ทันทีที่เมอร์ลินเข้าไปนั่งลง ณ จุดกึ่งกลางของวงเวทย์เขาโบกไม้กายสิทธิ์เคลื่อนผ่านอากาศครั้งหนึ่ง
กระบวนการทำงานของวงเวทย์ก็เริ่มทำงานเส้นแสงหลากสีโคจรอย่างมีประสิทธิภาพ อำนาจพลังเวทย์ค่อยๆ ก่อตัวและเผยแผ่อำนาจ
กระแสพลังเวทย์กลายเป็หนาแน่นและค่อยๆ ขยายใหญ่พลังเวทย์จำนวนหนึ่งเริ่มที่จะหลั่งไหลเข้ามาในร่างของเมอร์ลิน
พลังจากแสงของดวงอาทิตย์ช่วยเพิ่มพลังให้แก่เขามากกว่าการดูดซับพลังเวทย์แบบปกติเกือบเท่าตัว
เวลาผ่านไป 3วัน ในที่สุดเมอร์ลินก็ััได้ถึงแกนพลังปราณใหม่ภายในร่างเสาแกนปราณต้นที่ 7 กำลังถูกสร้างขึ้น กลิ่นอายของอันทรงพลังแผ่ออกมาจากร่างของเขาราวกับคลื่นที่ถาโถม
อากาศที่อยู่รอบๆ นั้นบังเกิดเสียงดังหึ่งๆดังอย่างต่อเนื่อง
การสร้างพื้นฐานการรวบรวมปราณนั้นผู้ฝึกตนจะต้องรวบรวมพลังปราณเซียนเพื่อสร้างเสาแห่งปราณภายในร่างให้ได้ทั้งหมด 9 ต้น
เมื่อสามารถสร้างมันโดยสมบูรณ์แล้วลำดับต่อไปผู้ฝึกตนจะต้องสร้างฐานแห่งปราณขึ้นทับซ้อนบนเสาทั้ง 9 ต้นนี้
หากคนผู้นั้นสามารถสร้างฐานแห่งปราณได้สำเร็จเขาผู้นั้นก็จะได้ชื่อว่าเป็ผู้ก่อลำต้นผู้หนึ่งเสาแกนปราณทั้ง 9 ต้นจึงเปรียบเสมือนการลงเสาเข็มในการฝึกตนนั่นเอง
ซู่ ...
ในตอนนั้นเองร่างกายของเมอร์ลินก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
ใน่สำคัญนี้ิัของเขาก็เริ่มที่จะเหี่ยวแห้งน้ำในร่างกายค่อยๆ เหิดระเหยออกมา ความรู้สึกภายในกำลังลุ่มร้อนราวกับเืในร่างกายกำลังเดือดพล่าน
พลันควันไอน้ำก็ปรากฎออกมาจากทุกรูขุมขน ร่างกายของเขาค่อยๆซูบผอมลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งในยามนี้ตัวเขานั้นซูบผอมเหลือเพียงแต่กระดูก ไขมันใต้ิัถูกสกัดกลั่นจนระเหย
อ่า ...
เมอร์ลินปลดปล่อยเสียงออกมาอย่างไม่ตั้งใจเมื่อมาถึงจุดๆหนึ่ง ควันไอน้ำที่ระเหยออกมาพลันก่อตัวอีกครั้งคราวนี้พวกมันรวมตัวกันดังก้อนเมฆ
พริบตาเมอร์ลินก็รู้สึกได้ว่าร่างกายของเขานั้นได้ัักับหยดน้ำหยดน้ำที่เหมือนกับสายฝนกำลังตกลงมาโดนตัวเขา ิัที่เคยเหี่ยวแห้งจนย่นเหลือแต่กระดูกก็ค่อยๆกลับมาเต่งตึงขั้นอีกครั้งหนึ่ง
ร่างกายของเขากำลังค่อยๆ ฟื้นฟูขึ้นเรื่อยๆ
ฮ่อง!
