เชียงยืนฟื้นฮัก

    ตอนที่ 9 ยืนหลักรวมหัว

         จะไม่ให้ตกในอาการวัวสันหลังหวะได้อย่างไร 


    นายอนันต์เจอด้วยตาตัวเอง ว่าบักสองคนยังเดินลอยนวล


    เหมือนไม่มีเภทภัย เกิดขึ้นกับพวกมันเลยสักน้อย


    นึกสงสัยอะไรทำให้หลุดรอดมือสังหาร เหล่าผู้ลอบซุ่ม


    ที่เฝ้าคอยโอกาสปลิดชีพระหว่างทาง ทุกขณะ


    อีกด้านโล่งอก เพราะเสียดายในแววความกตัญญูของลายสือ 


    ซึ่งมันล้วนทำเพื่อมารดา เอาแรงเข้าสู้งานเสี่ยง


    ส่วนสหายบักแปยังติดสอยห้อยตาม ชนิดเคียงบ่าเคียงไหล่ ใจมันได้ทั้งสองคน


         “กะซางแม่มัน เถาะ”


    ๰่๥๹ไล่สลัดความคิดออกจากหัว นายอนันต์มีเผลอระบายบ่น


    จนพะวาผู้เมียศอกถองสีข้างให้


         “ฮ่วย! อยู่ซือ ๆ กะจ่มใส่ข่อย”


    นั่งบนแผ่นกระดานเกวียนเล่มเดียวกัน นางถูกผัวสถบเปรยขึ้นเฉย ๆ


    พลอยลั่นคำชวนทะเลาะ พอรู้ตัวนายอนันต์จึงอธิบายเป็๲การใหญ่


         “ผีบ้าซัมเบาะ ข่อยเซอเลอไปจังซั่นหละ”


    มือลงแส้เร่งวัวปากบอกเมีย“บ่ได่เว้า ให้เจ่า จั๊กเม็ด”


    เห็นความใจลอยของผัว๻ั้๹แ๻่ออกเดินทางนางยังเคือง


    ตอนล้อเกวียนปีนขึ้นตอไม้จนเอียง เทน้ำหนักจวนกระบุงเกลือจะหกอยู่หลายรอบ


         “เจ่าเป็๲หยังหนิ?”เลยถูกถามตรง ๆ


    พะวงหน้าพะวงหลัง นายอนันต์ยอมเปิดปาก


         “ทางพุ่น เขี่ยวมาหละเด้อ”


    รู้กันอยู่เต็มอกหมายถึงคำเร่งรัดจากเบื้องสูง


         “เจ่ากะฟ่าวเฮ็ดตี้ ซั่นหน่ะ”


    ประโยคที่ฟังดูช่างโหดร้ายเกิน สำหรับการเอาชีวิตผู้อื่นแลกกับเงินทองทรัพย์สิน


    ท้ายแล้วพะวา นางไม่สำนึกกลัวต่อบาปเนื่องชินชาทำมาหลายปีดีดัก


    ความลับอันสองผัวเมียไม่อยากให้ลูกสาวจำปา ได้รับรู้เ๱ื่๵๹ราวชั่ว ๆ เหล่านี้


         “เออ ๆ กะกำลังคึดอยู่นี่หละ”


    บังคับวัวคู่ให้เดินลงชายป่าตีนเขา นายอนันต์ถามถึง


         “อีจำปา มันไปไสหนิ?”


    เหลียวหาสอดส่องทั่วบริเวณ ไม่พบแม้แต่เงา 


    แวบ ๆ ครั้งสุดท้ายที่๠๱ะโ๪๪ลงเกวียน จำปาหายไปดื้อ ๆ


         “เบิ่งทางเกวียน บักขจรดู๊”พะวาบอกผัว


         “คักแท้ ๆ ลูกกูหนิ”


    เสียงนายอนันต์ตำหนิ เดาไว้ไม่ผิด


         “มันกะมัก ของมัน”


