พอเผิงเยว่เล่อกลับไปแล้วเยี่ยชิงเหมยจึงได้ไม่มีอารมณ์ที่จะอ่านหนังสือต่อพอเธอเดินกลับเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าคุณแม่ของเธอกำลังยืนฟังคำพูดของเธออยู่เมื่อได้เห็นสีหน้าของคุณแม่ของเธอเยี่ยชิงเหมยก็ยิ้มออกมา
“คุณแม่วางใจเถิดค่ะ หนูไล่เธอออกไปแล้ว”เมื่อเยี่ยชิงเหมยพูดเช่นนี้คุณแม่ของเธอก็พยักหน้า
“แม่ไม่ชอบเลยเวลาที่เด็กบ้านเผิงคนนี้มาที่บ้านนอกจากจะไร้มารยาทแล้วเธอยังชอบถือวิสาสะไปค้นตู้เสื้อผ้าของลูกบ้านของพวกเราก็ไม่ได้ร่ำรวยมากอย่างที่เธอพูดเสียหน่อยแค่เพียงพอมีกินมีใช้เพียงเท่านั้นเสื้อผ้าที่อยู่ในตู้ของลูกล้วนเป็เพราะแม่เก็บหอมรอมริบเพื่อซื้อผ้ามาตัดเย็บให้ลูกด้วยตัวเองแล้วเธอมีสิทธิ์อะไรมารื้อค้นเพื่อขอยืมเอาไปใส่”เมื่อคุณฟางซูจิ้งเอ่ยเช่นนี้เยี่ยชิงเหมยจึงได้ยิ้มออกมา
“เมื่อก่อนเพราะหนูไม่ได้เห็นนิสัยอันย่ำแย่เช่นนี้ของเธอหนูก็เลยใจกว้างกับเธอมากเกินไปหน่อยและมักจะคิดว่าเธอขอยืมเอาไปใส่เพียงไม่กี่ครั้งเดี๋ยวก็คงจะได้คืนแล้วคิดไม่ถึงว่าบางชุดเธอจะขอยืมไปแล้วก็ไม่ยอมคืนเช่นนี้แต่คุณแม่วางใจเถิดค่ะต่อไปหนูจะไม่ยอมให้เธอมาเอารัดเอาเปรียบหนูอีกต่อไปแล้ว”คำพูดของเยี่ยชิงเหมยทำให้คุณแม่ของเธอทอดถอนใจออกมาด้วยความโล่งใจ
“แล้วเื่ที่เด็กแซ่เผิงคนนั้นคบหากับคนอื่นอยู่ก่อนเป็เื่จริงหรือเปล่าไม่ใช่ว่าแค่ผิดใจกันเพียงเพราะเข้าใจผิดหรอกนะ”คำถามของคุณแม่ของเธอทำให้เยี่ยชิงเหมยยิ้มออกมาด้วยรู้ดีว่าสาเหตุที่คุณแม่ของเธอถามเช่นนี้เพราะกังวลว่าที่่นี้เธอปรับตัวดีและเชื่อฟังอาจจะเป็เพราะเธอกำลังโกรธเคืองเื่ผู้หญิงอื่นของเผิงเยี่ยนหากเธอและเขาสามารถปรับความเข้าใจกันได้คุณแม่ของเธอก็กังวลว่าเธออาจจะกลับมาดื้อดึงเื่คู่หมายอีกครั้ง
“คุณแม่วางใจเถิดค่ะสาเหตุที่หนูคิดจะตัดขาดความสัมพันธ์กับเผิงเยี่ยนไม่ใช่แค่เื่ผู้หญิงคนนั้นหรอกค่ะแต่หนูคิดได้แล้วว่าไม่ควรจะรีบคบหากับใครใน่นี้อีกทั้งตัวหนูเองในตอนนี้ก็มีพันธะหมั้นหมายอยู่กับลูกชายของคุณลุงลู่คงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ถ้าหนูจะไปคบหากับคนอื่นอีกทั้งคุณแม่ก็เห็นแล้วขนาดเป็แค่เพื่อนกันเผิงเยว่เล่อยังเอาเปรียบหนูได้ขนาดนี้ถ้าหนูกับพี่ชายของเธอคบกันจริงๆ เธอจะไม่ยิ่งเอารัดเอาเปรียบหนูมากขึ้นหรือคะ”เมื่อลูกสาวเอ่ยเช่นนี้ฟางซูจิ้งก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ในที่สุดลูกก็สามารถเข้าอกเข้าใจในคำเตือนของแม่ได้เสียทีแม่ดีใจที่ลูกสามารถเข้าใจและมองคนได้ทะลุปรุโปร่งเช่นนี้วันหน้าแม่ก็คงจะไม่ต้องกังวลเื่ของลูกอีกแล้ว”
