“เจ็บ!” จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกปวดหัวเหมือนศีรษะจะแตกออกเป็เสี่ยงๆ เมื่อเอื้อมมือไปััก็พบว่ามีเืเต็มไปหมด!
เธอรู้สึกงุนงงเล็กน้อย เหมือนจำได้ว่าตนเองแค่หัวกระแทกมุมตู้ ตอนนั้นก็ไม่ได้มีเืไหล แล้วทำไมตอนนี้ถึงมีเืไหลแบบนี้?
เธอมองมือของตัวเอง บนมือเต็มไปด้วยหนังด้านหนา นิ้วชี้ข้างซ้ายยังใช้ผ้าขาดๆ พันไว้รอบๆ ไม่สิ ั้แ่เธอเริ่มทำงานในโรงงานตอนอายุสิบเจ็ดปี ก็ไม่ได้ทำไร่ทำนาอีก เป็ไปไม่ได้ที่จะมีหนังด้านหนาขนาดนี้ อีกอย่างนิ้วชี้ข้างซ้ายของเธอก็ไม่ได้รับาเ็ด้วย
เธอมองไปรอบๆ พบว่าที่นี่ไม่ใช่ลานจอดรถใต้ดิน แต่เป็ทุ่งกว้างล้อมรอบไปด้วยหญ้ารกชัฏเต็มไปหมด เธอจำได้แล้ว ที่นี่คือหน้าผาที่เธอพลัดตกลงมาจากเนินเขาตอนอายุสิบเจ็ดปี!
ทันใดนั้นเธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รีบเอื้อมมือไปััที่หน้าอกของตัวเอง บนหน้าอกของเธอไม่มีก้อนเนื้อน่ากลัวที่เกิดจากมะเร็งเต้านมอีกแล้ว!
เธอหัวเราะด้วยความดีใจออกมาในทันที เธอได้กลับมาเกิดใหม่ใน่จุดเปลี่ยนของชีวิต หรือก็คือ ปี ค.ศ. 1983 ในปีที่เธออายุสิบเจ็ดปี!
ในชาตินี้ เธอจะไม่ยอมให้โชคชะตาซ้ำรอยเดิมอีก!
จู่ๆ เธอก็นึกถึงอีกเื่หนึ่งขึ้นมาได้ หลังจากพลัดตกลงจากหน้าผาในชาติที่แล้ว เธอไม่ได้ฟื้นขึ้นมาทันที หลังจากนั้นก็ถูกชายเสเพลในหมู่บ้านพบเข้าและแบกกลับบ้าน
หากคำนวณเวลาดูแล้ว ชายเสเพลคนนั้นคงจะผ่านมาทางนี้ในไม่ช้า ถ้าอย่างนั้นเธอควรรีบออกไปจากตรงนี้ตอนนี้ ไม่เช่นนั้นเื่ถูกบังคับแต่งงานในชาติที่แล้วก็คงจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
จิ่งเยี่ยนกุยพยายามยันตัวขึ้น เธอเด็ดชื่อเอ่อร์ไช่ [1] มาขยี้แล้วนำมาโปะที่าแเพื่อห้ามเื จากนั้นก็เดินลงไปตามทางเล็กๆ บนูเาช้าๆ
เธอเดินไปได้ประมาณหนึ่งร้อยเมตรก็ได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาจากทางด้านหลัง เธอจึงรีบเข้าไปหลบในกอหญ้าข้างทาง
ทันทีที่เธอเข้าไปซ่อนตัวเรียบร้อยดีแล้ว ก็เห็นชายเสเพลใบหน้าเต็มไปด้วยฝ้ากระเดินหลังค่อมมาตามทางเดินเล็กๆ บนเขา เขาเดินพลางมองซ้ายมองขวาไปรอบๆ ค้นหาบริเวณที่เธอตกหน้าผาอยู่นาน ก่อนจะเดินกลับไปด้วยสีหน้าฉงน
เมื่อเห็นท่าทางของชายเสเพล จิ่งเยี่ยนกุยถึงกับใจหายวาบ ชาติที่แล้วชายเสเพลบอกว่าบังเอิญเจอเธอตอนที่เดินผ่านมาทางก้นหน้าผา แต่ดูแล้ว นี่เหมือนกับว่ามันจะตั้งใจมาหาเธอโดยเฉพาะ
เมื่อนึกถึงมือคู่นั้นที่ผลักเธอในชาติที่แล้ว ก็เข้าใจในทันทีว่า นี่คือกับดักที่พุ่งเป้ามาที่เธอโดยเฉพาะ
ชาติที่แล้วเธอไม่ได้สงสัยกับเื่ในครั้งนี้มากนัก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าคงจะเป็ฝีมือจากหลิวชุนฮวา
หลิวชุนฮวาไม่ได้อยากให้เธอแต่งงานกับชายเสเพลจริงๆ แต่เป็เพราะไม่อยากให้เธอเรียนต่อ เพื่อที่เธอจะได้ไปทำงานในโรงงานหาเงินมาเลี้ยงหลิวชุนฮวาและลูกๆ อีกสามคนของหล่อน
จิ่งเยี่ยนกุยกำมือแน่น หลิวชุนฮวาวางแผนหลอกเธอได้ครั้งหนึ่งก็ย่อมวางแผนหลอกเธอครั้งที่สองได้ หล่อนสามารถทำทุกวิถีทางเพื่อป่นปี้ชื่อเสียงของเธอ ทำให้เธอกลายเป็ที่หัวเราะเยาะของผู้คน จนไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ
