ซ่งหงเฉินขมวดคิ้วด้วยความรู้สึกหนักใจหลังจากตระกูลได้ข่าวการประลองและการสร้างชื่อเสียงของซ่งไป่หลางตัวมันก็ได้ทำการสืบตัวตนของซ่งไป่หลางมาก่อนแล้วพบว่าเด็กคนนี้เดิมทีมีพลังและพร์อันอ่อนด้อยจนแทบจะไร้ค่าไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใดทั้งยังถูกกลั่นแกล้งสารพัดจนต้องหลบหนีจากตระกูลแม้แต่บิดาและมารดายังไม่สนใจจะตามหาหรือให้ความดูแล
ด้วยเื่ราวเหล่านี้ซ่งหงเฉินไม่แปลกใจเลยหากซ่งไป่หลางจะไม่มีเยื่อใยต่อตระกูลมันไม่สามารถเอ่ยโทษใครได้เพราะนี่ก็เป็ความรับผิดชอบส่วนหนึ่งของมันในฐานะผู้นำตระกูลควรทราบว่าตระกูลซ่งมีจำนวนสมาชิกเป็หลักพันจะให้มันจดจำและดูแลทุกคนอย่างทั่วถึงย่อมเป็ไปไม่ได้กว่าจะรู้จักซ่งไป่หลางก็กลายเป็ว่าความผูกพันกับตระกูลถูกตัดขาดไปเสียสิ้นแล้ว
‘อาศัยเวลาเพียง่สั้นๆกลับพัฒนาจนถึงระดับเจ็ดก่อกำเนิดทั้งยังเป็อันดับหนึ่งในการสอบเข้าศิษย์สายใน นึกไม่ถึงว่าเด็กคนนี้จะได้รับวาสนาที่สูงส่งเพียงนี้ข้าควรจะทำยังไงกับเขาดี’ ซ่งหงเฉินยืนอยู่ในจุดยืนที่ยากลำบากยิ่ง
หากซ่งไป่หลางมีความรู้สึกโกรธแค้นต่อตระกูลย่อมกลายเป็ภัยคุกคามที่ต้องรีบกำจัดทิ้งแม้จะเสียดายเด็กที่มีพร์เพียงใดแต่ในฐานะผู้นำตระกูลความปลอดภัยของตระกูลย่อมต้องมาเป็อันดับแรกซ่งหงเฉินเวลานี้ไม่มีทางเลือกใดๆนอกจากต้องรีบตรวจสอบความเป็ไปได้ที่ซ่งไป่หลางจะกลายเป็ภัยและตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกับเขาต่อไป
ในเวลานั้นบรรดาผู้เยาว์ของตระกูลซ่งได้กลับมาถึงและเข้ามาพบปะกับบรรดาผู้าุโและผู้นำตระกูลผู้เยาว์ทั้งห้าสิบกว่าคนมีเพียงสิบคนที่เป็ศิษย์สายในหนึ่งในนั้นคือซ่งชางหยางที่เพิ่งเข้าเป็ศิษย์สายในได้และมีอายุน้อยที่สุดในบรรดาคนทั้งหมดส่วนที่เหลือล้วนเป็ศิษย์สายนอกทั้งสิ้น
“คารวะผู้นำตระกูล” บรรดาผู้เยาว์ต่างทำความเคารพต่อซ่งหงเฉิน
ซ่งหงเฉินกวาดตามองซ่งเจียหลานและซ่งชางหยางดวงตาเผยความพึงพอใจหลายส่วนก่อนจะเอ่ยทักทายและอวยพรต่อคนรุ่นเยาว์เ่าั้
จากนั้นบรรดาผู้เยาว์จึงไปทำความเคารพเหล่าผู้าุโระหว่างนั้นซ่งชางหยางพลันกระอักเืสดออกมาคำหนึ่งสร้างความตื่นใให้กับผู้คนซ่งจวินผู้เป็บิดารีบเข้ามาหาและตรวจสอบอาการอย่างร้อนรน