“หนูอาจจะมีข้อบกพร่องในเื่การมองคนอยู่บ้างแต่ในเมื่อหนูมีคุณพ่อและคุณแม่คอยช่วยหนูดูคนเช่นนี้คุณแม่ยังจะกังวลว่าหนูจะดูคนไม่ออกอีกหรือคะดังนั้นคุณแม่เลิกกังวลเื่หนูได้แล้วควรจะเอาเวลามาดูแลตนเองให้ดีรักษาสุขภาพของตนเองให้แข็งแรงอยู่เสมอวันหน้าจะได้อยู่กับหนูไปอีกนานๆ”เมื่อเยี่ยชิงเหมยเอ่ยประโยคนี้ออกมาดวงตาของเธอก็พลันมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอจนเต็มสองตา
“จ้าๆ แม่รู้แล้วลูกวางใจได้แม่ยังที่จะได้ดูความสำเร็จของลูกอยู่นะดังนั้นเื่สุขภาพของพ่อกับแม่ลูกไม่ต้องห่วงพวกเราไม่มีทางหย่อนยานในเื่นี้อยู่แล้ว”เมื่อคุณแม่ของเธอพูดเช่นนี้เยี่ยชิงเหมยก็พลันยิ้มออกมาในใจก็ได้แต่คิดว่าความสำเร็จของเธอก็คือการทำให้พ่อและแม่มีความสุขดังนั้นเธอจึงพยายามที่จะไม่ทำให้คุณพ่อและคุณแม่ของเธอต้องรู้สึกผิดหวังเพียงเพราะเื่ของเธออีก
ความเปลี่ยนแปลงของเยี่ยชิงเหมยทำให้สีหน้าของสองสามีภรรยาบ้านเยี่ยล้วนประดับไปด้วยรอยยิ้มทุกวันนอกจากเยี่ยชิงเหมยจะช่วยฟางซูจิ้งทำงานบ้านแล้วเธอยังมักจะนำหนังสือเรียนที่เก็บเอาไว้ออกมาปัดฝุ่นและอ่านทบทวนความรู้อย่างขะมักเขม้นอีกทั้งยังบอกว่าหากสำนักงานทนายความตระกูลลู่้าเสมียนในสำนักงานอีกเธอก็ยินดีที่จะเข้าไปทำงานที่นั่นนอกจากจะเป็การฝึกฝนและหาประสบการณ์ให้แก่ตนเองแล้วเธอยังมีความมุ่งมั่นที่จะช่วยหาเงินเข้าบ้านอีกด้วย
เื่นี้ทำให้เยี่ยิฮุ่ยอดรู้สึกภาคภูมิใจในตัวลูกสาวของเขาไม่ได้ที่เปลี่ยนแปลงไปเป็คนรู้ความได้มากถึงขนาดนี้ดังนั้นหลายวันถัดมาเขาจึงได้นั่งรถเข้าไปในตัวเมืองเพื่อพูดคุยเื่นี้กับลู่หลินผู้เป็สหายของเขาซึ่งลู่หลินก็ยินดีที่จะรับเยี่ยชิงเหมยเข้าทำงานไปฝึกงานในตำแหน่งพนักงานธุรการทั่วไปของสำนักงานในทันที
“ขอบคุณมากเหล่าหลินมากที่ช่วยรับลูกสาวของฉันเข้าทำงาน”เยี่ยิฮุ่ยเอ่ยกับสหายของเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความยินดี
“จะขอบใจไปทำไมกันวันหน้าเสี่ยวเหมยก็จะมาเป็ลูกสะใภ้ของฉันแล้วอีกหน่อยสำนักงานนี้ก็คงจะเป็ของเธอดังนั้นการที่เธอต้องเข้ามาฝึกงานที่นี่ก็เป็เื่ที่ถูกต้องแล้ว”เมื่อลู่หลินเอ่ยเช่นนี้เยี่ยิฮุ่ยก็ทอดถอนใจออกมา
“เื่การหมั้นหมายก็รอดูอีกสักหน่อยเถิดถ้าหากพวกเขาลงเอยกันไม่ได้จริงๆฉันก็ยินดีจะคืนที่ดินที่อยู่ในตัวเมืองแปลงนั้นให้นาย”เมื่อเยี่ยิฮุ่ยเอ่ยเช่นนี้ลู่หลินก็ส่ายหน้าปฏิเสธในทันที
“จะต้องคืนมาทำไมที่ดินผืนนั้นเดิมทีฉันก็ตั้งใจว่าจะยกให้นายอยู่แล้ววางใจเถอะต่อให้ลูกสาวของนายไม่ยอมแต่งงานกับลูกชายของฉันฉันก็ไม่ทวงคืนที่ดินผืนนั้นหรอก”
