บทที่2
ความอบอุ่นจากชายนิรนามและรอยกัด
ภายในห้องทำงานขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่ผู้หญิงร่างระหงกำลังทำงานอย่างขมักเขม้น ผมยาวสลวยถูกมันรวบเป็หางม้าไว้ด้านหลังเปิดหน้าผากมนได้รูป ใบหน้าสวยแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางค์ราคาแพงเพียงเล็กน้อย แต่ก็สามารถทำให้ผู้ชายหลายคนต้องเหลียวหลังมองแทบคอหักเลยทีเดียว บนโต๊ะทำงานมีสมุดภาพออกแบบและร่างสเก็ตเครื่องประดับไว้มากมายทุกภาพล้วนแต่มีความสวยงามและพยายามชูอัญมณีล้ำค่าให้มากที่สุด
สุภาพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ นักออกแบบเครื่องประดับพ่วงตำแหน่งนางแบบชื่อดังที่ถูกจับตามองมากที่สุดในขณะนี้ ฝ่ามือทั้งสองข้างเลอะไปด้วยขี้ดินสอและสีหลังจากการทำงานมาอย่างตั้งใจ แต่ตอนนี้นางแบบสาวกลับสนใจภาพในมือซะยิ่งกว่างานออกแบบแหวนเพชรราคา10ล้าน
ก๊อก ก๊อก
"เข้ามาได้เลยค่ะไม่ได้ล็อค"เสียงเคาะประตูทำให้สุภาพิชญ์ตื่นจากภวังค์ เธอยิ้มให้แขกผู้มาเยือนด้วยสีหน้ามีความสุขก่อนจะวิ่งไปสวมกอดผู้เป็มารดาอย่างคิดถึง
"แม่จะมาไม่เห็นบอกเลยฟ้าจะได้ขับรถไปรับ แล้วนี่มากับใครหรือคะพี่ฝันกับพี่กรมาส่งเหรอ"เหนือฝันหรือสุพิชชาพี่สาวร่วมสายเืของเธอ ตอนนี้กำลังช่วยสามีตัวเองกรหรือกรณัฐบริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์อยู่
"ทั้งสองคนติดงานด่วนแม่ก็มากับพ่ออคินเพราะลูกไม่ยอมกลับบ้าน แม่เลยต้องโทรหาพ่ออคินให้ไปรับยังไงล่ะไม่งั้นคงไม่เจอลูกสาวคนสวยอีกหลายเดือน"สุดารัตน์แอบแวะสุภาพิชญ์ผู้เป็ลูกสาวอย่างไม่จริงจังนัก เพราะั้แ่ที่เธอก้าวเข้าสู่สงการบันเทิงและเป็นักออกแบบอัญมณีเต็มตัวก็มีเวลากลับบ้านน้อยลง เอาแต่คลุกตัวอยู่ที่ร้านจิวลี่ของตัวเองอยู่ตลอด หากเธอไม่มาหาตอนนี้คงได้ลืมหน้าลูกสาวคนเล็กไปจริงๆแน่
เมื่อได้ยินว่ามารดามากับคณานนท์ว่าที่คู่หมั้นของตนก็รู้สึกไม่พอใจสักเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เต็มใจจะหมั้นหมายด้วยเนื่องจากถูกผู้ใหญ่ทาบทามั้แ่อายุ16แม้จะปฏิเสธสักเท่าไหร่ก็ไม่สามารถค้านคำสั่งมารดาได้ สุพิชชาพี่สาวเองก็ถูกคลุมถุงชนแต่ยังดีที่กรณัฐตกหลุมรักเธอั้แ่แรกเห็นจึงรักและให้เกียรติมาโดยตลอด ผิดกับสุภาพิชญ์ที่มองคณานนท์ได้เพียงพี่ชายเท่านั้นไม่มีความรู้สึกรักใคร่เกินเลย
"แล้วพี่อคินอยู่ไหนล่ะคะ"
"เมื่อกี้พึ่งจะขอตัวออกไปคุยโทรศัพท์กับลูกค้าอีกเดี๋ยวก็คงมา"สุภาพิชญ์ยิ้มกระย่องพรางรีบวิ่งไปโกยข้าวของบนโต๊ะใส่กระเป๋าอย่างรีบร้อนรวมถึงภาพถ่ายที่เธอดูเมื่อกี้ไปด้วย
"ขอโทษนะคะแม่พอดีว่าวันนี้ฟ้ามีนัดคุยงานกับลูกค้าไว้ แล้วเจอกันนะคะ"