“หยางเอ๋อ อาการาเ็ของเ้ายังไม่หายดี”ซ่งจวินถอนหายใจ อย่างน้อยอาการของซ่งชางหยางก็ไม่นับว่าร้ายแรงเพียงแค่าเ็ภายในจากการประลองและยังไม่สามารถรักษาจนหายขาด
ดวงตาของซ่งจวินเต็มไปด้วยความโกรธ“ท่านพ่อซ่งไป่หลางลงมือโเี้อำมหิตนัก ในการประลองเขาย่อมมีฝีมือเหนือกว่าหยางเอ๋ออย่างมากทว่ากลับลงมือโดยไม่ออมแรง หวังทำลายอนาคตบุตรชายข้า ขอท่านพ่อให้ความเป็ธรรมด้วย”
ซ่งหงเฉินขมวดคิ้วในใจนึกสบถด่าบุตรชายผู้โง่เง่าของตนขนาดมันยังรู้ว่าซ่งชางหยางเป็ฝ่ายคิดร้ายโจมตีอย่างต่ำช้าก่อนบีบบังคับให้ซ่งไป่หลางต้องลงมือเป็ไปไม่ได้ที่ซ่งจวินจะไม่รู้เช่นกัน ทั้งที่รู้ว่าบุตรชายเป็ฝ่ายผิดยังกล้าเรียกร้องอย่างโง่งมเป็ไปได้ว่าซ่งจวินทะนงตนคิดว่าเป็ลูกรักจึงกล้าทำเช่นนี้
“เอ้ะ ท่านพี่เอ่ยว่าซ่งไป่หลางลงมืออย่างอำมหิตเป็ไปได้หรือว่าท่านไม่รู้เื่รายละเอียดการประลองครานั้น” ซ่งิแสร้งอุทานดวงตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มขบขันเยาะเย้ย“ท่านไม่รู้จริงๆหรือว่าบุตรชายของท่านทำอะไร”
“ซ่งิ เ้ากล้าสงสัยลูกข้าหรือ” ซ่งจวินคิดไม่ถึงว่าซ่งิจะกล้าตั้งตนเป็ศัตรูเพราะตนคิดว่าซ่งไป่หลางนั้นไม่มีผู้หนุนหลังจึงกล้าเอ่ยออกมาอย่างหน้าด้านๆหวังให้ซ่งไป่หลางถูกลงโทษจากตระกูลกลับถูกน้องชายของตนตีแสกหน้าจนรู้สึกหน้าชาไปหมด
“พอได้แล้ว!!” ซ่งหงเฉินตวาดออกมาทำให้ทั่วทั้งงานเลี้ยงกลายเป็ความเงียบกริบ“เื่นั้นเราจะมาตัดสินกันทีหลัง”
“ผู้นำตระกูลซ่งข้าเป็ผู้นำสาส์นจากนิกายบัว์มาขอเข้าพบ” น้ำเสียงอันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังดังขึ้นดึงความสนใจของผู้คนโดยทั่วไปผู้นำสาส์นของนิกายจะเป็เพียงผู้มีระดับพลังขั้นหกถึงเจ็ดก่อกำเนิดเท่านั้นทว่าเนื่องจากเื่นี้มีผู้าุโบางคนของนิกายช่วยจัดการลับหลังจึงทำให้ผู้มาเยือนตระกูลซ่งเป็ถึงหนึ่งในบุคคลสำคัญของนิกายสร้างความตื่นตะลึงให้กับตระกูลซ่งเป็อย่างยิ่ง
“ผู้ฝึกสอนลู่เหตุใดท่านจึงกลายเป็ผู้ส่งสาส์นไปได้”
ผู้ฝึกสอนลู่ผู้นี้เป็ถึงหนึ่งในผู้ฝึกสอนอันดับต้นๆของศิษย์สายนอกโดยปกติไม่ยอมรับฟังคำสั่งใครนอกจากผู้าุโจางและเ้านิกายเท่านั้น เพราะเขาเคยเป็ศิษย์ของผู้าุโจางมาก่อนและคนผู้นี้ก็มีระดับพลังถึงขั้นสามเที่ยงแท้ นับว่ามีบทบาทหน้าที่สำคัญอย่างมากในนิกาย
