16 สิงหาคม 2018 เวลา 14.50 น.
ศาสตราจารย์โจนส์ ฮอปกิ้นส์เป็ชายร่างเล็กในชุดสูทลายทางสีม่วงอ่อนผูกหูกระต่ายศีรษะของเขาล้านทว่ายังมีกระจุกผมเป็หย่อมๆ บริเวณหูเรื่อยไปถึงท้ายทอย ผมของเขามีสีดอกเลาเช่นเดียวกับปึกหนวดเหนือริมฝีปากแม้จะมีความสูงเพียง 165 เิเ กระนั้นด้วยน้ำเสียงแหลมๆ ดังแสบหูกับมาดผู้ทรงภูมิก็ทำให้เขากลายเป็จุดสนใจได้ไม่ยาก
การประชุมเตรียมพร้อมสำหรับการสำรวจคฤหาสน์โดยศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์ถูกจัดขึ้นในห้องประชุมขนาดเล็กของโรงแรมท้องถิ่นในเมืองคอตตอนเบย์ส โดยมีสมาชิกเข้าร่วมดั้งเดิมทั้งหมด9 คนรวมตัวศาสตราจารย์เองด้วย ทั้งนี้เทรนตันผู้เป็เ้าของแผนการอ้างว่าติดธุระอื่นและให้อำนาจการจัดการทั้งหมดให้กับศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์
ตอนที่เมเม่กับคาร์ลินปรากฎตัวขึ้นที่นั่น ศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์ได้รับข้อความจากเทรนตันเมอร์สฟิลด์ผู้เป็นายจ้างแล้ว โดยคาร์ลินได้ยินว่าเกรแฮมต้องต่อสู้อย่างหนักเพื่อให้เทรนตันยอมรับพวกเขาทั้งคู่ร่วมคณะสำรวจเขาสงสัยว่าบางทีเทรนตันอาจเชื่อว่าพี่ชายตนกำลังพยายามก่อกวนแผนการอันล้ำค่าของเขาก็เป็ได้ถึงอย่างนั้นศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์ก็ไม่ได้แสดงทีท่าว่าเป็ศัตรูกับเมเม่และคาร์ลินอย่างใดอันที่จริงชายวัย60 ผู้นี้ดูจะตื่นเต้นด้วยซ้ำที่มีทีมสำรวจมาเพิ่มในโครงการของเขาอีก
คาร์ลินพบว่านอกเหนือจากศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์แล้ว คนอื่นๆต่างเฉยชาต่อพวกเขาถึงขั้นแสดงความเป็ศัตรูออกมาด้วยซ้ำ มันไม่น่าเกี่ยวกับเื่ที่เขากับเมเม่เป็คนนอกหรอกจากข้อเท็จจริงที่ว่ากลุ่มนี้ตั้งขึ้นได้ไม่ถึงเดือนและสมาชิกทั้งหมดก็เพิ่งจะได้พบหน้ากันจริงๆ ครั้งนี้ครั้งแรก นอกจากนั้นความเป็ศัตรูของกลุ่มนักสำรวจคฤหาสน์ก็ไม่ได้มีให้แค่เมเม่กับเขาเท่านั้นคาร์ลินแน่ใจว่าพวกนั้นทั้งหมดล้วนมองกันและกันเป็ศัตรูไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ไว้ใจกันเอาเสียเลย
โดยสมาชิกในกลุ่มประกอบไปด้วย
บล็อกเกอร์สาวเ้าของเว็บรวมบทความสยองขวัญ - รีว่าโกเมซ
คนทรงจากเมืองแทนเจลีน หญิงวัยกลางคนผู้อ้างว่ามีััทิพย์- มิแรนด้า ริชาร์ดสัน
ทีมสำรวจเื่ลี้ลับสยองขวัญจากเว็บ สยองพองขนหัวลุก.com – ชายผมรุงรังมัดจุกกลางกระหม่อมไว้หนวดน่าเกลียดเป็กระจุกเล็กๆ ใต้ริมฝีปากล่าง จาเร็ต บอยล์, หญิงสาวร่างสูงหุ่นนางแบบกับลิปสติกสีแดงฉูดฉาด อินกริด โซเรนสัน และชายร่างอ้วนใหญ่สวมแจ็คเก็ตผ้าร่มสีตุ่น แจ็ค นอร์แมน
หมอดูไพ่ยิปซี ผู้อ้างว่าสามารถสื่อสารกับิญญาได้- ไรอัน ชอว์
คู่สามีภรรยาวัยกลางคนซึ่งศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์เชิญมาเพื่อบันทึกมุมมองการสำรวจจากสายตาของคนธรรมดา– เบอร์ธากับ เบนท์ลีย์ โอลิเวอร์