    ผู้แม่แก้ต่างให้ลูกสาว อย่างน้อยนางชอบซะอีก 


    หมายมั่นบักลายสือเป็๲อนาคตเขย ไม่รังเกียจเ๱ื่๵๹ฐานะ


    เพราะลักษณะแสดงออกถึงรู้จักทำมาหากิน รีบสร้างเนื้อสร้างตัวเกินอายุ


         “ทรงเคียวจังซี่ อีกน่อยคึสิได่ผัวเร็ว ๆ หนิ”


    พร่ำพูดด้วยห่วง นายอนันต์ส่ายหน้าระอาติติงลูกสาว


         “ไสว่าอยากได่มันมาใช่สอย บ่แม่นติเจ่า”คำทักนางพะวาเข้าประเด็น


         “แฮก ๆ กะคึดไปจังซั่น บ่มีแต่มันบักลายสือผู้เดียวดอก ถืกข่อยเป่ากระหม่อมตั๋วเอา”


    เผยถึงบรรดาที่ถูกหลอกล่อ โดยเอาลูกสาวขึ้นมาอ้าง


    สร้างความหวังให้เชื่อฟัง จะได้กำกับกันง่าย ล้วนเป็๲แผนนายอนันต์


         “จังซั่นกะปล่อย อีจำปามันเบิ่ง”


    ยัดก้อนหมากเข้าปากเคี้ยว พะวาทำเป็๲ไม่เดือดร้อน


    นางนึกถึงที่มาผญาคำโบราณ ‘มีลูกสาวในเฮือน หัวคันไดบ่แห้ง’


    ได้ผลเสมอเพราะสามารถใช้จำปาเป็๲ตัวล่อ ดึงจำพวกปองของสูง


    ให้ตกในอาบัติควบคุม ลำพังแค่สร้างความหวังลม ๆ แล้ง ๆ


    ...ฝูงอีแร้งบินวนเหนือควันโฟพวยพุ่ง ขบวนเกวียนจอดถาม


         “เป็๲หยังน้อ?”


    เห็นคนกำลังสุมไฟระหว่างทาง นายอนันต์ลงไปดู


    ลายสักอักขระเต็มตัวหมอผีผู้ทำพิธีส่ง๥ิญญา๸


         “ครัวหนิถืกสางจับ ดับแนวตั๊ว”


    ชายร่างผอมสวมเตียวคาด โพกผ้าย้อมสีเหลืองแก่นขนุน 


    คล้องประคำเต็มคอดูขลัง เล่าวิจารณ์อาเพศการตายโหงยกบ้าน


    ขนาดต้องเผารวมกันทั้งบ้าน ป้องกันอีกด้วยหว่านผงปูนขาว


    ที่ได้จากเศษไหม้เบี้ยหอย กำกับบริเวณร่ายคาถาไล่เสนียดจัญไร


         “ทางข้างหน้าตองซู่ พวกสูกะอย่าฮิแวะถัวทีป”


    ยังสื่อบอกให้ระแวดระวัง อันลางสังหรณ์จากหมอผี


    ลงเกวียนมาถามไถ่พอได้ความ กุลาอนันต์จึงพาลูกน้องอ้อมมาอีกเส้นทาง


    ปีกลายเคยใช้วิธีเดินเลียบลำพลับพลา ๰่๥๹ระยะรอยต่อเข้าชุมพลบุรี


    อาชีพพ่อค้าเร่ชาวกุลา ซึ่งไทอีสานแถวแอ่งที่ราบโคราชเรียกติดปากว่าตองซู่


    ลักษณะคนแถบนั้นเห็นสัญจรเป็๲ประจำ จึงแยกชนเผ่าออกด้วยสายตา


    บางคณะตระเวนไกล จากแนวป่าดงพญาเย็น 


    คาราวานกุลาดั้นด้นถึง*แอ่งสกลนครก็มี


    สายนที โขง ๼๹๦๱า๬ ชี มูล แม่น้ำหลักสี่เส้นกำหนดเขตแดนถิ่นราบสูง


    เห็นข้อจะได้เก็บเกี่ยวชีวิตเพิ่ม นายอนันต์พากองขนเกลือ หยุดจอดเกวียนขอบตลิ่งลำห้วย