พลังปราณเซียนกระเพื่อมและสาดกระจายออกมาจนกลายเป็ละลอกคลื่นแผ่ออกไปราว50 เมตร
ต้นไม้ทุกต้นบริเวณนั้นล้วนเกิดการสั่นไหวพลังปราณเซียนแผ่ขยายและครอบคลุมทั่วทุกด้าน
ภายในจุดตันเถียนกำลังก่อเกิดแสงหนึ่งภายในเปล่งประกายแสงออกมาอย่างเจิดจ้า
ขอบเขตทะเลปราณนั้นปรากฏเสาต้นต้นหนึ่งพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าเสาที่เต็มไปด้วยอำนาจแห่งปราณแผ่กลิ่นอายที่ทรงพลังออกมา
เสาแห่งปราณต้นที่ 7 ได้ถูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแกร่ง
เมอร์ลินััได้ว่าภายในทะเลปราณของเขานั้นได้สร้างเสาต้นที่7 ได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อเขาลืมตาเขา ััแรกที่เขาได้พบคือความสดชื่น ผิวพรรณของเขานั้นเปล่งประกายและเจิดจ้ากว่าเดิมร่างกายของเขานั้นได้ผลัดเปลี่ยนเข้าสู่ขอบเขตของระดับ 7 ของการรวบรวมปราณอย่างแท้จริงแล้ว
การเข้าสู่ระดับ 7ของการรวบรวมปราณได้ด้วยวัย 9ขวบปีนั้นเป็การบ่มเพาะที่น่าสะพรึงกลัวแน่นอนว่าเขาไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ในอดีตแต่เมื่อเขาได้อยู่ในโลกนี้มันกลับต่างออกไป
เมื่อได้เข้าสู่ระดับ 7 ของการรวบรวมปราณเรียบร้อยแล้วผลของมันคือเขาจะได้รับความสามารถที่เกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะทำได้ นั่นก็คือเขานั้นไม่จำเป็ต้องดื่มกินสิ่งของใดๆอีกต่อไปจนจวบสิ้นอายุขัย
ขอเพียงมีน้ำไม่กี่หยดก็สามารถสร้างความสดชื่นให้แก่เขาได้แล้วตราบใดที่เขายังมีพลังปราณเซียนเขาก็สามารถกลั่นมันให้กลายมาเป็พลังชีวิตเพื่ออยู่รอดได้แล้ว
ดั่งที่คนธรรมดาพูดว่า "เซียนมักจะดูดซับไอดินกลิ่นฟ้าโดยไม่จำเป็ต้องดื่มกิน"
เมอร์ลินทำการปรับสมดุลพลังของเขาให้เข้าที่สักพักหนึ่ง
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นเมอร์ลินก็ใช้ไม้กายสิทธิ์โบกสะบัดไปยังวงเวทย์ซับซ้อน
ในทันใดนั้นเองอำนาจของพลังอักขระที่เขาได้วาดไว้ก็หายไป
ไม้กายสิทธิ์!
แหวนเวทย์!
เหตุใดเขาถึงมีสิ่งของเหล่านี้ ใช่ว่าเขาอยู่ในฐานะผู้รับใช้ที่ยากจนไม่ใช่หรือ?
ไม้กายสิทธิ์นั้นเป็ที่นิยมของผู้ใช้เวทมนต์ที่เป็นักปรุงยาไม้ประเภทนี้ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ในการต่อสู้ เพราะคุณสมบัติของมันคือการส่งเสริมพลังเวทย์ให้ก่อเกิดเป็รูปร่าง
มันไม่เหมือนกับไม้เท้าเวทย์ที่สามารถประจุพลังเวทย์ที่ทรงพลังลงในไม้เท้าได้คุณลักษณะของไม้เท้าเวทย์จึงเป็การเพิ่มพูนพลังเวทย์ที่ปล่อยออกไป ไม้เท้าเวทย์จึงเป็อาวุธที่เหมาะสมกับการใช้ต่อสู้ซึ่งต่างจากไม้กายสิทธิ์ที่นิยมนำมาใช้ในการวาดวงเวทย์โดยเฉพาะ