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: คฤหาสน์เมอร์สฟิลด์เริ่มสร้างในเดือนสิงหาคมปี 1889 โดยสามีภรรยาตระกูลเมอร์สฟิลด์ วิลเลี่ยมกับทิวลิป
ชายร่างเล็กบนโพเดียมข้างเวทีกดปุ่มบนรีโมทเล็กๆจากนั้นภาพบนจอจากเครื่องฉายก็สลับมาเป็รูปถ่ายขาวดำของชายหญิงบนพื้นที่กว้างเต็มไปด้วยกองวัสดุโดยการก่อสร้างยังอยู่ในขั้นการลงเสาเข็มอยู่ คนทั้งสองดูไม่แตกต่างจากคนทั่วไปในสมัยก่อนปี1900 ฝ่ายชายใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่ถึงกับหล่อเหลา แต่งกายด้วยสูทเนื้อดีติดกระดุมตึงเปรี๊ยะยืนคู่กับหญิงสาวร่างผอมบางสวมชุดแขนพองกระโปรงยาวกรอมเท้าสีขาวประดับด้วยจีบและลูกไม้
ขณะที่ฝ่ายชายดูภาคภูมิใจกับอะไรก็ตามที่เขามีอยู่อาจเป็สถานะทางสังคม ฐานะหรือทรัพย์สมบัติ กระนั้นฝ่ายหญิงซึ่งก็คือทิวลิป เมอร์สฟิลด์หรือทิวลิป ทิสเดลในกาลต่อมาหลังการหย่าอันแสนเ็ปกลับดูไม่มีความสุขนัก ไม่แน่ว่าตอนที่ถ่ายรูปนี้หล่อนอาจรู้แล้วก็ได้ว่าพื้นที่ตรงนี้ไม่ใช่สถานที่เหมาะสมกับการลงหลักปักฐานของพวกเขาเอาเสียเลย
ในระหว่างที่คาร์ลินกำลังคิดเรื่อยเปื่อยอยู่ว่าคนในรูปทั้งคู่จะรู้สึกยังไงกันนะหากล่วงรู้ว่าในอนาคตพวกตนจะพบจุดจบที่น่าสยดสยองอย่างไรเสียงแหลมๆ พยายามดัดให้หวานอย่างเสแสร้งก็ดังขัดจังหวะความคิดของเขา
เบอร์ธา โอลิเวอร์: ผู้หญิงคนนั้นตาโตอย่างกับปลาทองแน่ะคุณเห็นไหมคะ
เบอร์ธา โอลิเวอร์: ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าคนแบบนั้นจะมีใครยอมแต่งงานด้วยน่ะ
เสียงนั้นดังมาจากหญิงวัยค่อนไปทางปลายๆ กลางคนซึ่งดูเหมือนจะมีปัญหาการควบคุมอาหารเป็พิเศษหล่อนมีรูปร่างน่ากลัวว่าเก้าอี้จะยวบพับลงใต้ก้นเหี่ยวๆ มหึมานั้นได้ทุกเมื่อ ผมสีดำม้วนเป็เกลียวดูราวกับโดนพายุกระหน่ำมายังไงยังงั้นเบอร์ธาแต่งกายด้วยชุดกระโปรงลายวงกลมเบ้อเริ่มหลากสีสันซ้อนๆ กันทับด้วยเสื้อลูกไม้สีขาวตัวจิ๋วหล่อนมีกระเป๋าถือที่น่าเกลียดพอๆ กันซึ่งชวนให้นึกสงสัยว่าอาจมีพูเดิลตัวเล็กๆแอบอยู่ในอ้อมแขน และที่นั่งอยู่ข้างๆ กันก็คือผู้ชายอายุอานามไล่เลี่ยกันที่ทุกอย่างในตัวเขาผิดกับหล่อนลิบลับ
เบนท์ลีย์ โอลิเวอร์ไม่มีอะไรเหมือนกับภรรยาของเขาเลยเขาผอมมากอีกทั้งสูงชะลูด ดวงตาโตเบ้อเริ่มหลังเลนส์แว่นทรงกลมส่งผลให้เขาดูคล้ายแมลงกิ่งตัวใหญ่เขาแต่งกายด้วยชุดสีซีด เสื้อไหมพรมแขนกุดทับเชิ้ตเก่าๆ กับกางเกงขายาวสีน้ำตาลเชยๆคาร์ลินรู้สึกว่าสายตาลอกแล่กของเขาไม่น่าไว้ใจเท่าไหร่ และที่หนุ่มผู้ช่วยนักสืบมั่นใจก็คือเบนท์ลีย์นั้นไม่ค่อยมีความสุขกับสถานการณ์ของตนนัก
รีว่า โกเมซ: นั่นสิ พูดได้ไม่ดูตัวเองเลยนะ
เบอร์ธา โอลิเวอร์: เมื่อกี๊หล่อนว่าอะไรนะ!