ตอนนี้เธอาเ็ และหัวเดียวกระเทียมลีบไร้คนเข้าข้าง ถ้าต้องเผชิญหน้ากับหลิวชุนฮวาโดยตรงก็คงเป็ฝ่ายเสียเปรียบแน่นอน ในเมื่อเป็เช่นนี้ เธอจึงต้องคิดหาวิธีเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ปัจจุบัน
แต่จะเปลี่ยนแปลงอย่างไรนั้น ช่างเป็เื่ยากลำบากอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่มีใครช่วยเหลือเลยอย่างเธอ
เธอมัวแต่คิดจนไม่ทันสังเกตเห็นงูหางกระดิ่งตัวหนึ่งกำลังเลื้อยเข้ามาใกล้ จนกระทั่งมันพุ่งเข้าใส่เธอ ถึงเพิ่งสังเกตเห็น เธอใสุดขีด เพิ่งย้อนเวลากลับมาก็จะถูกงูกัดตายทั้งอย่างนี้เหรอ?
ในขณะนั้น มือเรียวยาวข้างหนึ่งพลันคว้าจุดตายที่คองูหางกระดิ่งไว้ เธออยู่ใกล้จนมองเห็นเขี้ยวและพิษที่แทบจะพ่นออกมาของมัน
เธอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว แต่ลืมไปว่าข้างหลังเป็ทางลาดชัน หากตกลงไปแบบนี้ กลัวว่าเธออาจจะาเ็ยิ่งกว่าเดิมได้
“ระวัง!” 一เสียงกังวานของชายหนุ่มดังขึ้น เขารีบหักคองูหางกระดิ่งแล้วโยนมันไปด้านข้าง ก่อนจะคว้าตัวเธอไว้
แต่สายเกินไปเสียแล้ว ร่างของเธอกำลังล้มเอนลงไป เขาพยายามคว้าเธอไว้ ทว่าไม่เพียงแต่คว้าเธอไว้ไม่อยู่ เขายังตกลงไปพร้อมกับเธอด้วย
ตรงนี้คือทางลาดชันหกสิบองศาที่มีความยาวหลายสิบเมตร จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าชายคนนั้นพยายามปกป้องเธออยู่ ในขณะที่เธอกลิ้งลงมา เขาก็ใช้ร่างของตัวเองรองรับเธอไว้ตลอดทาง
ตอนที่ทั้งสองคนกลิ้งลงเขาแล้วหยุดลงอย่างทุลักทุเล จิ่งเยี่ยนกุยรู้สึกสมองตึ้บไปหมด เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง ถึงจะได้สติกลับคืนมา และมองเห็นชายที่ทับอยู่บนตัวเธอชัดๆ
เธอรู้สึกไม่ค่อยคุ้นหน้าชายคนนั้น แต่ก็เคยเจอกันมาก่อน เขาชื่อฟางเสียนจือ เป็ลูกชายของครูใหญ่โรงเรียนมัธยมในเมือง เป็เด็กที่ครอบครัวคนอื่นในหมู่บ้านชอบเอาไปเปรียบเทียบกับลูกตัวเอง
เขาเรียนเก่งมาั้แ่เด็ก สอบข้ามชั้นเรียนได้หลายครั้ง เมื่อหกปีก่อนสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองหลวงได้ด้วยคะแนนที่ยอดเยี่ยม ต่อมาด้วยความสามารถอันโดดเด่น เขาจึงถูกดึงตัวไปเป็อาจารย์ในมหาวิทยาลัยกองทัพอากาศ
ปีนี้เขาอายุยี่สิบสี่ปี แก่กว่าจิ่งเยี่ยนกุยหลายปี หลังจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยก็ไม่ค่อยได้กลับบ้าน ส่วนเธอก็ถูกหลิวชุนฮวาใช้ให้ทำโน่นทำนี่ทุกวัน ปกติแทบไม่ได้เจอเขาเลย หากได้เจอกัน ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะสามารถพยักหน้าทักทายกันได้
ในเวลานี้เมื่อเธอได้ใกล้ชิดกับเขามากขึ้น จึงเห็นว่าเขามีองค์ประกอบใบหน้าอันสมบูรณ์แบบมาก คิ้วคมเข้ม จมูกโด่งเป็สัน ดวงตาเรียวยาวเหมือนตาหงส์นั้นจ้องมองมาที่เธอด้วยสายตาพร่ามัว ริมฝีปากได้รูปเม้มเข้าหากันเบาๆด้วยอาการตกตะลึงเล็กน้อย
เธอไอเบาๆ แล้วพูดว่า “ฟางเสียนจือ คุณทับหน้าอกฉันอยู่ ช่วยเอามือออกไปก่อนได้ไหม?”