"เมื่อกี้แม่ถามคุณยุภาวดีเลขาของลูกมา ั้แ่บ่ายโมงเป็ต้นไปลูกไม่มีนัดคุยงานที่ไหน"สุภาพิชญ์รู้สึกอยากกัดลิ้นตัวเองตายเมื่อถูกสุดารัตน์ผู้เป็มารดาดักทางได้ เนื่องจากเธอไม่อยากเจอคณานนท์จึงหาทางเลี่ยงมาโดยตลอดเพราะฝ่ายชายชอบทำตัวเป็เ้าเข้าเข้าของเธอมากเกินไปจนรู้สึกอึดอัด ขนาดเป็แค่ว่าที่คู่หมั้นยังขนาดนี้หากหมั้นไปแล้วจะขนาดไหน
"เป็โทรศัพท์สายตรงมาค่ะ ฟ้าเลยยังไม่ได้บอกพี่ยุให้ทราบ"
"เหนือฟ้า"สุภาพิชญ์จำนนต่อพยานหลักฐานเธอวางข้าวของทุกอย่างไว้บนโต๊ะดังเดิม สุดารัตน์ผู้เป็มารดาเดินเข้ามาจับไหล่ลูกสาว ทำไมเธอจะไม่รู้ว่าลูกคนเล็กของตัวเองนั้นไม่ได้รักชอบพอกับคณานนท์แม้แต่นิดเดียว แต่เพื่ออนาคตของลูกเธอยอมสวมบทเป็แม่มดใจร้าย
"ทำไมลูกถึงไม่ยอมเปิดใจให้พี่อคินบ้าง ครอบครัวเขาก็ทำธุรกิจเกี่ยวกับส่งออกอัญมณีแน่นอนว่าจะช่วยเหลือเกื้อกูลลูกของแม่ได้แน่ๆ หน้าตาฐานะนิสัยชาติตระกูลดีแบบนี้หาที่ไหนไม่ได้แล้ว"
"ต่อให้เป็ผู้ขุดพบอัญมณีหายากแต่ไม่ชอบก็คือไม่ชอบค่ะ ฟ้ารู้จักพี่อคินมาั้แ่เด็กๆเห็นเขาเป็แค่พี่ชายเท่านั้น"
"ถ้าลูกไม่เปิดใจจะรู้ได้ยังไงว่าสถานะพี่ชายจะเปลี่ยนเป็คนรักได้รึป่าว"คำพูดของมารดายิ่งทำให้สุภาพิชญ์รู้สึกอึดอัดไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยเปิดใจ แต่ทุกครั้งที่อยู่ใกล้คณานนท์ความหึงหวงหน้ามืดตามัวของเขาก็ทำลายทุกอย่างลง
ก๊อก ก๊อก
"ขอโทษที่เสียมารยาทค่ะ ข้อมูลที่คุณสุภาพิชญ์ให้ดิฉันหามาให้เรียบร้อยแล้วไม่ทราบว่าจะรับเลยไหมคะ"
"พี่ยุเอามาให้ฟ้าเลยก็ได้ค่ะ"ยุภาวดีนำซองเอกสารที่ถือมาด้วยไปให้สุภาพิชญ์เธอเปิดซองเอกสารดูแทบทันที สุดารัตน์ทำหน้างุนงงเนื่องจากเอกสารที่ลูกสาวถืออยู่คือข้อมูลเกี่ยวกับงานจัดแสดงอัญมณีที่ใหญ่ที่สุดแห่งปี
ในทุกๆปีจะมีนักธุรกิจและนักออกแบบอัญมณีมากมายมาร่วมงานนี้กันอย่างคับคั่ง เพื่อนำอัญมณีแสนล้ำค่ามาจัดแสดงให้เห็นถึงความสวยงามและเห็นถึงฝีมือนักออกแบบของแต่ละประเทศ ในปีนี้งานถูกจัดขึ้นที่ประเทศไทยลูกสาวเธอถูกชวนให้นำเครื่องประดับไปจัดแสดงและไปเดินแบบด้วยนั่นเอง
"ข้อมูลงานจัดแสดงอัญมณีวันเสาร์ที่จะถึงนี้ ลูกให้คุณยุภาวดีหามาทำไมกำลังล้วงข้อมูลคู่แข่งอยู่เหรอ"
"ป่าวค่ะแม่แต่ฟ้ารู้สึกแปลกๆ"สุดารัตน์ทำหน้างงเพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกสาวพูด สุภาพิชญ์นำเอกสารต่างๆวางเรียงบนโต๊ะให้ผู้เป็มารดาได้ดูด้วย