ลูกหลานตระกูลซ่งหลายคนที่เป็ศิษย์สายนอกต่างก็มองดูผู้ฝึกสอนลู่ด้วยดวงตาคาดหวังเพราะอยากให้ผู้ฝึกสอนลู่ผู้นี้รับตนเป็ศิษย์ใกล้ชิด
“มีของส่งมาที่ตระกูลซ่ง ของชิ้นนี้นับว่ามีมูลค่าไม่อาจไว้ใจให้ผู้ส่งสาส์นธรรมดานำมาด้วยตนเองอีกทั้งผู้ที่ส่งมาก็ยังเป็ศิษย์น้องของข้า อืมก่อนหน้านี้ข้าได้ยินใครบางคนใส่ร้ายศิษย์น้องของข้าอยู่ไม่แน่ว่าข้าอาจช่วยแก้ต่างให้ถูกต้องได้”
ทุกคนต่างเงียบงันด้วยความรู้สึกตื่นตะลึงศิษย์น้องของผู้ฝึกสอนลู่ นั่นย่อมหมายถึงการเป็ศิษย์ของผู้าุโจางหนึ่งในผู้าุโที่มีอำนาจอันดับต้นๆของนิกายแม้แต่ซ่งเจียหลานที่เป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งของตระกูลยังได้แค่ฝันว่าจะได้เป็ศิษย์ของคนผู้นี้
“ศิษย์น้องของผู้ฝึกสอนลู่” ซ่งจวินสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บรู้ว่าผิดท่าแล้ว
“ท่านคือซ่งจวินสินะท่านเอ่ยว่าศิษย์น้องของข้าลงมืออย่างโเี้อำมหิตพอดียิ่งนักที่วันนั้นข้าเองก็ได้ดูการประลองอยู่ด้วยอยากรู้หรือไม่ว่าก่อนที่ศิษย์น้องของข้าจะลงมือข้าเห็นอะไร”
ดวงตาเ็าของผู้ฝึกสอนลู่กวาดมองร่างของซ่งชางหยาง
สองพ่อลูกต่างรู้สึกสั่นสะท้านจนด้วยคำพูดโดยเฉพาะซ่งชางหยางที่แทบจะกระอักเืเพราะความเคียดแค้นและอิจฉา ซ่งไป่หลางที่เป็ศัตรูของมันอยู่ๆเหตุใดจึงได้กลายเป็ศิษย์ของผู้าุโจางกัน
“ผู้ฝึกสอนลู่โปรดขยายความ” ซ่งิหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
ซ่งหงเฉินพ่นลมหายใจคิดว่าเป็เช่นนี้ก็ดีเพราะมันจะได้ไม่ต้องตัดสินใจอย่างยากลำบากในเมื่อเื้ัของซ่งไป่หลางมีผู้าุโจางอยู่เช่นนั้นการทำอะไรกับซ่งไป่หลางย่อมไม่ใช่เื่ที่ฉลาดหากเปลี่ยนมาเป็ลงโทษซ่งชางหยางแทนย่อมไม่มีปัญหาอย่างมากก็แค่หาวิธีมาปลอบขวัญกันทีหลังเท่านั้น
ผู้ฝึกสอนลู่เล่าเื่การโจมตีอันต่ำช้าของซ่งชางหยางอย่างไม่ไว้หน้าเพราะตนได้รู้จากอาจารย์ว่าศิษย์น้องผู้นี้เคยเกือบถูกฆ่าโดยซ่งชางหยางมาก่อนทั้งยังเจอกับการโจมตีอันต่ำช้าเช่นนั้น ในฐานะศิษย์พี่ผู้ฝึกสอนลู่ไม่มีทางเห็นใจซ่งชางหยางอย่างเด็ดขาด
“เป็ความจริงรึ หยางเอ๋อ” ซ่งหงเฉินเอ่ยถามเสียงเรียบหลังผู้ฝึกสอนลู่เล่าเื่จบ