อาชีพนักปรุงยานั้นมีไม่มากนักไม้กายสิทธิ์จึงไม่เป็ที่นิยมนักในหมู่ผู้ใช้เวทมนต์สักเท่าไหร่
แต่กระนั้นมันก็ยังมีราคาที่แพงอยู่พอสมควรเพราะส่วนประกอบของมันจะต้องทำมาจากจิตเวทย์ของสัตว์อสูรบางชนิดที่สามารถเป็ตัวสื่อนำพลังเวทย์ได้
หากไม่นับไม้กายสิทธิ์แล้วเขายังมีแหวนเวทย์ซึ่งมีราคาแพงอีกอย่างหนึ่งอีกด้วยคนรับใช้ผู้หนึ่งสามารถหาสิ่งของเหล่านี้มาได้อย่างไร
ย้อนกลับไป 2 ปีก่อนหน้านี้อีกครั้งหนึ่ง
หลังจากที่เมอร์ลินได้ดวงตาเลเมเกทัน เขาก็ยังคงทำตัวเป็ผู้รับใช้ของอาเธอร์เช่นเดิมเขายังคงใช้ชีวิตที่เรียบง่ายไม่สะดุดตา
ก่อนหน้านี้เขาได้รับความรู้ในเื่ของจิตเวทย์จากสัตว์อสูรของสิ่งนี้เป็สิ่งที่สามารถเพิ่มพลังเวทย์ให้แก่มนุษย์ได้แต่กระนั้นมันก็ยังมีราคาที่แพงเป็อย่างมาก
ในฐานะคนรับใช้จนๆ เช่นเมอร์ลินแน่นอนว่าไม่อาจแตะต้องของสิ่งนั้นได้
เมอร์ลินได้ทำการพิจารณาถึงสภาพทางการเงินของเขาและกำลังคิดทำบางสิ่ง
เมอร์ลินพบว่าั้แ่เขาเลเมเกทันนั้นการเรียนรู้มหาเวทย์บทที่ 1นั้นทำให้เขาก็ได้รับความสามารถพิเศษ 3 อย่างด้วยกันอย่างแรกคือการจดจำทุกสิ่งได้โดยการมองเพียงครั้งเดียว เพียงหนึ่งการมองเขาก็บันทึกสิ่งต่างๆที่เขาเห็นเข้าสู่สมองได้แล้ว
อย่างที่สองคือ “การสังเกต” ดวงตาของเขานั้นได้พัฒนาในเื่ของความแม่นยำเป็อย่างมากเขาสามารถค้นหาจุดอ่อนจุดแข็งของทุกสิ่งด้วยเพียงการมอง
อย่างสุดท้ายนั่นก็คือ “สารานุกรมความรู้” อย่างที่รู้กันว่าเลเมเกทันนั้นได้มอบความรู้อันมหาศาลที่อยู่ในโลกนี้ให้แก่เขาเขาสามารถใช้งานมันได้แค่เพียงนึกถึงสิ่งที่้ารู้ห้องสมุดความรู้ภายในสมองของเขาก็จะเปิดออกและให้ข้อมูลแก่เขา
เมื่อเขาได้เปิดโลกกว้างโดยการอาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้เขาก็ได้รับรู้ว่าผู้ใช้อักขระนั้นเปรียบดั่งพระเ้าของเหล่าพ่อค้า
ความแข็งแกร่งของผู้ใช้อักขระนั้นไม่ใช่เพียงเพราะการมีพลังต่อสู้หรือมีการใช้เวทย์ที่เหนือกว่าคนทั่วไปแต่อำนาจที่แท้จริงของผู้ใช้อักขระนั้นคือตัวตนของพวกเขา
ผู้ใช้อักขระผู้หนึ่งนั้นสามารถเรียกใช้งานได้แม้กระทั่งผู้เป็จอมเวทย์
หากผู้ใช้อักขระผู้หนึ่งถูกรบกวนผู้ใช้อักขระผู้นั้นอาจชักจูงเหล่าจอมเวทย์หรือแม้กระทั่งมหาจอมเวทย์เพื่อสะสางปัญหาทุกตัวตนนั้นล้วน้าสร้างความพึงพอใจแก่พวกเขา
นั่นจึงเป็อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนต่างเกรงกลัวและไม่กล้าที่จะยั่วยุผู้ใช้อักขระ
หากกล่าวถึงเื่การเงินของผู้ใช้อักขระนั้นแทบจะเรียกได้ว่าผู้ใช้อักขระนั้นเป็เทพแห่งทรัพย์ผู้หนึ่ง