"ในวันนั้นนอกจากจะมีงานจัดแสดงแล้วยังมีการประมูลอัญมณีด้วยค่ะ สองสามเดือนมานี้ฟ้ารู้สึกคุ้นตากับอัญมณีที่ถูกประมูลไปอย่างบอกไม่ถูก อย่างชิ้นล่าสุดทับทิมสีชาติเป็อัญมณีที่หายากและถูกค้นพบได้น้อยมากมีเพียงเม็ดเดียวเท่านั้นที่ถูกขุดพบโดยกรมธรณีวิทยาแล้วกำลังจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อัญมณีแห่งชาติ แต่เดือนก่อนกลับไปโผล่ในงานประมูลของประเทศอังกฤษแม่ว่ามันไม่แปลกเหรอคะ"
"อาจจะเป็ของปลอมที่ทำเลียนแบบขึ้นมาก็ได้"
"แต่ฟ้าไม่คิดแบบนั้นค่ะ การประมูลอัญมณีต้องถูกตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญว่าเป็ของจริงหรือไม่ อีกอย่างงานนั้นเป็หน้าตาของประเทศอังกฤษไม่มีทางที่ทับทิมจะเป็ของปลอม"
"ลูกคิดว่ามีคนลักลอบนำอัญมณีจากพิพิธภัณฑ์ไปขายให้ต่างชาติเหรอ"สุภาพิชญ์พยักหน้ารับคำมารดาถึงไม่อยากจะเชื่อแต่ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็เพชรพลอยหรือทับทิมบุษราคัมใดๆก็ตามที่ถูกค้นพบจะมีราคาแพงเสมอและยิ่งหายากมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเป็ที่้าตามท้องตลาดมากเท่านั้น จึงเป็เป้าหมายให้พวกที่หากินกับสมบัติชาติอย่างไม่ต้องสงสัย
ก๊อก ก๊อก
"ขออนุญาตครับ พอดีผมคุยธุระนานไปหน่อยไม่ทราบว่าคุณน้ากับน้องเหนือฟ้าหิวรึยัง"สุภาพิชญ์รีบเก็บเอกสารต่างๆเข้าซองทันทีเนื่องจากสิ่งที่เธอสงสัยยังไม่สามารถให้คนอื่นรับรู้ได้ เพราะหากไม่เป็ความจริงเธออาจจะโดนแจ้งความข้อหาิ่ประมาทผู้อื่นเข้าให้
"เื่นี้แม่อย่าพึ่งบอกพี่อคินนะคะ"
"ทำไมล่ะลูก"
"ไว้ฟ้ามีหลักฐานมากกว่านี้ก่อน ค่อยบอกพี่อคินให้ช่วยก็ยังไม่สายค่ะ"มารดายิ้มเพราะอย่างน้อยลูกสาวหัวดื้อของเธอก็ยังมีความคิดที่จะพึ่งพาว่าที่คู่หมั้นอยู่ นี่อาจจะเป็โอกาสที่ทั้งสองคนจะได้สนิทสนมกับมากขึ้นก็ได้
"พอดีว่าฟ้าต้องไปคุยงานกับลูกค้าต่อยังไงก็ฝากพี่อคินไปส่งแม่ที่บ้านด้วยนะคะ ขอบคุณสำหรับความมีน้ำใจค่ะ"สุภาพิชญ์ตัดบทไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสพูดแล้วรีบดึงแขนยุภาดีเลขาสาวแสนสวยพ่วงตำแหน่งพี่สาวคนสนิทออกมาด้วย สุดารัตน์เรียกลูกสาวตัวแสบจนสุดเสียงแต่ก็ไม่สามารถรั้งเธอไว้ได้ คณานนท์ได้แต่หัวเราะกับความแก่นแก้วของว่าที่คู่หมั้นพรางคิดในใจว่าต่อให้สุภาพิชญ์หนีเขาไปไกลสักเท่าไหร่ยังไงก็หนีไม่พ้น
"ดูลูกสาวคนเล็กของน้าสิอคินไม่รู้ไปได้นิสัยกระโดกกระเดกนี้มาจากไหน ถึงได้ลื่นเป็ปลาไหลจับไม่อยู่เสียทีน้าต้องขอโทษแทนน้องด้วยที่อคินอุตส่าขับรถมาถึงที่นี่แต่กลับไม่ได้คุยกันเลยสักคำ"
"ไม่เป็ไรหรอกครับคุณน้าน้องคงติดธุระจริงๆผมว่าเราไปหาอะไรทานกันดีกว่าครับ"
"ขอบในนะจ้ะเธอเนี่ยเป็คนดีจริงๆเมื่อไหร่ที่เหนือฟ้าเปิดไปเขียวให้อคินน้าจะช่วยสนับสนุนเต็มที่เลย"