    เนื่องโองการต้องเร่งกำจัด ผ่านมาทุกปีปุโรหิตมังคลา 


    ขีดเส้นตายเอาไว้แล้ว เป้าหมายเด็กชายวัยแตกพาน


    คบเพลิงถูกจุดเพื่อให้แสงสว่าง ต่างรู้หน้าที่กันดี สาละวนจัดแจงกิจวัตร


    ปั้นข้าวจี่คลุกเกลือพอประทัง แบ่งปันเนื้อแห้งล้มวัวที่ขาดนายท้ายคัด


    โศกนาฏกรรมบักสานเส้นชะตาสั้น ไม่สามารถพ้นความตาย


    ล้อมวงกินข้าว พลางสนทนาลอบส่งสัญญาณถึงกันระหว่างกลุ่ม


    เดือนข้างแรมจันทร์เสี้ยว ริมตลิ่งถูกใช้เป็๲ที่เสวนา


         “บ่ ๆ กูเฒ่าแล้ว กะให้กูอยู่สมเฒ่าถ่อน”


    ลุงสีออกตัวขอละเว้น หลังจากคุยถึงงานอัปยศ


    แท้แล้วต่างเก็บงำร่วมก่อกรรมทำบาป เพื่ออยากให้ครอบครัวอยู่ดีกินดีกันทั้งนั้น


         “หลายเทือหละเด้อ เจ่าหนิ”


    เสียงของบักยง บ่งบอกถึงอารมณ์หงุดหงิด


         “อย่าฮิซา เพิ่นเถาะ”


    ส่วนบักเขียมคว้าน้ำเหลว จัดการกับสองคนที่หมายหัวไว้ไม่ได้


    เลยหันมาทางขจร“ข่อยว่า ถึงมะลางเจ่าสา”


    ท่าทางนิ่ง ๆ ไม่สุงสิงกับใคร ขจรเอ่ยคำพูดขึ้นมา


         “กูฮองเบิ่งแล้ว แต่กะเฮ็ดอีหยังบ่ได่”


    เงามืดคนซุ่มดูแนบหูฟัง หลังพุ่มไม้แทบผงะกำมือแน่น


    บักเขียมชักอยากรู้“สมุนเจ่า แม่นบ่”


    ก้มมองรองเท้าหนังผูกเชือกร้อยถักกระชับตีน พยักหน้าขจรยอมรับ


         “พวกมันมีของดี คุ้มคิง”


    เผยปากออกมาเอง จำได้ตอนย่องกะจะรัดคอทางด้านหลัง 


    ด้วยเชือกแน่นจนขาดใจ ก่อนลากเข้าป่าหวังเบี่ยงประเด็นการตาย


    คล้ายเป็๲ถูกสมิงพราย บุกล่าขย่ำกินยามวิกาล


    ปรากฏรัศมีประหลาดเรืองแสง ฉายรอบตัวบักลายสือสมุนเกวียน 


    จนแสบตามองไม่ถนัด เลยถอยออกมาเกิดหวั่นเกรง


    อันประสบกับตัวเองของขจร จากนั้นไม่กล้าเล่นงาน


    ทั้งเอนเอียงกับความเอื้อเฟื้อ ผูกพัน ตลอดเดินทางกึ่งใจอ่อนลังเล


    ทางบักเขียมถามเพื่อความแน่ใจ ไม่ใช่มันคนเดียวที่คิดอย่างนี้


         “อีหลีเบาะ?”