รีว่า โกเมซ: หืม ใครพูดอะไรหรือ
บล็อกเกอร์สาว รีว่า โกเมซแกล้งสะดุ้งก่อนหันไปรอบๆหล่อนเป็สาววัย 20 กว่าๆ น่าจะสัก 24-25 ปี ผิวสีมะกอก ผมตัดสั้นย้อมแดงยีฟูยุ่งๆใบหน้ารูปไข่ซึ่งคงจะสวยหวานน่ารักน่าดูหากหล่อนไม่ลงเครื่องสำอางจัดขนาดนั้น ทั้งขอบตาดำปี๋ริมฝีปากแดงสดยิ่งกว่ามะเขือสุก รีว่ามีภาพลักษณ์ของสาวหัวขบถจากการแต่งหน้าแต่งตัวหล่อนสวมเสื้อยืดพื้นดำตัวอักษรสีขาวเป็ข้อความว่า “ไปตายซะ! ไอ้หน้าตัวเมีย”กับกางเกงยีนส์ขาสั้นข้างยาวข้าง แล้วก็รองเท้าผ้าใบสีชมพูแปร๋ด
แวบหนึ่ง ั์ตาสีออกเหลืองกวาดมาสบกับคาร์ลินพอดิบพอดีแม้จะเพียงวินาทีเดียว แต่ท้องไส้ชายหนุ่มก็บิดเป็เกลียวหลังจากนั้นอีกพักใหญ่ๆ
เบอร์ธา โอลิเวอร์: เมื่อกี๊หล่อนพูดว่า“พูดได้ไม่ดูตัวเองเลย” ไม่ใช่เรอะ!
รีว่า โกเมซ: นั่นสินะ
รีว่า โกเมซ: พอดีมันมีประเด็นคาใจฉันนิดหน่อยน่ะอย่าไปสนใจเลย
เบอร์ธาลุกพรวด ไขมันกระเพื่อมตามการเคลื่อนไหว
เบอร์ธา โอลิเวอร์: ว่าไงนะ!
เบอร์ธา โอลิเวอร์: หล่อนเพิ่งจะด่าฉันแท้ๆแต่ดันมาบอกว่าไม่ให้สนใจเนี่ยนะ!
เบอร์ธา โอลิเวอร์: นังเด็กปากสุนัขไม่รับประทาน!
ต่างจากเบอร์ธาที่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง รีว่ากลับยกแขนพาดพนักเก้าอี้ว่าง2 ตัวข้างๆ เอนตัวพิงสบายใจเฉิบ หญิงสาวเพียงเอียงศีรษะมองอีกฝ่ายจากทางหางตาพร้อมกับรอยยิ้มเท่านั้น
รีว่า โกเมซ: ฉันก็แค่พูดความจริงเท่านั้น
เบอร์ธา โอลิเวอร์: ยังจะปากมากอีก!
รีว่า โกเมซ: ก็ถ้าคุณไม่ปากเสียเองแต่แรกก็คงไม่มีอะไรหรอก
เบอร์ธา โอลิเวอร์: นี่หล่อน!