"ขอบคุณมากครับ"แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่หันไปมองประตูบานใหญ่ที่สุภาพิชญ์พึ่งจะออกไปด้วยสายตาเ้าเล่ห์ เพราะต่อให้เธอมีข้ออ้างกับเขามากแค่ไหนไม่ว่ายังไงก็ต้องตกเป็เ้าสาวของคณานนท์คนนี้อยู่ดี
"ถ้าจำไม่ผิดวันนี้คุณสุภาพิชญ์ว่างนี่คะ"
"เป็แค่ข้ออ้างหนีแม่ของฟ้าค่ะพี่ยุ"ยุภาวดีแทบอยากจะหยิกเ้านายตัวดีให้เนื้อเขียวทั้งคู่สนิทกันมากซะจนนับถือเป็พี่เป็น้อง แต่อีกฝ่ายกลับไม่รู้จักโตเสียทีจนป่านนี้แล้วยังจะทำตัวเป็เด็กเลี้ยงแกะอยู่ได้ แต่เธอก็เข้าใจว่าสุภาพิชญ์ไม่อยากสนิทสนมกับคณานนท์ว่าที่คู่หมั้นสักเท่าไหร่จึงปล่อยเลยตามเลย
"ฟ้าจะไปที่พิพิธภัณฑ์อัญมณีถ้าแม่กับพี่อคินออกไปแล้วฝากพี่ยุปิดร้านด้วยนะคะ"
"ได้ค่ะ"สุภาพิชญ์รีบวิ่งไปขึ้นรถสปอร์ตคันหรูสีเงินของตนที่จอดไว้ไม่ไกลจากร้านอย่างรีบร้อน เพราะกลัวมารดาและคณานนท์จะตามมาทัน สุภาพิชญ์นำกระเป๋าเอกสารทุกอย่างใส่รถแล้วรีบวิ่งไปประจำตำแหน่งคนขับอย่างรวดเร็วก่อนจะสตาร์ทรถขับออกไป
หลังจากขับขึ้นทางด่วนมาได้ไม่นานสุภาพิชญ์ก็มาถึงพิพิธภัณฑ์อัญมณีแห่งชาติที่เป็เป้าหมาย เธอทำทีเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไปที่มาเข้าชมจนเดินมาถึงห้องจัดแสดงทับทิมสีชาติ สุภาพิชญ์เดินมาในห้องเงียบๆดีที่ไม่มีนักท่องเที่ยวแม้แต่คนเดียวเธอจึงได้โอกาสเพ่งมองทับทิมในตู้อย่างพินิจพิจารณา ทับพิมเม็ดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่ถูกจัดโชว์ไว้ในตู้กระจกทรงสี่เหลี่ยม รอบๆตู้จัดแสดงมีสายกั้นสีเหลืองเป็สัญญาณว่าห้ามเข้าใกล้เกินกว่าระยะที่กำหนด
ทับทิมยังไม่ผ่านการเจียระไนจึงมีความบริสุทธิ์แท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ดูเผินๆก็ไม่ต่างอะไรกับทับทิมทั่วไปแม้จะเป็ผู้เชี่ยวชาญแต่ถ้ามองจากระยะไกลแบบนี้ก็คงจะแยกไม่ออก แต่คุณสมบัติพิเศษของทับทิมสีชาติคือหากถูกแสงแดดจะเปลี่ยนเป็สีแดงเข้มราวกับเืสีสดแต่ถ้าถูกแสงจากหลอดไฟจะเปลี่ยนเป็สีชมพูเข้มทันที
ห้องจัดแสดงทับทิมสีชาติค่อนข้างมืดไม่มีทางรู้ได้เลยว่ามันจะเปลี่ยนสีตามแสงไฟรึป่าวมีทางเดียวเท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้ สุภาพิชญ์แอบหยิบไฟฉายกระบอกเล็กที่เตรียมมาออกจากกระเป๋าแต่ไม่ทันที่เธอจะได้เปิดใช้งานก็มีมือใหญ่พุ่งมาปิดปากและลากเธอเข้าไปในมุมมืดเสียก่อน
สุภาพิชญ์พยายามกรีดร้องขอความช่วยเหลือแต่ก็ถูกอุดปากไม่สามารถเปล่งเสียงได้ เธอจึงรวบรวมความกล้าที่จะกัดมือคนร้ายแล้วฉวยโอกาสนี้หนีไปขอความช่วยเหลือ