“ข้าถามว่าเป็ความจริงใช่หรือไม่!!” เมื่อเห็นซ่งชางหยางนิ่งเงียบไม่ตอบครานี้ซ่งหงเฉินจึงตวาดออกมาพร้อมกับะเิพลังลมปราณออกมาด้วยซ่งชางหยางถึงกับหวาดกลัวจนสติแตกรับสารภาพอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ซ่งหงเฉินถอนหายใจ “ผู้ฝึกสอนลู่ เื่คราวนี้หยางเอ๋อเป็ฝ่ายผิดข้าจะลงโทษด้วยตนเอง แต่ข้ามีข้อสงสัยเล็กน้อยไม่ทราบพอจะตอบคำถามข้าสักข้อสองข้อได้หรือไม่”
“เชิญผู้นำตระกูลซ่งถาม” แม้ผู้ฝึกสอนลู่จะมีตำแหน่งค่อนข้างใหญ่ทว่าก็ยังไว้หน้าซ่งหงเฉินอยู่หลายส่วน
“เหตุใดอาจารย์ของท่านผู้าุโจางจึงรับไป่หลางเป็ศิษย์และเหตุใดไป่หลางจึงไม่กลับมาที่ตระกูล”
ผู้ฝึกสอนลู่เผยรอยยิ้ม “อาจารย์รับศิษย์น้องเป็ศิษย์ใกล้ชิดสาเหตุหนึ่งมาจากการแนะนำของศิษย์น้องฉินอีกส่วนหนึ่งมาจากผลงานและพร์ที่ศิษย์น้องซ่งแสดงออก”
“ส่วนเื่ที่ศิษย์น้องซ่งไม่กลับมาก็เพราะเขา้าเร่งฝึกฝนเพื่อให้พร้อมสำหรับการประลองเก้านภา ทว่าแม้ศิษย์น้องจะไม่ได้กลับมาแต่ยังส่งของขวัญมามอบให้กับท่านผู้นำตระกูลซึ่งข้าได้นำของชิ้นนั้นมาด้วยตนเอง”
ผู้ฝึกสอนลู่สะบัดมือคราหนึ่งผลิญญาสีแดงก็ปรากฏออกมาผู้คนในตระกูลต่างอุทานออกมาเพราะรู้มูลค่าของมันดีแม้ว่าตระกูลซ่งจะมีทรัพย์สินมากพอที่จะซื้อผลิญญาสีแดงได้จำนวนมากแต่ปัญหาคือผลิญญาแดงไม่ใช่สิ่งที่มีขายทั่วไปการจะซื้อผลิญญาสีแดงต้องเดินทางไปไกลกว่าหมื่นลี้มีเพียงนิกายใหญ่อย่างนิกายบัว์จึงจะเสาะหามาได้ดังนั้นมูลค่าของผลิญญาสีแดงจึงนับว่าค่อนข้างมากในเมืองนี้
โดยเฉพาะกับซ่งไป่หลาง ในความคิดของคนตระกูลซ่งซ่งไป่หลางน่าจะใช้ของรางวัลที่ได้รับเพื่อการฝึกฝนตนเองแต่เขากลับเลือกส่งของชิ้นนี้กลับมาให้ที่ตระกูลนี่จึงทำให้ความรู้สึกต่อต้านซ่งไป่หลางของคนในตระกูลลดลงมามากหากลูกหลานของตนได้ผลไม้ิญญาสีแดงชิ้นนี้ก็เท่ากับเปิดหนทางก้าวหน้าไปได้อีกระดับ
“ไม่เลว นับเป็เด็กที่ประเสริฐ” ซ่งหงเฉินหัวเราะออกมาของขวัญชิ้นนี้อาจจะไม่ได้มีมูลค่ามากมายทว่ากลับส่งผลต่อสถานะของซ่งไป่หลางให้แปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเพียงผลไม้ิญญาลูกเดียวกลับทำให้ซ่งหงเฉินลดความหวาดระแวงลงไปมาก
“ผู้นำตระกูลซ่งข้าในฐานะตัวแทนผู้าุโจางมาที่นี่เพื่อส่งของขวัญจากศิษย์น้อง อีกทั้งยังมาเพื่อชี้แจงเหตุผลที่ศิษย์น้องไม่ได้เดินทางกลับมาหวังว่าท่านจะไม่ถือสาศิษย์น้องของข้า” ดวงตาของผู้ฝึกสอนลู่ทอประกาย