หญิงร่างั์ทำท่าจะพรวดพราดใส่สาวร่างบางซึ่งนั่งแสยะยิ้มกวนประสาทอยู่ถัดไป3 แถวด้านหน้า ทว่าก่อนที่สะโพกเบ้อเริ่มเทิ่มจะชนกวาดเก้าอี้แถวแรกจนล้มระเนระนาดหล่อนกลับมีท่าทีไม่มั่นใจขึ้นมาเอาวินาทีสุดท้าย เบอร์ธาสังเกตเห็นสายตาห้ามปรามของศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์เป็อันดับแรกจากนั้นก็ หนุ่มวัย 30 ต้นๆ ผู้มีใบหน้าหล่อเข้มอย่างกับนายแบบ เพียงแต่ไรอัน ชอว์ กลับเอาดีทางด้านผู้เชี่ยวชาญไพ่ยิปซีและิญญาแทนเบอร์ธาเหลือบมาทางคาร์ลิน แน่นอนว่าเมเม่ต้องมองหล่อนด้วยสายตาดูแคลนโดยไม่ต้องสงสัยเพราะสาวนักสืบคนนี้น่ะมักแสดงท่าทีหยาบคายต่อหน้า... ไม่รู้สิ ทุกคนเลยมั้ง
สายตาเบื่อหน่าย สายตาอยากรู้อยากเห็น สายตาเ็าเบอร์ธาตระหนักว่าทุกสายตาล้วนหยุดอยู่ที่ตน นี่คงจะเป็อีกครั้งที่หล่อนนึกเสียใจที่ไม่ยอมเข้าฟิตเนสอย่างจริงจังั้แ่หลายปีก่อนเป็แน่
เบอร์ธาหันไปหาสามีตน
เบอร์ธา โอลิเวอร์: คุณคะ พูดอะไรบ้างสินังนั่นมันด่าฉัน
เบนท์ลีย์ โอลิเวอร์: อืม แค่คำพูดของเด็กมันเธอก็อย่าไปสนใจเลยน่า
เบนท์ลีย์ตอบเรียบๆ ไม่แม้แต่จะมองภรรยาร่างั์ของตนด้วยซ้ำ
เบอร์ธาหน้าแดงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งสัญญาณพร้อมที่จะะเิเต็มแก่
ตอนนั้นเองที่ศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์เปล่งเสียงแหลมๆทรงพลังของเขาออกมาเรียกความสนใจจากทุกคน
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: ทุกคนกลับมาสนใจตรงนี้ดีกว่านะครับ
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: เรามีเื่ต้องพูดเยอะแยะแต่เวลากลับมีน้อยเหลือเกิน
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: คุณเทรนตันหวังเอาไว้กับโครงการนี้มากเลยนะครับ
ขณะที่ศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์พยายามเกลี้ยกล่อมเบอร์ธาให้สงบลงด้วยจำนวนค่าตอบแทนที่จะได้รับหากการสำรวจนี้เป็ไปด้วยดีเมเม่ก็สะกิดคาร์ลิน แล้วบุ้ยใบ้ไปทางสามีของเบอร์ธาพร้อมกระซิบบอกกับเขา
เมเม่ แคลเรสซ่า: ที่ยายช้างน้ำโพล่งออกมาแบบนั้นก็เพื่อเรียกความสนใจจากสามีแก่ๆน่ะ
เมเม่ แคลเรสซ่า: สังเกตสายตาเขาสิ
เมเม่ แคลเรสซ่า: ตาเฒ่าหัวงูนั่นแทบไม่ละสายตาจากแม่สาวจากทีมสำรวจเื่ลี้ลับเลย
คาร์ลินมองตามที่เมเม่บอกก็พบว่าเบนท์ลีย์จ้องเป๋งไปที่อินกริดโซเรนสันจริง ซึ่งก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร อินกริดนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างยิ่ง ด้วยรูปร่างสูงโปร่งและผอมแบบมีกล้ามเนื้อดูท่าทางหล่อนน่าจะเป็คนเข้ายิมบ่อยทีเดียว ถึงแม้อินกริดจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยที่สุดแต่หน้าตาก็จัดว่าอยู่ในระดับที่ทำให้ผู้ชายหลงได้ง่ายๆ หล่อนมีริมฝีปากอิ่มซึ่งถูกทำให้โดดเด่นมากขึ้นด้วยลิปสติกผิวมันวาวดวงตาทรงอัลมอนด์ให้ความยั่วเย้าอย่างเป็ธรรมชาติ แม้แต่ท่านั่งไขว่ห้างเฉยๆ ก็ยังดูดีเลยและต่อให้ไม่ได้แต่งกายด้วยชุดนุ่งน้อยห่มน้อยด้วยนะ อินกริดสวมเสื้อแขนยาวสีเขียวหม่นเข้ารูปกับกางเกงขายาวสีขาวแบบสาวทำงานสมัยใหม่ทั่วไป
เมเม่ แคลเรสซ่า: ดูนายสิ แค่เผลอมองก็หลงเสน่ห์เข้าซะแล้ว
เมเม่กระซิบพลางพ่นลมเบาๆ เข้าหูชายหนุ่ม คาร์ลินสะดุ้งโหยงยกมือปิดปากแทบไม่ทันเกือบหลุดเสียงร้องลั่นห้องออกมาแล้ว
อามายะ คาร์ลิน: ทะ ทำทำอะไรของเธอน่ะ!?! ผมไม่- ผมไม่ได้-
เมเม่ แคลเรสซ่า: นั่นสินะ ยายสูงชะลูดนั่นไม่ใช่สเปกนายสักหน่อย
เมเม่ แคลเรสซ่า: อย่างนายต้องแบบแม่สาวบล็อกเกอร์ปากกล้าต่างหาก
เมเม่ แคลเรสซ่า: นั่นสินะ เป็นักเขียนเหมือนกันด้วยดูท่าน่าจะเข้ากันได้ดีนะว่าไหม
อามายะ คาร์ลิน: พูดอะไรน่ะ ผมไม่...