"ชู่ เงียบๆก่อน"เข้าของมือนิรนามกระซิบข้างหูสุภาพิชญ์เบาๆ เขาพาเธอขยับไปในมุมมืดของห้องอีกนิดจนกลายเป็มุมอับลับตาคน เขาพาเธอไปซ่อนหลังผ้าม่านใหญ่สีดำสนิทเพื่อปิดไม่ให้แสงส่องเข้ามากระทบทับทิมสีชาติ
"เมื่อกี้เสียงอะไรวะ"ชายชุดดำสองคนรีบวิ่งเข้ามาในห้องจัดแสดงทับทิมสีชาติ พวกเขาได้ยินเสียงที่ไม่ชอบมาพากลจึงรีบวิ่งมาดูเพราะเ้าของพิพิธภัณฑ์ย้ำนักย้ำหนาว่าห้ามให้มีอะไรเกิดขึ้นกับทับทิมสีชาติเม็ดนี้เป็อันขาด
"แกหูฝาดไปเองรึป่าวฉันไม่เห็นจะได้ยินอะไร"
"แต่เมื่อกี้ฉันได้ยินเสียงจริงๆนะ"
"ไม่มีก็คือไม่มี รีบไปตรวจที่อื่นต่อเถอะเดี๋ยวก็ได้กลับบ้านช้าอีก"
"เออๆ"ชายชุดดำสองคนเดินออกจากห้องจัดแสดงทับทิมสีชาติ สุภาพิชญ์จึงได้โอกาสฝังเขี้ยวลงบนมือคนที่ลากเธอเข้ามุมอัน อีกฝ่ายร้องครวญครางโอดโอยไม่ต้องเดาว่าเธอกัดแรงแค่ไหน
"โอ้ย!นี่คุณกัดมือผมทำไมเนี่ย"
"นายนั่นแหละเป็ใครจู่ๆก็ลากฉันเข้ามุมอับแบบนี้คิดจะทำอะไรกันแน่"
"ถ้าผมไม่ทำป่านนี้คุณถูกโยนออกไปข้างนอกแล้ว"สุภาพิชญ์หวนคิดถึงคำพูดของชายนิรนาม เข้ารู้เหรอว่าเธอคิดจะทำอะไรหากเมื่อกี้เขาไม่ช่วยเธอไว้ก็อาจจะถูกชายชุดดำสองคนนั้นโยนออกไปข้างนอก มีหวังกลายเป็ข่าวดังที่จู่ๆบุกมาตรวจสอบอัญมณีของพิพิธภัณฑ์แบบนี้ เส้นทางนางแบบและนักออกแบบอัญมณีของเธอคงจะถูกเพ่งเล็งเป็แน่
"ฉันขอโทษที่กัดคุณ จู่ๆก็ถูกปิดปากลากเข้ามุมมืดแบบนี้เป็ใครก็ต้องใทั้งนั้น"
"ผมไม่โกรธหรอกที่คุณกัดมือผม แต่ทีหน้าทีหลังจะทำอะไรก็คิดให้มันเยอะๆหน่อย"
"แอ๊ะนี่นายด่าฉันเหรอ"
"ก็แล้วแต่คุณจะคิด"สุภาพิชญ์ขบกรามแน่นเพราะอีกฝ่ายเอาแต่ต่อว่าเธออยู่ฝ่ายเดียว จะเถียงก็เถียงไม่ออกเพราะเื่ทุกอย่างที่เขาพูดเธอผิดจริงๆจึงได้แต่ก้มหน้ารับคำต่อว่าฝ่ายเดียว
"เมื่อกี้คุณตั้งใจจะทำอะไร"
"รู้มากก็คิดเองสิ"
"ผมขอเตือนนะไม่ว่าคุณคิดจะทำอะไรก็แล้วแต่หยุดซะ"
"ทำไมฉันต้องเชื่อคนแปลกหน้าอย่างนายด้วย"
"เพราะสิ่งที่คุณทำมันจะพาความอันตรายมาด้วยน่ะสิ"สุภาพิชญ์ไม่เข้าใจเื่ที่อีกฝ่ายพูดเธอแค่สงสัยว่าทับทิมเป็ของจริงรึป่าว ทำไมต้องมีเื่อันตรายมาถึงเธอด้วย
"นายรู้อะไรมา"
"มันไม่ใช่เื่ของคุณ ถ้าเมื่อกี้ถูกกล้องวงจรปิดจับได้ซวยกันหมดแน่"
"นายพูดเหมือนกับว่าตัวเองก็มีเป้าหมายเดียวกันกับฉัน"สุภาพิชญ์พยายามเพ่งมองหน้าของคนที่ช่วยเธอแต่แสงไฟในห้องนี้มีแค่ในตู้อัญมณี บริเวณอื่นจึงมืดสนิทราวกับเป็เวลากลางคืนเธอไม่สามารถเห็นหน้าอีกฝ่ายได้เลย
"นายเป็ใครกันแน่"
"ผมจะเป็ใครมันไม่สำคัญ แต่ตอนนี้รีบออกไปก่อนที่จะถูกเจอดีกว่า"ชายนิรนามดึงสุภาพิชญ์มาหลบอยู่ด้านหลังแล้วค่อยๆนำทางเธอออกมาตามมุมมืดอย่างระมัดระวังไม่ให้กล้องจับได้ ดีที่ในห้องไม่ค่อยมีแสงสว่างจึงมีที่เหลือเฟือให้ทั้งคู่ใช้หลบหลีกออกมาได้