ซ่งหงเฉินส่ายหน้า “ข้าย่อมไม่ติดใจเอาความ หากไป่หลางสามารถสร้างชื่อเสียงในการประลองสิบนภาตระกูลซ่งเองก็ย่อมได้รับชื่อเสียงไปด้วยผู้าุโลู่โปรดวางใจ ตระกูลซ่งย่อมไม่คิดทำลายอัจฉริยะของตระกูล”
“ได้ยินเช่นนั้นข้าก็สบายใจ ตระกูลซ่งทุกท่านข้าลู่ขอลา จากนี้หากผู้ใดมีปัญหาเกี่ยวกับศิษย์น้องของข้าพวกท่านสามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ หรือไม่ก็สามารถไปหาอาจารย์ของข้า ”
คำกล่าวของผู้ฝึกสอนลู่ทำให้ผู้คนแทบกระอักเืออกมาเอ่ยออกมาขนาดนี้ผู้ใดจะกล้ามีปัญหากับซ่งไป่หลางอีกผู้ฝึกสอนลู่เองเป็ถึงผู้มีพลังระดับสามเที่ยงแท้ยังไม่นับผู้าุโจางที่มีพลังขั้นห้าเที่ยงแท้นับว่าเป็จุดสูงสุดของทวีปแห่งนี้ไม่ต่างจากระดับเ้านิกายต่อให้เป็ซ่งหงเฉินยังไม่กล้าล่วงเกิน
ผู้ฝึกสอนลู่เดินทางจากไปซ่งหงเฉินจึงพ่นลมหายใจอันหนักหน่วงออกมาดวงตาคมกล้าตวัดมองไปยังร่างของซ่งจวินและซ่งชางหยางก่อนจะแค่นเสียงออกมา “ชางหยาง ข้าขอลงโทษเ้าโดยตัดการสนับสนุนทรัพยากรเป็เวลาสองเดือนิเอ๋อ เ้าไปเรียกตัวจิงลู่และฮูหยินมาหาข้า”
ซ่งจิงลู่นั้นย่อมเป็บิดาของซ่งไป่หลาง ซ่งหงเฉินในเวลานี้มีความคิดเพียงอย่างเดียวคือ้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลซ่งและซ่งไป่หลางแน่นอนว่าต้องเริ่มจากปัญหาของครอบครัวที่ใกล้ชิดที่สุด
บริเวณหุบเขาต้องห้ามฉินจีเปิดดวงตาก่อนจะเผยรอยยิ้ม “ศิษย์น้องซ่งศิษย์พี่ลู่เพิ่งติดต่อข้าผ่านทางหยกลมปราณดูเหมือนเขาจะจัดการเื่ที่ตระกูลของเ้าเรียบร้อยแล้วเ้าไม่จำเป็ต้องกังวลเกี่ยวกับตระกูลอีก”
ซ่งไป่หลางพยักหน้าด้วยความรู้สึกขอบคุณหลังจากได้รับตำแหน่งศิษย์สายในผู้าุโจางกันฉินจีก็เข้ามาติดต่อกับตนด้วยการแนะนำของฉินจีผู้าุโจางได้รับซ่งไป่หลางเป็ศิษย์ใกล้ชิดและรับปากว่าจะช่วยดูแลจัดการอะไรหลายๆอย่างให้ทำให้ซ่งไป่หลางไม่จำเป็ต้องกังวลอะไรอีกความจริงแล้วเขาไม่จำเป็ต้องมอบผลิญญาให้ตระกูลด้วยซ้ำเพียงมีผู้าุโจางหนุนหลังก็มากพอที่จะทำให้ตระกูลไม่กล้าแตะต้องตนเองแล้วแต่ซ่งไป่หลางไม่อยากพึ่งพาผู้าุโจางฝ่ายเดียวดังนั้นจึงยังคงมอบผลิญญาสีแดงให้ตระกูลเป็การตัดปัญหา
“ศิษย์พี่ฉิน ข้าขอฝากขอบคุณต่อท่านอาจารย์ด้วย จากนี้ไปข้าจะเก็บตัวฝึกฝนเพื่อเร่งเพิ่มระดับพลังคงจะไม่ออกจากหุบเขาต้องห้ามสักพัก”