นั่นเพราะยุทธภัณฑ์ที่ทำการลงอักขระแต่ละชิ้นนั้นมีมูลค่าที่สูงเป็อย่างมากมันไม่ใช่สินค้าที่จะสามารถผลิตได้ทั่วไปยกตัวอย่างเช่นแหวนเวทย์ที่ใช้บรรจุสิ่งของ ผู้ที่จะสามารถแหวนเวทย์แต่ละวงได้นั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็ผู้ร่ำรวยผู้หนึ่งเพราะมูลค่าของแหวนเวทย์แต่ละวงนั้นทั้งแพงและหายาก
นับว่าเป็โชคดีที่เมอร์ลินได้ดวงตาเลเมเกทัน ความรู้ในเื่ของอักขระเวทย์ที่อยู่ภายในดวงตานั้นได้บรรดาลให้เขาเป็ผู้ที่มีคุณสมบัติเป็ผู้ใช้อักขระโดยอัตโนมัติ
เมอร์ลินได้ใช้เวลาว่างของเขาส่วนหนึ่งไปกับการหาความรู้เพิ่มเติมที่ห้องสมุดของโรงเรียนและแน่นอนว่าในฐานะผู้ติดตามของอาเธอร์ เขานั้นได้รับสิทธิ์ให้เข้าไปได้ เพียงแต่เข้านั้นสามารถเข้าไปได้แค่ชั้นแรกของห้องสมุดเท่านั้นหนังสือในชั้นแรกนั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็ความรู้พื้นฐานทั้งสิ้นแต่ทว่านั่นก็เพียงพอสำหรับข้อมูลที่เขา้า
เมอร์ลินทำการอ่านหนังสือแทบทุกเล่มในห้องสมุดชั้นแรกนี้หนังสือส่วนใหญ่เป็หนังสือที่เกี่ยวเนื่องจากความรู้พื้นฐานซึ่งจะไม่ปรากฏหนังสือที่สอนเกี่ยวกับบทเวทย์ระดับสูง
ด้วยความสามารถของเลเมเกทันเพียงกวาดตามองผ่านหนังสือเขาก็สามารถจดจำเนื้อหาทั้งหมดของหนังสือแต่ละเล่มได้แล้ว มันสามารถเรียกได้ว่าหนังสือที่มีอยู่ในห้องสมุดชั้นแรกนับพันๆเล่มได้ผ่านสายตาของเขาหมดแล้ว
ในตอนนั้นเองเขาก็ได้พบกับหนังสือบทเวทย์พื้นฐานเล่มหนึ่งที่กล่าวถึงการใช้เวทย์โดยไม่จำเป็ต้องใช้พลังเวทย์ในร่างกาย
ดวงตาของเมอร์ลินนั้นราวกับมีประกายไฟลุกโชน สือเล่มนี้มีประโยชน์อย่างมากสำหรับเขา
เนื้อหาของหนังสือนั้นกล่าวถึงการชักนำเวทย์ให้ผ่านสิ่งที่เป็สื่อกลางแล้วปลดปล่อยมันออกมาโดยที่ไม่ได้ทำการกักเก็บพลังเวทย์นี้ไว้ ซึ่งสิ่งนี้นั้นเป็จุดประกายในการใช้ไม้กายสิทธิ์ของเขา
การที่ร่างกายไม่กักเก็บพลังเวทย์ทำให้เขาไม่สามารถใช้เวทย์ได้
ศาสตร์นี้จึงทำให้ความหวังในการใช้เวทย์เกิดขึ้นการเขียนอักขระเวทย์ง่ายๆ นั้นไม่จำเป็ต้องใช้พลังเวทย์ที่มากมายวิธีการนี้จึงเหมาะสมกับเมอร์ลินเป็อย่างมาก
เมื่อคิดได้ดังนั้นเมอร์ลินจึงได้ทำการหยิบยืมเงินของอาเธอร์มาก้อนหนึ่งแน่นอนว่าเขาได้ถูกเ้าเด็กอาเธอร์ด่าว่าอยู่พักหนึ่ง แต่ก็นับว่าเ้าเด็กคนนี้ยังมีน้ำใจสุดท้ายแล้วอาเธอร์ก็ให้เมอร์ลินหยิบยืมเงิน
เมอร์ลินใช้เงินจำนวนนั้นไปกับการซื้อไม้กายสิทธิ์และสมุนไพรคุณภาพต่ำจำนวนหนึ่ง
ก้าวแรกของการเป็ผู้ใช้อักขระของเมอร์ลินนั้นคือการปรุงยาซึ่งการปรุงยานั้นเป็ศาสตร์แขนงหนึ่งของผู้ใช้อักขระที่เขาเลือกที่จะปรุงยานั้นเป็เพราะในอดีตครั้งหนึ่งเขาเคยปลีกวิเวกไปเป็หมอธรรมดาคนหนึ่งเขาจึงมีความรู้ในการปรุงยาอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเท่ากับผู้ที่เอาจริงเอาจังกับการเดินทางในสายอาชีพนี้
