าต้าเผิงใส่เสื้อผ้าของหย่วนจื่อไม่ค่อยพอดีแต่ก็ปรับแก้นิดหน่อยได้นี่คะป้าก็รู้นี่คะว่าต้าเผิงบ้านฉันไปดูตัวมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จสักทีครั้งนี้คนที่แนะนำมาค่อนข้างน่าเชื่อถือ ต้าเผิงบ้านฉันก็ต้องแสดงออกให้ดีๆ หน่อยสภาพการเงินของบ้านฉันก็อย่างที่รู้กันจะมีเงินที่ไหนให้ต้าเผิงเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ั้แ่หัวจรดเท้ากันคะ"
จางกุ้ยเฟินพูดเร็วมากพูดมาตั้งมากมายแทบไม่ได้พักหายใจ
การพูดเร็วเกินไปจะทำให้คนที่ฟังรู้สึกรำคาญหู
ย่าหลินรำคาญจางกุ้ยเฟินจนต้องขมวดคิ้ว"การดูตัวจะสำเร็จหรือเปล่าไม่ได้ขึ้นอยู่กับเสื้อผ้าแค่อย่างเดียวหรอก ถ้าเ้าต้าเผิงแต่งตัวสะอาดสะอ้านไปถึงต่อหน้าผู้หญิงแล้วไม่มัวแต่อ้ำอึ้ง ปากหวานอีกหน่อยรับรองว่ายังไงก็เกือบสำเร็จแล้วละ"
คุณย่าหลินให้คำแนะนำจากใจจริง
ที่ก่อนหน้านี้เกาต้าเผิงไปดูตัวไม่สำเร็จมาหลายครั้งไม่ใช่เพราะไม่ได้ใส่เสื้อผ้าใหม่ แต่เป็เพราะเขาเป็คนน่าเบื่อเกินไปต่างหาก
เกาต้าเผิงเป็ลูกชายคนโตของจางกุ้ยเฟินอายุมากกว่าหลินซือหย่วนประมาณครึ่งปี
สูงไม่ถึง170เิเ ผิวพรรณก็ค่อนข้างคล้ำ
จริงๆแล้วสิ่งนี้ไม่ได้เป็ข้อเสียใหญ่สำหรับตลาดงานแต่งของชนบทในปัจจุบันนี้
จางกุ้ยเฟินไม่ได้ฟังคำแนะนำของย่าหลินเลยเธอรู้แค่ว่าคุณย่าก็ยังไม่ยอมให้ยืมเสื้อผ้าอยู่ดี
"ป้าคะ หย่วนจื่อก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหน เสื้อผ้าของเขาก็เยอะกว่าต้าเผิงขอยืมให้ลูกพี่ลูกน้องใส่สักชุดจะเป็อะไรไปป้าอย่าลืมสิว่าตอนที่หย่วนจื่อเกิดมาก็ไม่มีแม่แล้ว ใครกันที่ให้นมหย่วนจื่อกินก็ฉันนี่แหละค่ะ ที่ให้นมเขากิน ฉันก็เลยต้องหย่านมให้ต้าเผิงก่อนกำหนดถ้าต้าเผิงได้กินนมเหมือนเด็กคนอื่นๆ จนถึงสองสามขวบไม่แน่เขาอาจจะสูงกว่านี้ก็ได้"
ทุกครั้งที่จางกุ้ยเฟินขอสิ่งที่เธอ้าจากบ้านสกุลหลินไม่ได้เธอก็จะยกเื่ที่เมื่อก่อนตัวเองเคยให้นมหลินซือหย่วนขึ้นมาเพื่อทำการผูกมัดทางศีลธรรมกับย่าหลินและหลินซือหย่วน
ตอนที่แม่ของหลินซือหย่วนจางกุ้ยอิง เสียชีวิตหลังจากคลอดลูก หลินซือหย่วนไม่ได้กินนมแม่เลยสักหยด
เพื่อที่จะให้หลานชายมีนมกินย่าหลินจึงต้องแบกหน้าไปขอร้องจางกุ้ยเฟิน ให้ช่วยแบ่งนมให้หลินซือหย่วนกินบ้าง
จางกุ้ยเฟินก็ตอบตกลงอย่างรวดเร็วนมที่หลินซือหย่วนกินใน่หกเดือนแรกจึงเป็นมที่จางกุ้ยเฟินให้
หลังจากหกเดือนผ่านไปหลินซือหย่วนก็กินแต่ข้าวโพดบดและโจ๊กข้าวฟ่าง
่ยุค60ขาดแคลนวัตถุดิบมาก ยิ่งอยู่ในชนบทเด็กที่ไม่มีนมกินก็ทำได้แค่กินข้าวโพดบดและโจ๊กข้าวฟ่าง
ถ้าได้กินไข่ตุ๋นทุกวันก็ถือว่าเป็ชีวิตที่ดีมากแล้ว
จางกุ้ยเฟินไม่ใช่คนประเภทที่เสียสละโดยไม่หวังผลตอบแทนตลอดหลายปีที่ผ่านมาเธอจึงใช้บุญคุณที่เคยให้นมหลินซือหย่วนในการขอสิ่งต่างๆจากสองย่าหลาน
ไม่มีข้าวสารกินก็มาขอ
น้ำมันไม่พอใช้ก็มาเอา
ตรุษจีนไม่มีเงินซื้อเนื้อก็มายืม
นี่ไงลูกชายจะไปดูตัวไม่มีเสื้อผ้าใหม่ใส่ ก็มาขอยืมอีก
ย่าหลินไม่ยอมให้ยืมอย่างเต็มใจจางกุ้ยเฟินก็จะยกเื่บุญคุณที่เคยมีต่อหลินซือหย่วนในอดีตขึ้นมาพูดแบบนี้