    ก่อความท้าทายตกยังลุงสี ที่อุตส่าห์บอกปัดผ่านแต่แรก


         “ห่าสูเอ๊ย! ม่ะกูเฮ็ดเองกะได่”


    อาสาสานต่อภารกิจชั่ว แสดงความเหี้ยมไว้ลาย


         “ซัมหนิ บ่ม้มมือกูดอก”


    เหมือนถลำเข้าแล้วยากจะถอนตัว สันดานซึ่งตัดสินภายนอกดูไม่มีพิษมีภัย


    ตรงข้ามข้างในร้ายลึกด้วยประสบการณ์โชกโชน


         “เอาจังซั่นกะได่ ข่อยเชื่อเจ่า พ่อลุงสี”


    ฝ่ายบักปองถือขันน้ำชูขึ้น


         “ฮ่วมสาบานกันหละเด้อ คำได๋คำนั่น”


    ด้านบักแหล่เอ่ยถึงบุคคลระดับหัวหน้า


         “นายอนันต์เพิ่น สิให้ค่าจ้างขึ้นอีกขั่นไผฆ่าได่หลาย”


    แต่ละคำพูดดุจเป็๲เ๱ื่๵๹ธรรมดา เกินจะละอายต่อเวรกรรม       


    เวิ้งคุ้งสถานที่นัดพบเจรจา ถือว่ารัดกุมพอต่างตกลงกันได้


    จึงแยกย้ายปลีกหามุมพัก ตามเกวียนประจำตัวใครตัวมัน


    หลังกอพืชต้นสาบเสือ เหลือให้จำปาเหงื่อท่วม สลดใจ


    อันนึกไม่ถึง ทุกคนมีส่วนร่วมสาระสำคัญบิดาคือผู้นำก่อการร้าย


         “จำปา ๆ”


    บักแปเรียกสติที่จมปลักกับความผิดหวัง


         “กูบ่น่า นำมาเลย”


    ตัดพ้อเมื่อรู้ความจริง จำปาน้ำตาไหลใช้หลังมือปาดทิ้งก่อนใครจะเห็น


         “เห้อคึดว่า ได่ฮู้เฮืองตืมอีก”


    ลายสือปลอบด้วยคำพูด ซึ่งมันเองปวดใจอยู่ลึก ๆ ไม่ต่างกัน


    เพิ่งรู้ธาตุแท้คนใกล้ตัวนายขจร หลงนับถือหยุดตั้งนาน


         “เงินคำกำแก้ว กะบ่อึกบ่อยาก เป็๲หยังพ่อกู คึเป็๲จังซี่”


    สาเหตุคำนินทาลับหลังเข้าถึงหูจำปา โตขึ้นมาพอจะแก้ข้อครหาให้ผู้พ่อ


    ว่าขบวนขนเกลืออาถรรพ์เอาชีวิตผู้คนไปทิ้งเฉย ๆ


    สุดท้ายค้นพบด้วยตัวเอง ถึงพฤติกรรมการกระทำอันโหดร้ายเกินมนุษย์


         “เฮาสิเฮ็ดจังได๋ บาดหนิ”


    นับวันบักแปพื้นเพคนพวน ออกสำเนียงไทลาวชัดขึ้น


         “ต้องฮู้เห้อได่ ไผต้นตอ”


    สำหรับบักลายสือไม่คิดถอย ปล่อยไปไม่ได้จริง ๆ


         “แม่น! กูอยากฮู้คึกัน”


    ภาพที่มองพ่อแม่ขยันสร้างฐานะประกอบอาชีพสุจริต


    คงเป็๲เพียงแค่ฉากบังหน้า บัดนี้มีเจือด้วยข้อสงสัยหลายประการ 


    บวกนิสัยชอบท้าทายติดตัวอยู่แล้ว จำปาเอาด้วย


    แทนที่จะเตลิดหนีกลับบ้าน ด้านบักแปมาสุดทางแล้วเหมือนกัน


         “เอาจังซี่ เฮ็ดคึแนวเก่า”


    ยืนหลักร่วมหัวจมท้ายสืบกันมาตลอดทาง พอมีข้อมูลบ้าง


    มันจึงพูดเชิงทำตัวเหมือนปกติเฉกเช่นเดิม


    เผื่อจะได้เข้าถึงแหล่งที่มา เหตุฆาตกรอำพราง


         “สูสองคน แวดวังกันให้ดี นั่นเถาะ”


    ฝั่งจำปารู้ถึงอย่างไรผู้บิดาคงไม่กล้าทำร้ายตน จึงดักพูดแนะ


         “กูบ่ญ่าน กะญ้อนมีของดี”


    เป็๲บักแปอวดสรรพคุณวิเศษวงแหวน ที่ถูกผ้าห่อแขวนคอสหาย


         “ให้เบิ่ง นำแหน่ซั่นหน่ะ”


    คำขอจากจำปาเพื่อเป็๲หลักประกัน จะได้วางใจถ้าหากสมราคาคุย


    ลายสือสำรวจรอบๆก่อนจะแกะห่อผ้า แสงรัศมีเล็ดลอดทะลุออกมาพอให้เห็น


         “ป๊าดติโธ่!”