เมอร์ลินซื้อต้นบูลเฮิร์บ เรดเฮิร์บและเยโร่เฮิร์บมาจำนวนหนึ่ง
่เวลานั้นเขาได้ฝึกการใช้ไม้เท้ากายสิทธิ์จนชินมือการลองผิดลองถูกในการวาดอักขระเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนในที่สุดเมอร์ลินก็สามารถรังสรรค์อักขระพื้นฐานอย่างอักขระธาตุดินน้ำ ลม ไฟ มืด และแสง ให้ปรากฏเป็วงเวทย์ออกมาได้
เมอร์ลินได้ใช้ศาสตร์ความรู้ของสารานุกรมความรู้เลเมเกทันและการค้นคว้าในห้องสมุดโรงเรียนวอเดอร์เซี่ยนนำมาประยุกต์ใช้จนสามารถนำมันมาใช้สร้างวงเวทย์สังเคราะห์ในการปรุงยาได้
แต่นั่นก็ใช่ว่าเมอร์ลินจะสามารถทำสำเร็จภายในครั้งเดียวเขานั้นต้องอาศัยความพยายามนับครั้งไม่ถ้วนในการปรุงยาจนในที่สุดเขาก็ทำมันได้สำเร็จ
เมอร์ลินวาดอักขระแต่ละวงออกมากลางอากาศจำนวนหลายวงแน่นอนว่าเขาหมดเวลากับการฝึกฝนการวาดอักขระไปหลายเดือนจึงสามารถทำเช่นนี้ได้
แม้ว่าจะสามารถวาดอักขระเวทย์ได้มากมายแต่มันก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้างเนื่องจากพลังเวทย์ที่ใช้อักขระเป็พลังเวทย์ที่หยิบยืมมาจากภายนอกนั่นจึงทำให้อักขระที่เขาวาดออกมาไม่สามารถคงอยู่ได้นานนัก
ในที่สุดหนทางแห่งการปรุงยาในดินแดนนี้ของเขาก็เริ่มขึ้นเด็กน้อยผู้สวมใส่เสื้อผ้ามอซอเริ่มตวัดปลายไม้กายสิทธิ์ไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว
อักขระเวทย์สีฟ้าตัวแล้วตัวเล่าก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
เมื่ออักขระเวทย์สามารถคงรูปได้ พริบตามันก็กลายเป็วงเวทย์วงหนึ่ง
วงเวทย์เ่าั้ไม่ได้มีความซับซ้อนมากนักแต่เพียงเท่านี้ก็เพียงพอต่อความ้าของเด็กน้อยแล้ว
เมอร์ลินใช้พลังปราณเซียนของเขาบังคับให้สมุนไพรจำนวนหนึ่งลอยขึ้นกลางอากาศ
ทันใดนั้นเองเขาก็บังคับวงเวทย์แต่ละวงให้เคลื่อนที่สลับกันไปมาโดยใช้ไม้กายสิทธิ์แตะลากไปยังทิศทางที่เขา้า
เมื่อวงเวทย์แต่ละวงถูกวางในตำแหน่งที่ถูกต้อง
สมุนไพรจำนวนหนึ่งก็ถูกชักนำเข้าสู่จุดศูนย์กลางในตอนนั้นเองกระบวนการของวงเวทย์แต่ละวงเริ่มทำงาน
เมอร์ลินพยายามทำการถ่ายพลังเวทย์เข้าไปที่วงเวทย์อย่างต่อเนื่องเส้นแสงของวงเวทย์พลันสว่างวาบขึ้นมา
เส้นแสงเ่าั้หมุนวนกันอย่างมีระบบ กระบวนการทำงานของวงเวทย์เชื่อมต่อและทำงานอย่างต่อเนื่องลำแสงหลากสีพุ่งออกมาจากวงเวทย์เ่าั้ กลายเป็ลำแสงพลังงานที่ตัดผ่านสมุนไพร
เมอร์ลินเป็ผู้กำหนดการทำงานของลำแสงเ่าั้ สมุนไพรจำนวนนั้นถูกลำแสงหลากสีตัดผ่านไปมาและทุกครั้งที่ลำแสงัักับสมุนไพร สภาพของสมุนไพรก็เกิดการเปลี่ยนแปลง