คาร์ลินพลันตัวแข็งทื่อ เขากลืนน้ำลายอย่างยากลำบากระหว่างเพ่งเข้าไปในดวงตาชวนฝันของสาวนักสืบใจหนึ่งหวังอยากให้เป็เช่นนี้ต่อไปอีกนานแสนนาน กระนั้นอีกใจก็นึกกระดากอยากเบือนหนีไปทางอื่นใจจะขาดชายหนุ่มเริ่มมึนงงจากความดันที่เพิ่มมากขึ้นในหัว ยามที่เขาต้องมองเรียวปากชมพูนุ่มนิ่มของอีกฝ่ายเขาจินตนาการเห็นภาพยามที่มันประทับลงกับผิวต้นคอของเขาอย่างหนักหน่วง
จากนั้นจู่ๆ เสียงแหลมๆ ของศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์ก็ทิ่มแทงโสตประสาทของเขาอีกครั้งประหนึ่งค้อนเหล็กฟาดเปรี้ยงลงมาคาร์ลินสะดุ้ง เมเม่ถอยจากไปกระนั้นก็ยังคงทอดสายตาอ้อยอิ่งมองเขาอยู่คล้ายอาลัยอาวรณ์เธอไม่จำเป็ต้องยั่วยวนแต่อย่างใด ทว่าก็สามารถทำให้ชายหนุ่มใจเต้นระรัวบ้าคลั่งได้
ใบหน้าคาร์ลินร้อนผ่าว เขามั่นใจว่าเธอรู้ความรู้สึกของเขาเป็อย่างดีทั้งอย่างนั้น เธอก็ยังชอบที่จะ...
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: อย่างที่รู้กันว่าคฤหาสน์ทิสเดลหรือพิงก้าเพนตาเคิล หรือเมอร์สฟิลด์นั้นมีประวัติความหฤโหดต่อเนื่องมาอย่างยาวนานนับั้แ่การก่อสร้างครั้งแรกในปี1889
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: ซึ่งถ้าพวกคุณได้อ่านเอกสารที่ผมส่งไปให้ก่อนหน้านี้แล้วก็จะเห็นว่าคฤหาสน์แห่งนี้มีพฤติกรรมที่ดุร้ายแค่ไหน
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: แต่ถ้าใครยังไม่ได้อ่านมาหรือยังทำความเข้าใจได้ไม่ดีนักก็ไม่ต้องห่วง
สายตาของศาสตราจารย์ร่างเล็กหยุดที่คู่สามีภรรยาโอลิเวอร์รู่หนึ่งก่อนจะเลื่อนมาจับจ้องที่เมเม่กับคาร์ลิน
ศ.โจนส์ ฮอปกิ้นส์: เพราะผมสรุปลำดับเหตุการณ์ที่เชื่อกันว่าเกี่ยวข้องกับอาถรรพ์คฤหาสน์ทั้งหมดไว้ในสไลด์ที่จะเปิดต่อไปนี้ให้แล้ว
เมเม่ แคลเรสซ่า: ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีกับนายศาสตราจารย์นี่เลย
เมเม่ขยับมากระซิบกับคาร์ลินตอนที่ศาสตราจารย์ฮอปกิ้นส์เลิกสนใจผู้ฟังที่กระจายตัวอยู่ตามแถวที่นั่งจำนวน7 แถวหน้าเวที แม้ห้องประชุมของโรงแรมจะไม่ใหญ่นัก ทว่าการที่มีผู้บรรยาย 1คนกับผู้เข้าฟังแค่ 10 คนก็ทำให้ห้องดูโหรงเหรงขึ้นมาได้เหมือนกัน นอกจากนั้นรูปลักษณ์เก่าแก่ของอาคารที่สร้างขึ้นั้แ่่1980 กับไฟที่ปิดทุกดวง มีแค่แสงสลัวจากเครื่องฉายเท่านั้นก็ยิ่งช่วยขับเน้นความวังเวงจนกระทั่งกลายเป็ชวนขนลุกไปในที่สุด