“ไม่ใช่ว่าลูกสาวของฉันไม่ยอมแต่ง แต่ฉันกังวลว่าลูกชายของนายต่างหากที่จะไม่ได้ชอบลูกสาวของฉันเหล่าหลินหนุ่มสาวยุคนี้ไม่ได้ชอบการถูกบังคับหรอก อันที่จริงลูกสาวของฉันเองก็ไม่ชอบเื่การหมั้นหมายในครั้งนี้เธอไม่ได้ไม่ชอบลูกชายของนายนะแต่เธอไม่ชอบการถูกบังคับ แต่ตอนนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมอยู่ๆลูกสาวของฉันจึงได้ยินยอมอ่อนข้อให้ฉันได้มากขนาดนี้”เยี่ยิฮุ่ยพูดออกมาด้วยความอ่อนอกอ่อนใจเดิมทีเขาก็คิดว่าจะบีบบังคับลูกสาวของตนให้ถึงที่สุดแต่พอได้เห็นว่าเยี่ยชิงเหมยยินยอมเชื่อฟังเขาแต่โดยดีเช่นนี้มันทำให้เขาอดรู้สึกสงสารลูกไม่ได้ยิ่งคิดถึงเื่ที่เธอเคยอดอาหารจนล้มป่วยในใจของเขาก็เ็ปที่บีบบังคับลูกจนลงเอยจนถึงขั้นนั้น
“ในเมื่อลูกสาวของนายไม่มีปัญหาเื่การหมั้นหมายก็ไม่มีปัญหาหรอกลูกชายของฉันไม่ใช่คนที่ฉันจะบังคับได้เสียหน่อยดูซิเขาอยากไปเรียนต่อต่างประเทศฉันก็ยังไม่อาจจะห้ามปรามเขาได้เลย”เมื่อลู่หลินเอ่ยเช่นนี้เยี่ยิฮุ่ยก็พยักหน้า
“เอาไว้ให้เขากลับมาก่อนพวกเราค่อยพูดถึงเื่นี้อีกทีก็แล้วกัน”คำพูดของเยี่ยิฮุ่ยทำให้ลู่หลินได้แต่ยิ้มออกมา
ที่ดินในเมืองที่เยี่ยิฮุ่ยเอ่ยถึงคือที่ดินที่ดินที่บ้านสกุลเยี่ยได้รับการจัดสรรและแบ่งปันมาแต่เพราะใน่ที่พ่อแม่ของเยี่ยิฮุ่ยได้รับความลำบากพวกเขาจึงได้เอาที่ดินไปจดจำนองเอาไว้จนผลสุดท้ายก็ไม่อาจจะชำระหนี้ได้ที่ดินจึงได้ถูกขายทอดตลาด พอเยี่ยิฮุ่ยพอจะตั้งตัวได้เขาจึงได้ตั้งใจที่จะซื้อที่ดินของตระกูลคืนแต่เพราะที่ดินแปลงนี้อยู่ในตัวเมืองราคาจึงพุ่งสูงลิบลิ่วจนเขาไม่อาจจะซื้อได้ลู่หลินเข้าใจในความคิดของเยี่ยิฮุ่ยดี อีกทั้งเขามองว่าที่ดินผืนนี้มีแนวโน้มที่จะมีราคาสูงขึ้นมากกว่านี้อีกจึงได้ควักเงินเก็บของตนเองออกมาช่วยสหายสนิทซื้อที่ดินผืนนี้
เดิมทีลู่หลินคิดว่าจะยกที่ดินส่วนนี้ให้สหายสนิทไปเสียเลยเพราะตอนที่เขาลำบากบ้านเยี่ยก็เคยให้การช่วยเหลือเขาและพ่อแม่ของเขาตอนนี้เขาพอจะมีฐานะอยู่บ้างจึงคิดว่าเงินที่มอบให้เยี่ยิฮุ่ยไปซื้อที่ดินนั้นไม่ได้ทำให้เขาได้รับความยากลำบากอันใดเพียงแต่ตอนที่พูดกับสหายเช่นนี้เยี่ยิฮุ่ยกลับไม่ยอมรับอีกทั้งยังยืนยันว่าถ้าหากเขาจะโอนที่ดินให้เป็ชื่อของเยี่ยิฮุ่ยเยี่ยิฮุ่ยก็จะไปหากู้เงินมาคืนเขา
ลู่หลินไม่อยากจะทำให้สหายต้องลำบากจากการหาเงินมาใช้หนี้ลู่จิ้นเหอก็เลยเสนอเื่การหมั้นหมายขึ้นมาแถมยังบอกว่าพอเขาได้แต่งงานกับลูกสาวของเยี่ยิฮุ่ยแล้วถ้าเกิดมีลูกด้วยกันขึ้นมาที่ดินผืนนั้นก็คงจะกลายเป็ของตระกูลลู่ไปโดยปริยาย ความคิดนี้ของลูกชายเดิมทีเขาก็คิดว่าเป็แค่ความคิดเล่นๆของเด็กหนุ่มคนหนึ่งจวบจนเขาบังเอิญได้เห็นว่าลูกชายของเขามักจะชอบแอบมองเด็กสาวตัวน้อยของบ้านเยี่ยอยู่ไกลๆเขาก็เคยคิดว่าความคิดของลูกชายของเขาก็ไม่ได้ย่ำแย่เท่าไหร่การหมั้นหมายนี้จึงได้เกิดขึ้นมา ดังนั้นในความคิดของลู่หลินขอเพียงเยี่ยชิงเหมยตอบตกลงลูกชายของเขาก็คงจะต้องตอบตกลงเช่นเดียวกัน