บางครั้งมันขยายใหญ่ขึ้น บางครั้งมันหดเล็กลงบางครั้งมันก็สลายเป็ผุยผง แต่สุดท้ายพวกมันเ่าั้ก็รวมตัวกลับมาเป็เช่นเดิม
กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเหล่าสิ่งที่เขากำลังทำในขณะนี้ เหล่านักปรุงยาเรียกมันว่าการสกัดสมุนไพร
จนในที่สุดเมอร์ลินก็ดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการกลั่นสมุนไพร
ลำแสงหลากสีพลันพุ่งมารวมกัน ณ จุดเดียว
ผลจากลำแสงทั้ง6 ธาตุทำให้สมุนไพรที่ละเอียดเป็ผงนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงเป็ของเหลวจำนวนหนึ่ง
ของเหลวนั้นค่อยๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากเดิมหลายเท่า
จากผงละเอียดที่มีจำนวนเท่าหัวแม่มือพลันขยายเป็ของเหลวที่มีจำนวนหนึ่งเท่ากำปั้น
เมื่อสิ้นสุดขั้นตอนการกลั่น วงเวทย์ทั้งหลายก็สลายหายไป
หลงเหลือเพียงของเหลวจำนวนหนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศเท่านั้น
เมอร์ลินเผยรอยยิ้มออกมาอย่างพึ่งพอใจ พร้อมทั้งสะบัดปลายนิ้วบังคับให้ของเหลวนั้นพุ่งเข้าสู่ปากขวดจำนวนหนึ่งที่เขาเตรียมไว้
มือน้อยๆ นั้นหยิบขวดน้ำยาขวดหนึ่งขึ้นมาดูอย่างพึงพอใจ
เมอร์ลินใช้ดวงตาเลเมเกทันตรวจสอบคุณสมบัติของยาของเขาทันที
ในตอนนั้นเองเขาได้ทราบว่าน้ำยาที่อยู่ในมือของเขานั้นมันถูกเรียกว่า“น้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์ระดับสูงที่มีคุณสมบัติแฝง”
น้ำยาฟื้นฟูพลังเวทย์ระดับสูง! แถมยังเป็น้ำยาเพิ่มเวทย์ที่มีคุณสมบัติแฝงอีกด้วย
น้ำยาขวดนี้นอกจากจะสามารถเติมเต็มพลังเวทย์ให้ฟื้นคืนกลับมาแล้วมันยังมีคุณสมบัติในการลดระยะความเร็วในการร่ายเวทย์อีกด้วย
เป็ไปได้ยังไงกัน?สมุนไพรระดับต่ำสามารถผลิตออกมาเป็น้ำยาระดับสูงได้?
เมอร์ลินทำความเข้าใจกับน้ำยาขวดนี้ในระยะเวลาหนึ่ง
ในที่สุดเขาก็ได้ข้อสรุปให้กับตัวเองว่าเหตุที่เขาสามารถผลิตน้ำยาระดับสูงจากสมุนไพรระดับต่ำได้นั่นอาจเป็เพราะพลังของการใช้อักขระเวทย์
อย่างที่ทราบกันว่าพลังของผู้ใช้อักขระนั้นสามารถเพิ่มคุณสมบัติของของสิ่งหนึ่งได้ไม่เว้นแม้แต่สมุนไพร ลำแสงต่างๆ เ่าั้สามารถเพิ่มพูนหรือเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของสมุนไพรได้
การกลั่นสมุนไพรระดับต่ำโดยใช้อักขระเวทย์จึงมีความเป็ไปได้ว่ามันจะสามารถสร้างน้ำยาที่มีคุณสมบัติที่ดีกว่าขึ้นมาได้
ช่างน่าอัศจรรย์ใจ!
ความสามารถของผู้ใช้อักขระนั้นช่างน่าสะพรึงเป็อย่างยิ่งไม่เป็ที่น่าแปลกใจเลยที่เหล่าผู้คนในดินแดนแห่งนี้จะยกย่องผู้ใช้อักขระให้เป็ตัวตนที่พิเศษกว่าผู้ใด