ฟางเสียนจือก้มลงมอง มือของเขาไปกดทับอยู่ตรงที่ไม่ควรอยู่จริงๆ ตอนแรกเขายังไม่รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้รู้สึกเขินอายเหลือเกิน ใบหน้าของเขาพลันแดงเถือกจนไปถึงใบหู
เขาพูดว่า “ขอโทษ” แล้วรีบดึงมือกลับ พยายามจะลุกขึ้น แต่ด้วยความรีบร้อนเกินไป ขาของเขาได้รับาเ็อย่างรุนแรงอีกครั้งจากที่ตกลงมา ตอนไม่ยืนยังไม่เท่าไหร่ แต่พอยืนขึ้น ความเ็ปก็แล่นปราดเข้ามาจนล้มลงไปอีกครั้ง
ครั้งนี้ ถึงแม้ว่ามือของเขาจะไม่ได้ััโดนจุดที่ไม่ควร แต่ริมฝีปากของเขากลับไปัักับริมฝีปากของเธอ
ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาแข็งทื่อไปทั้งตัว ดวงตาเบิกกว้าง
เดิมทีจิ่งเยี่ยนกุยพยายามจะลุกขึ้น กลับถูกเขาทับลงมาอีกครั้ง เธอก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน ดวงตาเบิกกว้างยิ่งกว่าเขาเสียอีก
ทั้งสองคนต่างมองหน้ากันไปมา จ้องตากันอยู่นานถึงห้าวินาที ก่อนจะได้สติกลับมา ฟางเสียนจือไม่กล้าลุกขึ้นยืนอีก จึงเอนกายนอนตะแคงอยู่ข้างๆ เธอ
ในเวลานั้น บรรยากาศโดยรอบดูแปลกไปเล็กน้อย บอกไม่ถูกว่าเป็ความคลุมเครือหรือเป็อย่างอื่น ทั้งสองคนต่างก็รู้สึกว่าอุณหภูมิสูงพรวดขึ้นอย่างน้อยสิบองศา
จิ่งเยี่ยนกุยลุกขึ้นนั่งแล้วลูบจมูก ชาติที่แล้วเธอมีชีวิตอยู่ถึงสามสิบกว่าปี แต่ไม่เคยใกล้ชิดกับผู้ชายคนไหนเลย นึกไม่ถึงว่าพอกลับมาเกิดใหม่ ก็ถูกชายหนุ่มรูปหล่อขโมยจูบเสียได้
เอ่อ… นี่ถือเป็สิทธิพิเศษของการเกิดใหม่หรือเปล่านะ?
เธอเหลือบมองไปเห็นว่าใบหูของเขายังคงแดงอยู่ ก็รู้สึกขำภายในใจ ที่แท้ยังเป็หนุ่มน้อยไร้เดียงสานี่เอง
“คุณไม่ต้องห่วง เื่วันนี้ผมจะรับผิดชอบเอง” ฟางเสียนจือพูดเบาๆ น้ำเสียงของเขาไพเราะมาก ทั้งทุ้มลึกและน่าฟัง
จิ่งเยี่ยนกุยกะพริบตาปริบๆ เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายุคนี้ยังค่อนข้างหัวโบราณ เหมือนการกระทำในวันนี้ของเขา ที่ทั้งััทั้งจูบกับเธอแบบนี้ ในยุคนี้ถือว่าต้องรับผิดชอบ
เธอจำได้ว่าชาติที่แล้วก่อนเธอจะตาย เขายังไม่ได้แต่งงาน ตอนนั้นเขาเกือบจะอายุสี่สิบปีแล้ว เพราะแบบนั้นคนในหมู่บ้านจึงเอาไปค่อนแคะว่า เขามีปัญหาทางด้านนั้น
เธอรู้สึกว่าการที่ต้องแต่งงานกันเพราะแค่ััหรือจูบมันดูไม่สมเหตุสมผล จึงคิดจะปฏิเสธ แต่เขากลับพูดว่า “คุณาเ็ตรงไหนหรือเปล่า? ช่วยพยุงผมหน่อยได้ไหม? กระดูกเท้าของผมเหมือนจะร้าวแล้วเลย”
เชิงอรรถ
[1] ชื่อเอ่อร์ไช่ (刺儿菜) เป็พืชที่ช่วยหยุดเื ขับร้อน และลดอาการบวม ใช้สำหรับแผลภายนอก