"ของที่จะให้ส่งวันเสาร์นี้เตรียมไว้เรียบร้อยแล้วใช่ไหม"
"เรียบร้อยแล้วครับท่านเหลือแค่เช็คความเรียบร้อยอีกนิดหน่อยก็จัดส่งได้เลย"ขณะที่จะก้าวพ้นประตูออกไปก็มีเสียงคนคุยกันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ สุภาพิชญ์รีบดึงเสื้อของชายที่ปกป้องเธอให้เข้ามาในมุมมืดอีกครั้งด้วยความรีบร้อนเขาจึงเผลอกอดร่างระหงของเธออย่างไม่ได้ตั้งใจ หน้าของสุภาพิชญ์ชนกับแผงอกกว้างโดยมีอีกฝ่ายโอบกอดไว้แน่นเพราะกลัวเ้าของเสียงจะเจอตัวเข้า
"คุณ"
"เงียบก่อน"สุภาพิชญ์ออกอาการขัดขืนแต่อีกฝ่ายกลับส่งสัญญาณว่าให้อยู่เงียบๆ เธอหยุดขัดขืนเพราะร่างกายก็โดนอีกฝ่ายตรึงเข้าหาตัวจนไม่สามารถขยับเขยื้อนหรือกระดุกกระดิกได้ มีทางเดียวคือยอมจำนนแล้วรอให้คนที่เดินมาผ่านไปเท่านั้น
"ถ้าเช็คเสร็จแล้วก็รีบขนออกไป ระวังอย่าให้มีคนเห็น"
"ครับนาย แล้วเื่ทับทิมสีชาตินี่ล่ะครับ"
"ตอนนี้ยังไม่มีจับได้อยู่เงียบๆไปก่อน"
"ครับ"สุภาพิชญ์เริ่มหายใจไม่ออกจึงโผล่หน้าออกไปหวังจะรับอากาศบริสุทธิ์ เพราะกลิ่นตัวหอมของผู้ชายที่โอบกอดเธอนั้นมันยิ่งทำให้สุภาพิชญ์รู้สึกใจสั่นเหมือนคนเป็ไข้ เธอต้องขอถอนจมูกออกจากอกแกร่งซะก่อนเพราะกลัวจะเสียความเป็ตัวเองไป แต่อีกใจก็ยังอยากอยู่แบบนี้ต่อเพราะทำให้รู้สึกปลอดภัยไร้กังวล
"อาคเณศ"
"คุณว่าไงนะ"สุภาพิชญ์แทบไม่อยากเชื่อสายตาแม้ต้นเสียงจะเดินจากไปแล้ว แต่เธอก็จำแผ่นหลังกว้างของนักธุรกิจรายใหญ่ที่ส่งออกอัญมณีระดับต้นๆของประเทศได้ คเณศ ฤทธากุล เ้าของบริษัทฤทธากุล-จิวลี่ บิดาของคณานนท์คู่หมั้นของเธอและยังเป็เพื่อนรักกับบิดาของสุภาพิชญ์เช่นกัน
"ปล่อยฉันได้แล้ว"เมื่อทางปลอดภัยสุภาพิชญ์ก็ทำสัญญาณว่าให้ชายนิรนามปล่อยร่างกายเธอให้เป็อิสระ อีกฝ่ายเองก็พึ่งจะรู้ตัวจึงรีบปล่อยร่างระหงทันที เมื่อออกมาที่แจ้งได้สุภาพิชญ์ก็พึ่งจะสังเกตว่าอีกฝ่ายมีใบหน้าคม คิ้วเข้มโก่งได้รูป คู่กับจมูกโด่งคมสันแววตาเรียบเฉยแต่ยิ่งมองก็ยิ่งมีเสน่ห์ ผิวสีน้ำผึ้งจะขาวก็ไม่ขาวแต่ทำให้ผู้ชายตรงหน้านี้ดูดีเอามากๆ
"ผมเตือนอีกครั้งห้ามคุณทำแบบนี้อีกมันอันตราย"สุภาพิชญ์ไม่ได้ยินที่ชายนิรนามเตือนเธอเอาแต่คิดถึงเื่เมื่อสักครู่ หากมองจากความเป็จริงก็ไม่ใช่เื่แปลกที่นักธุรกิจค้าอัญมณีจะมาที่พิพิธภัณฑ์แต่ที่คุยเื่ของนั้นอาคเณศของเธอหมายถึงอะไร
"นี่คุณฟังผมอยู่รึป่าว"
"ฟังอยู่แล้วนายล่ะเป็ใครถึงได้มาสั่งห้ามฉันทำนู่นทำนี่"
"พูดแบบนี้แปลว่าไม่ฟังกันเลยต่างหาก"
"มันเื่ของฉันแต่เมื่อกี้นายบอกว่าพวกเราจะซวยกันหมด รึว่านายเองก็สงสัยทับทิมในตู้เหมือนกัน?"