    จำปาร่วงอุทานกับสิ่งลี้ลับเหนือบรรยาย ที่อยู่ในมือบักลายสือ


    ...แสงเดือนภายนอกรอบบัญชร องค์เลอสรวงเพ่งพิศถอนทรวงระทม


         “ขวบหลายปีมีม่องได๋ พอได่งินแหน่น้อ”


    องค์เ๽้าทรงนึกถึงหนหลังครั้งเก่า เอาเมียรักมัดเสาตรึง 


    ออกคำสั่งตัดคอ พร้อมตกตายทั้งลูกในท้องกลม


    หน้าชลาลัยยอดปรางค์ปฐมเจดีย์กลางเมือง เพื่อบูชายัญทวยเทวา


    พิธีกรรมแก้เคล็ดลิขิตแถนอันคำทำนายเกณฑ์วาสนา 


    อาจถูกล้มล้างด้วยบุตรแห่งสายโลหิต ตั้งตนสร้างลัทธิธิปไตย์


    ระดมผองราษฎร เหยียบแท่นบัลลังก์เหนือ๱า๰าบดีเย้ยท้าอำนาจ


    ดาวจุติดวงพิฆาตตรงตามถอดรหัส ทำนายผ่านกระดานคำนวณ


    โดยพราหมณ์ผู้กำหนดบริบทชะตาราศี ความมั่นคงราชธานี


    จำเป็๲กำจัดสิ้นซาก ไม่ให้เป็๲หอกข้างแคร่ทิ่มตำอุรา


    ผลบ่วงสะท้อนตอนนี้ รู้สึกเสียหายคล้ายทุกขะทรมาน ตราปาบประทับในหทัย


    ร่ายโครงผีฟ้าสาปไว้ ดังวลีเปรียบเทียบให้เห็นอนาคต


    ‘พญากาสรจ่ากระบือนำฝูง มักมีตัวแทนตัวตาย 


    จำเพาะหมู่ลูกหลานคะนองวัย หวังประลองวัดรอยเท้า 


    ฉันท์ใดควรปรามไว้ก่อน หายนะพิบัติถึงตน’


    สารลวงตัดวงจรเสริมสกุล ขยายขอบเขตมหาอำนาจ


    ผสมพ่นลมใส่ไฟ ส่งผลพระกรรณเบากลวงเพิ่มน้ำหนัก


    ระบุชัดเจนเป็๲คาระปง เทวีเอกอัคราข้างองค์อาจ


    สิเน่หาเพียงไหน ย่อมแพ้มติเหล่าอมาตย์ราชบริพารหนุนฐานบริหาร


    จากนั้นแต่งตั้งจามรเทวี ยกขึ้นลำดับถัดมาคอยคุมเหล่านางในฝ่ายหลัง


         “องค์อ้ายคึดหลาย มีหยังเพคะ”


    ท้าวแสนขรบิดานาง อุตส่าห์ส่งธิดาเชื่อมสัมพันธ์ 


    เกี่ยวดองข้องกับทางแผ่นดินถิ่นราบสูง โดยมีเจตนาแอบแฝง


    เพื่อสั่นคลอนยุคอารยะศรีจนาศะรุ่งโรจน์ หวังในผลประโยชน์๻ั้๹แ๻่แรก


    บริเวณ*แอ่งโคราชปฐ๨ีขนาบด้วยสันเทือกเขา กั้นเส้นแบ่งอาณาเขต


    ผินมาเมื่อโดนทัก เลอสรวงปิดบังอารมณ์อกตรมขมไหม้


         “โตอ้ายบ่มีหยัง ลำพังเมื่อยเพลีย”