ผู้ที่กลายเป็ศิษย์สายในโดยทั่วไปจะต้องทำภารกิจตามที่นิกายกำหนดจนถึงระดับหนึ่งทว่าซ่งไป่หลางนั้นเตรียมพร้อมเป็อย่างดีเขาตั้งใจว่าจะล่าสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งจำนวนมากก่อนที่จะออกไปส่งมอบภารกิจในครั้งเดียวหลังจากนั้นจึงใช้แต้มภารกิจแลกกับวิชาระดับสูงอีกสักวิชา ทำเช่นนี้วนไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีระดับถึงขั้นเที่ยงแท้
ที่สำคัญคือแก่นิญญาของสัตว์ปีศาจแม้แก่นิญญาของสัตว์ปีศาจระดับหนึ่งจะไม่ได้มีค่านักเมื่อเทียบกับแก่นิญญาของสัตว์ปีศาจระดับสองแต่หากมีจำนวนนับร้อยนับพันก็มากพอที่จะให้ผลลัพธ์เทียบเท่าซ่งไป่หลางตั้งใจที่จะเก็บเกี่ยวแก่นิญญาของสัตว์ปีศาจจำนวนมากยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งดี
ฉินจีเห็นความมุ่งมั่นของซ่งไป่หลางแล้วดังนั้นจึงไม่คิดห้ามทว่ายังคงเอ่ยเตือนอย่างห่วงใย“ศิษย์น้องซ่งหากคิดจะฝึกที่นี่จริงก็จงระวังตัวให้มาก สัตว์ปีศาจระดับสองนั้นไม่ธรรมดาอย่างยิ่งแม้แต่ข้าเองยังพอรับมือสัตว์ปีศาจระดับสองได้ไม่มาก หากเป็ระดับกลางลงไปยังพอว่าแต่สัตว์ปีศาจระดับสองขั้นสูงนั้นแตกต่างออกไป หากพบเจอเ้าจะต้องรีบหนีทันที”
ซ่งไป่หลางหัวเราะ “ขอบคุณศิษย์พี่ฉินที่เป็ห่วงข้าไม่คิดจะทิ้งชีวิตเอาไว้ที่นี่ย่อมต้องหลีกเลี่ยงสัตว์ปีศาจระดับสองอย่างแน่นอน”
หลังจากฉินจีจากไปแล้วซ่งไป่หลางจึงเริ่มฝึกฝนตนเอง เริ่มจากทบทวนวิชาฝ่ามือบัว์ที่บัดนี้ฝึกจนถึงขั้นห้าทว่าวิชานี้กลับพัฒนาไปมากจนสามารถสร้างรูปลักษณ์ของดอกบัว์จำนวนสองดอกแม้จะเป็เพียงเงาดอกบัวที่เลือนรางทว่ากลับมีพลังทำลายล้างไม่ธรรมดา
ต่อมาคือวิชาท่าเท้าแปดบัวดาราที่ฝึกจนถึงระดับสี่เมื่อซ่งไป่หลางเริ่มขยับกายก็คล้ายกับร่างแยกออกเป็แปดร่างเคลื่อนไหวไปตามแปดทิศมองเห็นเพียงเงาวูบวาบยากจะจับตัว
ซ่งไป่หลางยิ้มอย่างพึงพอใจ ขอเพียงมีเวลามากขึ้นอีกสักนิดหากเขาสามารถฝึกวิชาทั้งสองจนถึงระดับสิบได้ต่อให้เป็ผู้มีพลังขั้นเที่ยงแท้เขาก็ไม่เห็นอยู่ในสายตา
“เ้าหนู เรามาดูวิชาใหม่ของเ้ากันดีกว่า”เซี่ยหยางเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้นนึกไม่ถึงในหอคัมภีร์ของนิกายบัว์จะซุกซ่อนวิชาขั้น์ที่ไม่สมบูรณ์เอาไว้มากมายหลังจากตัดใจจากวิชาต่างๆด้วยความเสียดายอาลัยแล้วในที่สุดซ่งไป่หลางก็ได้เลือกวิชาที่เป็สายป้องกันมาหนึ่งวิชา