"ผมจะเป็ใครไม่สำคัญแต่คุณทำแบบนี้หาเื่ใส่ตัวชัดๆ"
"ฉันยังไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย"
"ยังไม่รู้ตัวอีกว่าทำอะไรลงไปถ้าเมื่อกี้ผมไปห้ามไม่ทันคุณอาจจะถูกสั่งเก็บก็ได้"
"นี่นายขู่ฉันเหรอ"
"ผมป่าวขู่แต่มันอาจจะเกิดขึ้นจริงหากคุณคิดจะทำแบบนั้นอีก และครั้งต่อไปไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้แน่"
"พูดมากแบบนี้จะให้ฉันพูดขอบคุณเข้าใจถูกไหม"
"ก็แล้วแต่จะคิด เพราะการขอบคุณก็เป็มารยาททางสังคมอย่างหนึ่งถ้าคุณไม่อยากพูดผมก็ไม่บังคับ"
"นี่นายหาว่าฉันเป็คนไม่มีมารยาทเหรอ"
"ผมยังไม่ได้พูดสักคำคุณพูดออกมาเองต่างหาก"สุภาพิชญ์กัดฟันข่มอารมณ์โมโหที่ถูกใครที่ไหนไม่รู้มายืนสั่งสอนเธอปาวๆแบบนี้ ครั้งนี้จะไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วยเพาะถือว่าอีกฝ่ายได้ช่วยเธอไว้หากเจอกันข้างนอกอย่าหวังเลยว่าจะยอมยืนโดนด่าแต่ฝ่ายเดียว
"ที่นายช่วยฉันเมื่อกี้จะยอมขอบคุณก็ได้ แต่ที่นายด่าฉันมันคนละเื่กัน"สุภาพิชญ์เข้ามาใกล้ชายหนุ่มแล้วตั้งใจเหยียบเท่าอีกฝ่ายเพื่อสั่งสอนว่าอย่าได้บังอาจมาด่าเธอว่าไร้มารยาท
"โอ๊ย!คุณทำบ้าอะไรเนี่ยเมื่อกี้ก็กัดมือผม แล้วยังมาเหยียบเท้าผมอีกเป็พวกชอบใช้ความรุนแรงรึไง"
"อุ๊ย นั่นเท้านายเหรอขอโทษทีนะพอดีฉันมองไม่เห็น พึ่งออกจากห้องมืดตาก็เลยยังไม่ชินกับที่แจ้งน่ะต้องขออภัยจริงๆ"สุภาพิชญ์ยิ้มเยาะสะใจอีกฝ่ายแล้วเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้อีกฝ่ายนั่งรับความเ็ปอยู่หน้าห้องจัดแสดงอย่างไร้ความปราณี คนอย่างสุภาพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ฆ่าได้แต่หยามไม่ได้
คอนโดหรูใกล้กองทัพ
ทิพากรเปิดประตูเข้าไปในห้องพักสุดหรูขนาดใหญ่ที่มีห้องนอนถึง5ห้องพร้อมห้องน้ำในตัว แถมห้องนั่งเล่นและห้องครัวให้อีกอย่างละห้อง ตอนนี้สมาชิกคนอื่นได้แยกย้ายไปทำงานกันหมดแล้วเหลือแค่ธีระที่พึ่งออกเวรมาเพียงคนเดียวเท่านั้นที่กำลังดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่น
"ไอ้เวหาทำไมแกเดินถ่างขาแบบนั้นวะ โดนกระทืบกล่องดวงใจมารึไง"ธีระร้องทักทิพากรแต่ก็ไม่รอช้ารีบเข้าไปประคองเพื่อนรักให้นั่งลงที่โซฟาอย่างปลอภัยและระมัดระวังที่สุด ระหว่างทางก็ร้องโอดโอยเป็ระยะแม้จะใส่รองเท้าหนังอย่างดีแต่ที่ถูกร่างระหงตั้งใจกระทืบแบบไม่ออมแรงเลยก็เจ็บไม่ใช่น้อยเดี๋ยวเถอะถ้าเขาเจออีกล่ะก็น่าดู
"ที่มือแกก็มีรอยกัดไปทำอะไรมาวะ"
"ฉันถูกคนบ้าทำร้ายร่างกายมา"
"คนบ้าที่ไหนจะทาลิปสติกแล้วมากัดมือ บอกมาว่าไปทำให้ผู้หญิงที่ไหนเกลียดเข้า ถึงขั้นทำร้ายร่างกายแกแบบนี้"ธีระเค้นยิ้มทำให้ทิพากรพึ่งสังเกตเห็นว่ารอยกัดที่มือมีลิปสติกของร่างระหงติดมาด้วย เขาใช้มือที่ยังปลอดภัยอยู่ลบลิปสติกของอีกฝ่ายอย่างลวกๆนั่นยิ่งทำให้ธีระอยากรู้เข้าไปอีก
"จะบอกฉันดีๆรึจะให้3คนนั้นกลับมาคาดคั้นแก"ทิพากรคิดในใจว่าถ้าให้พวกที่เหลือรู้เื่มีหวังโดนขุดไม่หยุดแน่สู้บอกธีระคนเดียวจะดีกว่า