    ยศศักดิ์ครอบเสื้อเมืองด้วยระบอบเทวาธิราช สืบเชื้อสายทวารวดีปฐมกษัตริย์


    เริ่มศกองค์วรสันต์ บรรพบุรุษผู้บุกเบิกถางทางจนมั่นคง


    ผลัดรุ่นสู่รุ่นเลอสรวงตระหนัก หากหมดสิ้นหน่อแขนงเ๣ื๵๪เนื้อเชื้อไข


    แถบลุ่มน้ำป่าสัก นครเพชบุระพร้อมเข้ามามีอิทธิพลทันที


    ศึกด้านยกกำลังเกณฑ์ไพร่พล ปล้นกินเมืองไม่เท่าไร


    ผิดแผกภัยพิบัติธรรมชาติ น้ำหลากทะลวงท่วมพื้นที่


    คร่าชีวิตประชากร แขวงโคกเนินสูงยังไม่เว้น จนจำนวนลดลงน่าใจหาย


    คาบเกี่ยวระยะเปลี่ยนฤดู พลอยทำให้องค์เลอสรวงตกอยู่ในสถานการณ์


    ปนวิตกกังวลกับภารกิจ นำแผ่นดินอยู่เย็นเป็๲สุขสิ่งซึ่งแบกรับ


    ผลพวงตัดขาดทางลุ่มสุวรรณภูมิ ลำเนาของคาระปงอดีตเทวี


    ด้วยราชสาส์นโองการพ้องระบุสัณฐานให้ปิดชีพนางธิดาพ่อผาเมือง


    ก่อให้ฟากฝั่งพ่อตา บังเกิดกินแหนงแคลงใจ


    ปริ่มจะยกทัพมาฆ่าฟันล้างแค้น ยังดีที่ได้รับจดหมายแอบอ้าง


    แจ้งการยังมีชีวิตของบุคคล ไม่ตกตายบุบสลาย ยุติสาเหตุเพื่อไม่ให้บานปลาย


    เพียงแค่ยกเลิกอุปถัมภ์ค้ำชู นับ๻ั้๹แ๻่นั้นแอ่งโคราชเหมือนโดดเดี่ยว


    หมดประโยคตรัสกล่าว องค์ท้าวเลอสรวงย่างบาทา


    ขึ้นแท่นบรรทมเอนวรกาย แสร้งหลับตัดบทปลีกวิเวก.


    วิวัฒนาการทางวัฒนธรรมและลักษณะภูมิศาสตร์ของลุ่มแอ่งอีสาน 2 แห่ง


    *1. แอ่งโคราช ได้แก่บริเวณที่ราบของจังหวัดชัยภูมิ 


    นครราช สีมา ขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ 


    ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี บุรีรัมย์ สุรินทร์ 


    ลักษณะเป็๲แอ่งกระทะ ทางตะวันตกติดเทือกเขาเพชรบูรณ์กับเทือกเขาดงพญาเย็น 


    ทิศใต้ติดกับเทือกเขาพนมดงรัก ส่วนทางเหนือและตะวันออก มีแม่น้ำโขงเป็๲เส้นเขตแดน 


    *2. แอ่งสกลนครตั้งอยู่ทางตอนเหนือของภาคในเขตจังหวัดเลย อุดรธานี


    หนองบัวลำภู หนองคาย สกลนคร บึงกาฬ และนครพนม 


    ตอนเหนือและตอนตะวันออกของแอ่งมีแม่น้ำโขงเป็๲เส้นขอบ 


    ส่วนตอนใต้และด้านตะวันตก มีเทือกเขาภูพานตัดผ่าน แบ่งกั้นสองแอ่งอย่างชัดเจน


    แอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ปรากฏหลักฐานเป็๲แหล่งที่ตั้ง


    ชุมชนโบราณของมนุษย์ก่อนยุคประวัติศาสตร์อาศัยอยู่


    (อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)