สาเหตุที่เลือกวิชานี้มีสองเหตุผลหนึ่งคือซ่งไป่หลางเวลานี้มีวิชาที่มุ่งเน้นโจมตีอย่างฝ่ามือบัว์และวิชาเคลื่อนไหวอย่างท่าเท้าแปดบัวดาราอยู่แล้วแต่มีจุดอ่อนคือพลังป้องกันที่อาจทำให้พลาดท่าาเ็สาหัสหรือถึงกับตกตายได้
และข้อสองคือวิชานี้มีความสัมพันธ์กับพลังธาตุน้ำอย่างลึกซึ้งยิ่งถึงขนาดที่เซี่ยหยางประเมินไว้ว่าเมื่อซ่งไป่หลางสามารถใช้พลังของิญญาวารีศักดิ์สิทธิ์ได้เมื่อใดวิชานี้จะพัฒนาจนแทบจะเทียบเคียงกับวิชาขั้น์อันเป็ขั้นดั้งเดิมได้เลยทีเดียว
ซ่งไป่หลางสูดลมหายใจในหัวนึกไปถึงเคล็ดลับของวิชาที่ได้เรียนรู้มาเมื่อนำความรู้ที่ได้รับมาผสานกับคำแนะนำของเซี่ยหยางในที่สุดก็สามารถฝึกวิชาใหม่ได้สำเร็จ
เคล็ดม่านบัว์
รอบกายของซ่งไป่หลางพลันปรากฏร่องรอยของพลังลมปราณก่อตัวเป็ม่านพลังรูปครึ่งวงกลมโอบล้อมร่างของซ่งไป่หลางเอาไว้เมื่อเพ่งมองดีๆจะเห็นว่าโดมครึ่งวงกลมนี้อัดแน่นไปด้วยพลังลมปราณที่ซ้อนทับกันเป็ลักษณะของเกล็ดชิ้นเล็กๆจำนวนมากทว่าวิชานี้กลับขาดความเสถียรยิ่ง ซ่งไป่หลางรู้สึกถึงพลังสมาธิที่ขาดหายกะทันหันทำให้วิชาของตนถูกยกเลิกสีหน้าของเด็กหนุ่มซีดเผือดพลังลมปราณเองก็แทบจะหมดสิ้น
“เ้าใช้มันผิดวิธีแล้วแม้วิชานี้จะเป็วิชาสายป้องกันทว่าการครอบคลุมทั้งร่างกลับเป็สิ่งที่สิ้นเปลืองมากยิ่งเ้าพัฒนาวิชานี้ให้มีความแข็งแกร่งขึ้นโดยการเพิ่มความละเอียดของเกล็ดลมปราณมันก็ยิ่งเผาผลาญพลังลมปราณและสมาธิของเ้าดังนั้นจงฝึกใช้โดยผนึกไว้เพียงแค่จุดเล็กๆและควบคุมให้แม่นยำป้องกันเฉพาะจุดที่ถูกโจมตี เรียกใช้ในเสี้ยวพริบตาและสลายทิ้งทันทีที่ไม่ใช้นั่นจึงเป็วิธีใช้วิชานี้ที่ถูกต้อง” เซี่ยหยางถอนหายใจ
ทฤษฎีที่เซี่ยหยางเอ่ยนับว่าถูกต้องทว่าในความเป็จริงกลับยากเย็นยิ่งการควบคุมวิชาอย่างละเอียดระดับนั้นแม้แต่พวกผู้าุโของนิกายยังไม่มีใครสามารถทำได้ทว่าสำหรับเซี่ยหยางที่มาจากมิติที่สูงส่งกว่ามากรู้ดีว่าเทคนิคระดับนี้เป็เพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้นหากซ่งไป่หลางสามารถควบคุมวิชานี้ได้อย่างสมบูรณ์ไม่ใช่แค่ใช้ป้องกันยังสามารถใช้เทคนิคนี้ในการโจมตีได้ด้วย
“เอาละ มาเริ่มฝึกฝนกันจนกว่าเ้าจะสามารถใช้วิชานี้ได้คล่องแคล่วมากพอยังไม่ต้องออกไปล่าสัตว์ปีศาจ”เซี่ยหยางเอ่ย