"วันนี้ฉันปลอมตัวเป็นักท่องเที่ยวเข้าไปดูทับทิมสีชาติ แต่จู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่งพยายามจะทดสอบสีของทับทิมฉันจึงรีบเข้าไปห้ามเพราะเห็นว่ามียามเดินมา ไม่ขอบคุณสักคำแถมยังกัดมือแล้วก็เหยียบเท้าฉันโคตรแรง คุณบูชาโทษชัดๆ"
"ทำไมต้องทดสอบ"
"พวกฉันสงสัยว่ามีคนลักลอบนำอัญมณีไปขายอย่างผิดกฏหมาย"
"ขนาดอยู่ในพิพิธภัณฑ์ก็ยังโดนเหรอวะ"
"ตอนนี้มีรายงานว่าทับทิมที่ดูคล้ายกันถูกเศรษฐีชาวอังกฤษประมูลไป ฉันอยากรู้ว่าที่ตั้งโชว์อยู่ในพิพิธภัณฑ์ยังเป็ของจริงรึป่าวก็เลยลองปลอมตัวเข้าไปสืบดู"
"แล้วได้อะไรมานอกจากรอยกัดและลิปสติก"
"แกจะไม่เลิกเหน็บแนมฉันจริงๆใช่ไหมไอ้เธียร"
"เออๆเลิกก็ได้สรุปว่าสืบอะไรมาได้บ้าง"
"ไม่ได้อะไรเลยทุกชิ้นถูกตู้นิรภัยครอบไว้และให้ยืนชมในจุดที่ห่างออกไปหลายเมตร ถ้าไม่ดูใกล้ๆก็แยกไม่ออกว่าของจริงรึของปลอม"
"งั้นก็ยิ่งน่าสงสัยเพราะครั้งล่าสุดที่เพื่อนฉันพาแฟนไปมันบอกว่าสามารถยืนเกาะตู้ดูได้เลย"
"เห็นว่าสายคาดพึ่งจะเอามากั้นเมื่อ3เดือนก่อน ซึ่งตรงกับเวลาที่มีเพชรคล้ายๆกันถูกประมูลที่ต่างประเทศ"
"อาจจะต้องขอให้ไอ้เพลิงช่วย มันมียศมีตำแหน่งน่าจะขอหมายศาลเข้าตรวจค้นได้"ขณะที่ธีระพูดออกความเห็นคู่สนทนาของเขากลับนั่งเงียบไม่พูดไม่จาราวกับตนนั้นพูดอยู่เพียงคนเดียว
"ไอ้เวหา เวหา เฮ้ยไอ้เวหา!"
"แกจะะโใส่หูฉันทำไมเนี่ย"
"ฉันเรียกตั้งนานแกก็เอาแต่เหม่อลอย ทำไมวะคิดถึงผู้หญิงที่กัดมือรึไง"
"ไหนบอกว่าจะเลิกล้อฉัน"ธีระหัวเราะกับปฏิกิริยาของเพื่อนรักที่วันๆเอาแต่ขุดดินกะเทาะหินเป็งานอดิเรก แล้วจู่ๆก็กลับบ้านมาพร้อมรอยกัดและลิปสติกจะไม่ให้ธีระล้อได้อย่างไร
"แกคิดว่าไงถ้าจะให้ไอ้เพลิงช่วย"
"ฉันยังไม่อยากให้เื่ถึงกฏหมาย เพราะทุกอย่างเป็แค่สิ่งที่คาดเดาเท่านั้น"
"แล้วจะทำยังไง"
"ว่าจะลองสืบเองไปก่อน ที่กรมก็อยากให้ฉันทำแบบเงียบๆ"
"แปลว่าท่านพลเองสิรภพก็ยังไม่รู้"
"อืม"
"ถ้าคิดจะสืบเองทำไมต้องทำหน้าเหมือนโลกกำลังจะแตกแบบนั้นวะ"
"ตอนที่กำลังจะออกมาจากห้องจัดแสดงฉันบังเอิญได้ยินพวกนักธุรกิจคุยกันถึงเื่จะส่งของวันเสาร์ แต่ไม่รู้ว่าของที่ว่านั่นหมายถึงอะไร"
"อาจจะเป็สินค้าทั่วไปก็ได้...รึแกสงสัยว่าจะเป็อัญมณี"
"โคตรมืดเลยวะ ไม่รู้จะตามสืบตรงไหนก่อนดี"
"แกจำหน้าคนนักธุรกิจคนนั้นได้ไหม ถ้าจำได้ก็สืบไม่อยาก"
"ไม่เห็นตอนนั้นฉัน..."ทิพากรเว้นวรรคเพราะเกือบจะพูดถึงเื่ที่เขากอดกับสุภาพิชญ์ออกไป ถ้าธีระรู้เื่นี้ขึ้นมาอีก3คนที่เหลือก็ต้องรู้เื่ด้วย มีหวังชีวิตประจำวันของทิพากรก็จะไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป
"แกทำไม"
"ป่าว"
"พูดให้จบสิวะมันคาใจ"
"มัวแต่ยุ่งเื่งานฉันของแกเถอะเสร็จแล้วรึไง ไม่ไปเข้าเวรเรอะ"
"พึ่งออกเวรมาจะไม่ให้ฉันพักบ้างรึไง"
"เออพักให้พอ คืนนี้แกต้องซ้อมส่วนที่พวกฉันซ้อมไปเมื่อคืนด้วย"
"อะไรวะพวกแกจะฆ่าฉันรึไง"
"ใครใช้ให้แกเข้าเวรดึกล่ะ"
"เพื่อนบ้า"ทิพากรหลุดขำออกมากับท่าทีของธีระเขาเก็บเอกสารทุกอย่างเข้าห้องนอน เตรียมหาข้อมูลเื่อัญมณีที่ถูกประมูลไปอีกหลายเม็ด ทางกรมธรณีวิทยาเสนอชื่อเขาไปร่วมงานจัดแสดงอัญมณีในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ด้วยคงต้องเตรียมตัวอีกหลายอย่าง