อามายะ คาร์ลิน: ทำไมล่ะ
เมเม่ แคลเรสซ่า: เขาชอบมัน
สาวนักสืบบุ้ยปากไปทางศาสตราจารย์บนเวที ภาพบนจอณ ตอนนั้นเปลี่ยนจากคู่สามีภรรยาเ้าของคฤหาสน์รุ่นแรกมาเป็รูปถ่ายเก่าๆ ขณะที่ช่างกำลังขะมักเขม้นกับการสร้างคฤหาสน์ซึ่งเริ่มขึ้นโครงเป็รูปเป็ร่างแล้ว
เมเม่ แคลเรสซ่า: ตาแก่นั่นหลงใหลคฤหาสน์นี่
เมเม่ แคลเรสซ่า: ดูจากสีหน้าท่าทางก็รู้แล้ว
เมเม่ แคลเรสซ่า: ตาเขาเป็ประกายเทิดทูนบูชาทุกครั้งเวลาเอ่ยชื่อคฤหาสน์ออกมา
เมเม่ แคลเรสซ่า: นายเชื่อว่าจะสามารถไว้ใจคนที่คลั่งไคล้สถานที่อันตรายแบบนี้ได้ขนาดไหนกัน
อามายะ คาร์ลิน: เธอพูดเื่อะไรน่ะ
เมเม่ แคลเรสซ่า: จุดประสงค์ของเขาไงล่ะ
เมเม่ แคลเรสซ่า: คิดดูนะ คนเป็ศาสตราจารย์อย่างเขามาทำอะไรในที่แบบนี้คนเดียวถามหน่อย
เมเม่ แคลเรสซ่า: ไหนล่ะนักศึกษาที่ควรจะมาเป็ผู้ช่วยไม่เห็นหัวสักคน
เมเม่ แคลเรสซ่า: เท่าที่ฉันเห็นก็แค่กลุ่มพิสูจน์เื่ลึกลับมือสมัครเล่นที่น่าสงสัยว่าครึ่งหนึ่งในนี้จะอยู่ในสายงานนี้จริงหรือเปล่าด้วยซ้ำ
เมเม่ แคลเรสซ่า: พวกเขาระแวงกันเองไม่มีความเป็น้ำหนึ่งอันเดียวกัน ไร้ความเป็มืออาชีพอย่างสิ้นเชิง
เมเม่ แคลเรสซ่า: และตาแก่นั่นก็บอกเองว่านี่เป็การพบปะกันครั้งแรกของสมาชิกในกลุ่มสำรวจด้วยในขณะที่การลงพื้นที่จะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้าแล้ว
เมเม่ แคลเรสซ่า: มีอย่างที่ไหนที่การสำรวจจะเริ่มต้นลวกๆแบบนี้น่ะ
เมเม่ แคลเรสซ่า: ฉันสงสัยว่าเขาพยายามจะพิสูจน์บางอย่างอยู่อาจเป็ทฤษฎีไม่ก็จุดยืนตัวเอง
เมเม่ แคลเรสซ่า: ถึงขั้นดิ้นรนเลยเชียวละ
เมเม่ แคลเรสซ่า: แต่ไม่ว่าจะเป็อะไรพนันว่าสถานะของเขาในมหาลัยคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่แน่
เมเม่ แคลเรสซ่า: เขาอาจเหลือเวลาอีกไม่มากก่อนจะถูกเฉดหัวออกจากตำแหน่งหรืออะไรทำนองนั้น
เมเม่ แคลเรสซ่า: จำคำฉันไว้นะ ไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องสร้างความเดือดร้อนให้พวกเราแน่ๆ